ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๓. สุวรรณสามชาดก

๓. สุวรรณสามชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๘๒ · บรรทัด ๓๒๐๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สุวัณณสามชาดก ๑- (๕๔๐)

ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ไม่ทันเห็นพระราชา จึงตรัสว่า)

[๒๙๖]

ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเรา

ผู้ประมาท ๒- กำลังนำน้ำไปอยู่

กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์คนไหนแอบซุ่มยิงเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงว่า เนื้อที่ร่างกายของตนไม่เป็นอาหาร จึงตรัสว่า)

[๒๙๗]

เนื้อของเราก็ไม่ควรจะกิน

หนังของเราก็ไม่มีประโยชน์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

เขาจึงเข้าใจว่า เราเป็นผู้ควรยิง

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ตรัสถามชื่อพระราชานั้นว่า)

[๒๙๘]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

สหาย เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเถิด

ทำไมท่านจึงซุ่มยิงเรา

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสตอบว่า)

[๒๙๙]

เราเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ เราจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระบรมศาสดาเมื่อประทับ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุเลี้ยงดูมารดารูปหนึ่ง ตรัสสุวัณณสามชาดก

@ซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ใครกันหนอใช้ลูกศรยิงเราผู้ประมาทกำลังนำน้ำไปอยู่ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๑๕)

@๒ ประมาท หมายถึงยังมิได้คุมสติด้วยเมตตาภาวนา (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๖/๑๒๙)

[๓๐๐]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู

เลื่องลือว่า เป็นผู้มีความสามารถยิงธนู

ที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะที่ลูกศรยิงก็ไม่พึงพ้นเราไปได้

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสถามชื่อและโคตรของสุวรรณสามโพธิสัตว์ว่า)

[๓๐๑]

ท่านเป็นใคร เป็นบุตรของใคร

เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

ท่านจงประกาศชื่อและโคตรของบิดา

และตัวของท่านเองให้ทราบด้วย

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรของนายพราน ๑-

พวกญาติต่างเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สาม

วันนี้ ข้าพระองค์นั้นเข้าไปในปากแห่งความตาย

จึงนอนอยู่อย่างนี้

[๓๐๓]

ข้าพระองค์ถูกพระองค์ยิงด้วยศรลูกใหญ่

อาบยาพิษเหมือนยิงเนื้อ

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทอดพระเนตรข้าพระองค์

ผู้นอนเปื้อนเลือดของตน

[๓๐๔]

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรลูกศรที่ทะลุออกข้างซ้าย

ข้าพระองค์บ้วนโลหิต เป็นผู้กระสับกระส่าย

ขอทูลถามพระองค์ว่า ทำไมจึงซุ่มยิงข้าพระองค์

[๓๐๕]

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอ

พระองค์จึงเข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์เป็นผู้ที่ควรยิง

@เชิงอรรถ :

@๑ บุตรของนายพราน หมายถึงเป็นบุตรฤๅษี (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๐๒/๑๓๒)

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสแก้ตัวว่า)

[๓๐๖]

เนื้อปรากฏมาถึงระยะลูกศรแล้ว

ท่านสาม มันเห็นท่านแล้วจึงแตกหนีไป

เพราะฉะนั้น เราจึงโกรธ

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๓๐๗]

ตั้งแต่ข้าพระองค์จำความได้

ตั้งแต่ข้าพระองค์รู้จักรับผิดชอบ

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๘]

ตั้งแต่ข้าพระองค์นุ่งเปลือกไม้อยู่ในปฐมวัย

ฝูงเนื้อในป่าแม้จะเป็นเนื้อร้าย

แต่ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

[๓๐๙]

ข้าแต่พระราชา ฝูงกินนรผู้ขลาดกลัวที่ภูเขาคันธมาทน์

เราทั้งหลายต่างเพลิดเพลินพากันไปสู่ภูเขาและป่า

[๓๑๐]

ฝูงเนื้อแม้จะเป็นเนื้อร้ายในป่า

ก็ไม่สะดุ้งกลัวข้าพระองค์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

ฝูงเนื้อจึงจะสะดุ้งกลัวข้าพระองค์เล่า

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๑๑]

ท่านสาม เนื้อหาได้สะดุ้งกลัวท่านไม่

เรากล่าวเท็จแก่ท่านต่างหาก

เราถูกความโกรธและความโลภครอบงำ

จึงได้ปล่อยลูกศรนั้นไปถึงท่าน

[๓๑๒]

สาม ท่านมาจากไหน ใครใช้ท่านมาว่า

ท่านจงไปยังแม่น้ำมิคสัมมตาแล้วตักน้ำมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้อดกลั้นทุกขเวทนาแสนสาหัส กราบทูลว่า)

[๓๑๓]

มารดาบิดาของข้าพระองค์เป็นคนตาบอด

ข้าพระองค์เลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่ในป่าใหญ่

ข้าพระองค์จะไปตักน้ำมาให้ท่านทั้ง ๒ นั้น

จึงมายังแม่น้ำมิคสัมมตา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวบ่นเพ้อรำพันถึงมารดาบิดาว่า)

[๓๑๔]

ท่านทั้ง ๒ นั้นมีเพียงอาหารเท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น จะพึงมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๖ วัน

เพราะไม่ได้น้ำ ท่านผู้ตาบอดทั้ง ๒ เห็นจักตายแน่

[๓๑๕]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๖]

ข้าพระองค์ไม่เป็นทุกข์

เพราะความทุกข์เช่นนี้ คนพึงได้รับเหมือนกัน

แต่ความทุกข์ที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบบิดา

เป็นความทุกข์อย่างยิ่งของหม่อมฉัน

[๓๑๗]

มารดานั้น จะร้องไห้อย่างน่าสงสารเป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๘]

บิดานั้นจักเป็นทุกข์ลำบากแน่เป็นเวลานาน

จนเที่ยงคืน หรือตลอดคืน จะซูบซีดลง

เหมือนแม่น้ำน้อยในฤดูร้อนเหือดแห้งไป

[๓๑๙]

มารดาและบิดาทั้ง ๒ จักเที่ยวบ่นเรียกหาข้าพระองค์ว่า

พ่อสามๆ ในป่าใหญ่ เพื่อต้องการปรนนิบัติเท้า

และเพื่อต้องการบีบนวดมือและเท้าด้วยความพยายาม

[๓๒๐]

ถึงความโศกนี้เป็นลูกศรที่ ๒

ทำหัวใจของข้าพระองค์ให้สะท้านหวั่นไหว

ความโศกใดที่ข้าพระองค์ไม่ได้พบมารดาและบิดาทั้ง ๒ ผู้ตาบอด

เพราะความโศกนั้น ข้าพระองค์เห็นจะต้องเสียชีวิตไป

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงฟังคำเพ้อรำพันของสุวรรณสามโพธิสัตว์ ทรงสันนิษฐาน แล้ว ตรัสว่า)

[๓๒๑]

ท่านสามผู้เห็นกัลยาณธรรม

ท่านอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

เราจะทำการงานเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่านในป่าใหญ่

[๓๒๒]

เราเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

เราจะทำการงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๓]

เราจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อและมูลผลาผลในป่า

จะทำงานเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๒๔]

ท่านสาม มารดาและบิดาของท่านอยู่ป่าไหน

เราจะเลี้ยงดูมารดาและบิดาของท่าน

ให้เหมือนอย่างที่ท่านได้เลี้ยงดูมา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กราบทูลบอกหนทางว่า)

[๓๒๕]

ขอเดชะ หนทางที่เดินไปได้คนเดียว

ที่มีอยู่ทางศีรษะของข้าพระองค์นี้

พระองค์เสด็จไปจากที่นี้สิ้นระยะทางประมาณกึ่งโกสะ ๑-

ก็จะเสด็จถึงเรือนหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่

ของมารดาและบิดาทั้ง ๒ ของข้าพระองค์

ขอพระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

จงเลี้ยงดูมารดาและบิดาของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ โกสะ เป็นชื่อมาตราวัดระยะ ๑ โกสะ เท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู อัฑฒโกสะ = ๒๕๐ ชั่วธนู (๒๕๐ วา)

[๓๒๖]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐกาสีให้เจริญ

ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์

ขอพระองค์โปรดทรงพระกรุณาเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้ตาบอด

ของข้าพระองค์ในป่าใหญ่ด้วยเถิด

[๓๒๗]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี ข้าพระองค์ขอประคองอัญชลี

ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์กราบทูลพระองค์แล้ว

ขอได้โปรดทรงพระกรุณาตรัสบอกการกราบลา

กับมารดาและบิดาของข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๒๘]

สุวรรณสามผู้หนุ่มแน่นเห็นแก่กัลยาณธรรม

ครั้นได้กราบทูลคำนี้แล้ว ถึงกับสลบแน่นิ่งไปเพราะกำลังยาพิษ

[๓๒๙]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญเป็นที่น่าสงสารอย่างมากว่า

เราเข้าใจว่าจะเป็นผู้ไม่แก่และไม่ตาย

เราได้เห็นสามบัณฑิตตาย

วันนี้ จึงได้รู้ความแก่และความตาย แต่ก่อนหาได้รู้ไม่

ความตายจะไม่มาถึงเป็นไม่มี

[๓๓๐]

สามบัณฑิตถูกลูกศรอาบยาพิษเสียบแทงแล้ว

ตอบโต้กับเราอยู่แท้ๆ ครั้นกาลล่วงเลยไปวันนี้เอง

เขาพูดอะไรๆ ไม่ได้เลย

[๓๓๑]

เราจะต้องตกนรกเป็นแน่

ในข้อนี้เราไม่มีความสงสัย เพราะในเวลานั้น

เราได้ทำบาปอันหยาบช้าไว้ตลอดราตรีนาน

[๓๓๒]

เมื่อเรานั้นอยู่ในบ้านเมืองกระทำกรรมชั่ว

ก็จะมีคนกล่าวติเตียน

แต่ในป่าหาผู้คนมิได้ ใครเล่าควรจะกล่าวติเตียนเรา

[๓๓๓]

คนทั้งหลายประชุมกันในบ้าน

ต่างก็เตือนกันและกันให้ระลึกถึงกรรม

ส่วนในป่าที่หาคนมิได้ ใครหนอจะเตือนเราให้ระลึกถึงกรรม

[๓๓๔]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

เพื่ออนุเคราะห์พระราชา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๓๕]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์ได้ทรงทำกรรมชั่วอย่างใหญ่หลวงแล้ว

มารดาและบิดา และบุตรรวม ๓ คนผู้หาความผิดมิได้

พระองค์ทรงฆ่าแล้วด้วยลูกศรลูกเดียว

[๓๓๖]

เชิญเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจะแนะนำถวายพระองค์

โดยประการที่พระองค์จะพึงมีสุคติ คือ

พระองค์จงทรงเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ ผู้ตาบอดในป่าโดยธรรมเถิด

ดิฉันเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติ

[๓๓๗]

พระราชานั้นทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

จึงทรงถือเอาหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์เสด็จหลีกไปทางทิศทักษิณ

(ทุกูลบัณฑิตไดัยินเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักษ์ จึงถามว่า)

[๓๓๘]

นั่นเสียงใครเดินมา นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

[๓๓๙]

เพราะพ่อสามเดินเงียบกริบ วางเท้าเรียบ

นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพ่อสาม

ท่านนิรทุกข์ ท่านเป็นใครกันหนอ

(พระเจ้าปิลยักษ์ประทับยืนอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ตรัสว่า)

[๓๔๐]

ข้าพเจ้าเป็นพระราชาของชาวกาสี

คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้าปิลยักษ์

เพราะความโลภ ข้าพเจ้าจึงละทิ้งแคว้นมาเที่ยวแสวงหาเนื้อ

[๓๔๑]

ทั้งข้าพเจ้าเป็นคนเชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

แม้ช้างที่มาถึงระยะลูกศรยิงก็ไม่พึงรอดพ้นไปได้

(ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระเจ้าปิลยักษ์ จึงทูลว่า)

[๓๔๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่ได้เสด็จมาถึงแล้ว

ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งมีอยู่ในที่นี้เถิด

[๓๔๓]

ข้าแต่มหาราช ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่าซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อย

ขอพระองค์ทรงเลือกเสวยแต่ที่ดีๆ เถิด

[๓๔๔]

ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มน้ำเย็นนี้

ที่ข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาเถิด

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสว่า)

[๓๔๕]

ท่านทั้ง ๒ ตาบอดไม่สามารถจะเห็นอะไรๆ ในป่าได้

ใครเล่าหนอนำผลไม้มาให้ท่านทั้ง ๒

การเก็บสะสมผลาผลที่ทำไว้อย่างเรียบร้อยนี้

ย่อมปรากฏแก่เราเหมือนการเก็บสะสมของคนตาไม่บอด

(ทุกูลบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสนั้น เมื่อจะแสดงธรรม จึงกราบทูลว่า)

[๓๔๖]

สามหนุ่มน้อยร่างสันทัด ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรม

มีผมยาวดำสนิท มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

[๓๔๗]

เธอนั่นแหละนำผลไม้มา

บัดนี้ ถือหม้อน้ำจากที่นี้ไปตักน้ำยังแม่น้ำ

เข้าใจว่าใกล้จะกลับแล้ว

(พระเจ้าปิลยักษ์ครั้นสดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๔๘]

ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้บำรุงบำเรอท่าน

ผู้เห็นแก่กัลยาณธรรมที่ท่านกล่าวถึงแล้ว

[๓๔๙]

เขามีผมยาวดำสนิท

มีปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน

ถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

นอนอยู่ที่หาดทรายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

(นางปาริกาได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ประสงค์จะทราบเหตุ จึงถามว่า)

[๓๕๐]

ท่านทุกูลบัณฑิต ท่านปรึกษากับใครที่บอกว่า

พ่อสามถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า

พ่อสามถูกฆ่าแล้ว

[๓๕๑]

เพราะได้ยินว่า พ่อสามถูกฆ่า

ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดไหวไปมา

(ทุกูลบัณฑิตให้โอวาทนางปาริกาว่า)

[๓๕๒]

ปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากรุงกาสี

พระองค์ทรงยิงพ่อสามด้วยลูกศร

เพราะความโกรธ ที่ฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา

เราทั้ง ๒ อย่าได้มุ่งร้ายต่อพระองค์เลย

(นางปาริกากล่าวว่า)

[๓๕๓]

บุตรที่น่ารักผู้ซึ่งได้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

ไฉนจะไม่พึงทำจิตให้โกรธ

ในคนผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้นเล่า

(ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า)

[๓๕๔]

บุตรที่น่ารักผู้เลี้ยงดูเราทั้ง ๒ คน

ผู้ตาบอดในป่า เราได้มาโดยยาก

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า

ไม่ควรโกรธในคนผู้มีบุตรคนเดียวนั้น

(ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักษ์ตรัสปลอบโยนท่านทั้ง ๒ นั้นว่า)

[๓๕๕]

พระคุณท่านทั้ง ๒ อย่าคร่ำครวญให้มากนัก

เพราะข้าพเจ้ากล่าวว่า สามกุมารถูกข้าพเจ้าฆ่าแล้ว

ข้าพเจ้าจะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๖]

ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะธนู เลื่องลือว่า

เป็นผู้มีความสามารถยิงธนูที่ต้องใช้กำลังคนถึง ๑,๐๐๐ คนได้

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

[๓๕๗]

ข้าพเจ้าจักแสวงหาของที่เป็นเดนของฝูงเนื้อ

และมูลผลาผลในป่า

จะทำการงานเลี้ยงดูพระคุณท่านทั้ง ๒ ในป่าใหญ่

(ดาบสทั้ง ๒ กราบทูลว่า)

[๓๕๘]

ข้าแต่มหาราช นั่นมิใช่ธรรม

ไม่สมควรในอาตมภาพทั้ง ๒

พระองค์เป็นพระราชาของอาตมภาพทั้ง ๒

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสว่า)

[๓๕๙]

ท่านผู้มีเชื้อชาติเป็นพราน

ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านได้ประพฤติอ่อนน้อม

ขอพระคุณท่านจงเป็นบิดาของข้าพเจ้า

ข้าแต่นางปาริกา ขอพระคุณท่านจงเป็นมารดาของข้าพเจ้า

(ดาบสทั้ง ๒ นั้นประคองอัญชลี กราบทูลว่า)

[๓๖๐]

ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมภาพทั้ง ๒ ขอถวายบังคมแด่พระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

อาตมภาพทั้งหลายขอถวายบังคมแด่พระองค์

อาตมภาพทั้งหลายขอประคองอัญชลีแด่พระองค์จนกว่าพระองค์

ทรงพาอาตมภาพทั้งหลายไปให้ถึงสถานที่ซึ่งสามกุมารอยู่

[๓๖๑]

อาตมภาพทั้ง ๒ เมื่อได้ลูบคลำเท้าทั้ง ๒

และใบหน้าอันงดงามของเขา จักทุบตีตนให้ถึงความตาย

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้ตรัสว่า)

[๓๖๒]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๓]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

ในป่าที่เกลื่อนกล่นไปด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๔]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่ เปื้อนเปรอะด้วยฝุ่น

ในป่าที่เกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูง ปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

[๓๖๕]

สามกุมารถูกฆ่านอนตายอยู่

ในป่าที่กลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย

เป็นป่าสูงปรากฏเหมือนอยู่ในอากาศ

ขอพระคุณท่านทั้ง ๒ จงอยู่ในอาศรมที่พักนี้เท่านั้นเถิด

(ลำดับนั้น ดาบสทั้ง ๒ นั้นเมื่อแสดงว่าตนไม่กลัวต่อสัตว์ร้าย จึงกราบทูลว่า)

[๓๖๖]

ถ้าในป่านั้น จะมีเนื้อร้ายตั้งร้อย ตั้งพัน และตั้งหมื่น

อาตมภาพทั้ง ๒ ไม่มีความกลัว

ในสัตว์ร้ายทั้งหลายในป่าไหนๆ เลย

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖๗]

ลำดับนั้น พระเจ้ากาสีทรงพาฤๅษีทั้ง ๒

ผู้ตาบอดไปในป่าใหญ่

จูงมือฤๅษีทั้ง ๒ ไปในที่ที่สามกุมารถูกฆ่าแล้ว

[๓๖๘]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงจันทร์ตกดิน

[๓๖๙]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่เหมือนดวงอาทิตย์ตกดิน

[๓๗๐]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

ถูกทิ้งไว้ในป่าใหญ่ ก็คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร

[๓๗๑]

ดาบสทั้ง ๒ เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรนอนคลุกฝุ่น

จึงประคองแขนทั้ง ๒ ข้าง คร่ำครวญว่า ชาวเราเอ๋ย

ได้ทราบว่า วันนี้ ความไม่เป็นธรรมกำลังเป็นไปในโลกนี้

[๓๗๒]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าประมาทนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๓]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโง่ไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๔]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าโกรธเคืองไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๕]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าเป็นผู้มักหลับไปมากนักแล้ว

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๖]

ลูกสามผู้มีรูปสง่างาม เจ้าช่างเป็นคนปราศจากน้ำใจจริง

ในวันนี้เมื่อกาลเวลาล่วงไป เจ้ามิได้พูดอะไรเลย

[๓๗๗]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายเสียแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักชำระชฎาที่หม่นหมองเปื้อนฝุ่น

[๓๗๘]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักจับไม้กวาดแล้วกวาดอาศรมของเราทั้ง ๒

[๓๗๙]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักนำน้ำเย็นน้ำร้อนมาให้เราทั้ง ๒ อาบ

[๓๘๐]

ลูกสามผู้บำรุงเลี้ยงดูเราทั้ง ๒ ผู้ตาบอดนี้มาตายแล้ว

บัดนี้ ใครเล่าจักให้เราทั้ง ๒ บริโภคมูลผลาผลไม้ในป่า

[๓๘๑]

มารดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๘๒]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๓]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๔]

ลูกสามนี้ได้เคยมีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๕]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๖]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๗]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๘]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและบิดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๘๙]

บิดาได้เห็นสามกุมารผู้เป็นบุตรล้มคลุกฝุ่นอยู่

เป็นผู้อึดอัดเพราะความโศกถึงบุตร จึงได้กล่าวสัจวาจาว่า

[๓๙๐]

ลูกสามนี้ได้เคยเป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมมาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๑]

ลูกสามนี้มีปกติประพฤติพรหมจรรย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๒]

ลูกสามนี้มีปกติกล่าวคำสัตย์มาก่อน

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๓]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๔]

ลูกสามนี้ได้เป็นผู้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๕]

ลูกสามนี้เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของเรา

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๖]

บุญอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลูกสามทำแล้วแก่เราและมารดาของเขา

ด้วยกุศลนั้นทั้งหมด ขอพิษของลูกสามจงเสื่อมหายไป

[๓๙๗]

นางเทพธิดาที่ภูเขาคันธมาทน์นั้นได้อันตรธานไป

ด้วยความอนุเคราะห์สามกุมาร จึงได้กล่าวสัจวาจานี้ว่า

[๓๙๘]

เราอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์มานาน

ไม่มีคนอื่น จะเป็นใครก็ตาม

เป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสามกุมาร

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๓๙๙]

ต้นไม้ทั้งหมดที่ภูเขาคันธมาทน์ล้วนแต่เป็นไม้หอม

ด้วยสัจวาจานี้ ขอพิษของสามกุมารจงเสื่อมหายไป

[๔๐๐]

เมื่อดาบสทั้ง ๒ กำลังบ่นพร่ำรำพันอย่างน่าสงสารเป็นอันมาก

สามกุมารผู้ยังเป็นหนุ่มแน่นมีรูปสง่างาม ก็ได้ลุกขึ้นทันที

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์ได้กล่าวกับท่านเหล่านั้นว่า)

[๔๐๑]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ชื่อว่าสาม

ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย

ข้าพเจ้าลุกขึ้นได้แล้วโดยความสวัสดี

ขอท่านทั้งหลายจงอย่าคร่ำครวญไปนักเลย

จงพูดกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันไพเราะเถิด

(ลำดับนั้น สุวรรณสามโพธิสัตว์เห็นพระราชา จึงกราบทูลว่า)

[๔๐๒]

ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ผู้เป็นใหญ่เสด็จมาถึงแล้ว

ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้เถิด

[๔๐๓]

ข้าแต่พระราชา ขอเชิญเลือกเสวยผลมะพลับ

ผลมะซาง และผลหมากเม่า

ซึ่งเป็นผลไม้เล็กน้อยแต่ผลที่ดีๆ เถิด

[๔๐๔]

น้ำใสเย็นข้าพระองค์ตักมาจากซอกเขาก็มีอยู่

จงโปรดเสวยจากนั้นเถิด พระเจ้าข้า

ถ้าพระองค์ทรงพระประสงค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ทรงเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๐๕]

เรางุนงงไปหมด หลงไปทั่วทุกทิศ

เราได้เห็นสามตายไปแล้ว

ท่านสาม ทำไมหนอ ท่านจึงกลับฟื้นชีวิตคืนมาได้

(สุวรรณสามโพธิสัตว์ทูลว่า)

[๔๐๖]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ปราศจากความรู้สึก ๑-

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ปราศจากความรู้สึก หมายถึงวาระจิตที่หยั่งลงสู่ภวังค์ (ความอยู่โดยไม่รู้สึกตัว, สลบ) (ขุ.ชา.อ. ๙/๔๐๖/๑๕๖)

[๔๐๗]

ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้มีชีวิตอยู่

แต่มีเวทนามาก ถึงความดับสนิท

แม้ยังมีชีวิตอยู่ ชาวโลกก็เข้าใจว่า ตายแล้ว

(สุวรรณสามโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์ว่า)

[๔๐๘]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้เทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดานั้น

[๔๐๙]

บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม

แม้นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลกนี้

บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์

(พระเจ้าปิลยักษ์ได้สดับดังนั้น ทรงประคองอัญชลี ขอร้องอยู่ว่า)

[๔๑๐]

เรายิ่งงุนงงหนักขึ้น หลงไปทั่วทุกทิศ

ท่านสาม เราขอถึงท่านว่าเป็นที่พึ่ง

และท่านก็จงเป็นที่พึ่งของเรา

(สุวรรณสามโพธิสัตว์กล่าวทศพิธราชธรรมถวายว่า)

[๔๑๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระมารดาและพระบิดาเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๒]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระมเหสีเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๓]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๔]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกายเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๕]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๖]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในชาวแคว้นและชาวชนบทเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๗]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์เถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๘]

ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมในฝูงเนื้อและฝูงนกเถิด

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ทรงประพฤติแล้วย่อมนำสุขมาให้

ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๔๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรมเถิด

พระอินทร์ เทวดา พร้อมทั้งพรหมเข้าถึงทิพยสถานได้

เพราะธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย

สุวัณณสามชาดกที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. มหาชนกชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๔. เนมิราชชาดก