ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๔. เนมิราชชาดก

๔. เนมิราชชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒๕ · บรรทัด ๓๔๔๒เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. เนมิราชชาดก ๑- (๕๔๑)

ว่าด้วยพระเจ้าเนมิทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๒๑]

น่าอัศจรรย์หนอ

การที่พระเจ้าเนมิผู้เป็นบัณฑิตมีพระประสงค์ด้วยกุศล

ทรงเกิดขึ้นในคราวที่บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายเกิดขึ้นในโลก

[๔๒๒]

พระเจ้าเนมิผู้ทรงทรมานอริราชศัตรู

ของชาวแคว้นวิเทหะทั้งปวงได้บริจาคแล้ว

เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานอยู่นั้น

ก็เกิดพระดำริขึ้นว่า ทานก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี

อย่างไหนเล่าจะมีผลมาก

[๔๒๓]

ท้าวมฆวานเทพกุญชรสหัสสเนตร

ทรงทราบพระดำริของพระเจ้าเนมิแล้ว ปรากฏพระองค์

ทรงกำจัดความมืดด้วยพระรัศมีแล้ว

[๔๒๔]

พระเจ้าเนมิจอมมนุษย์ทรงมีพระโลมชาติชูชัน

ได้ตรัสถามท้าววาสวะว่า ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกะผู้บำเพ็ญทานในภพก่อนกันแน่

[๔๒๕]

รัศมีเช่นนั้นข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็น

หรือไม่เคยได้ยินมาเลย

แน่ะท่านผู้เจริญ ขอท่านจงบอกข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าจะรู้จักท่านได้อย่างไร

@เชิงอรรถ :

@๑ เนมิราชชาดก เป็นเรื่องที่พระบรมศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองมิถิลา ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วง

@ของพระราชามฆเทพ ทรงปรารภการกระทำการแย้มสรวลให้ปรากฏ ตรัสเรื่องเนมิราชชาดกนี้ เริ่มต้น

@ด้วยคำว่า น่าอัศจรรย์หนอ...ในโลก ดังนี้ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๖๑)

[๔๒๖]

ท้าววาสวะทรงทราบว่าพระเจ้าเนมิมีพระโลมชาติชูชัน

ได้ตรัสตอบว่า หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมเทพ

มาในสำนักของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์

พระองค์อย่าทรงมีพระโลมชาติชูชัน

เชิญตรัสถามปัญหาที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

[๔๒๗]

พระเจ้าเนมินั้นเมื่อท้าวเธอทรงถวายโอกาส

จึงได้ตรัสกับท้าววาสวะว่า ข้าแต่มหาราชผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง

ข้าพเจ้าขอถามพระองค์ ทานก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี

อย่างไหนมีผลมากกว่ากันเล่า

[๔๒๘]

ท้าววาสวะถูกพระเจ้าเนมิผู้เป็นเทพแห่งนรชนตรัสถามแล้ว

เมื่อจะตรัสตอบพระเจ้าเนมิ

ท้าวเธอทรงทราบวิบากแห่งพรหมจรรย์อยู่

จึงได้ตรัสบอกแก่พระเจ้าเนมิผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๒๙]

บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ

เข้าถึงความเป็นเทวดาได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง

ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูง

[๔๓๐]

เพราะพรหมจรรย์เหล่านี้มิใช่จะหาได้ง่ายๆ

ด้วยการประกอบพิธีวิงวอนขอร้องอะไรๆ

บุคคลผู้ที่เกิดในหมู่พรหมได้ต้องออกบวชบำเพ็ญตบะ

(ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงแสดงเรื่องที่พระราชาทั้งหลายในอดีต ผู้บริจาค มหาทานแล้วไม่สามารถพ้นไปจากกามาวจรภพได้ จึงได้ตรัสว่า)

[๔๓๑]

๑. พระเจ้าทุทีปะ ๒. พระเจ้าสาคระ

๓. พระเจ้าเสละ ๔. พระเจ้ามุจลินท์

๕. พระเจ้าภคีรสะ ๖. พระเจ้าอุสินนะ

๗. พระเจ้าอัตถกะ ๘. พระเจ้าปุถุทธนะ

[๔๓๒]

พระราชาเหล่านั้น พระราชามหากษัตริย์เหล่าอื่น

และพวกพราหมณ์เป็นอันมาก

ต่างก็บูชายัญเป็นอันมากแล้วก็ยังไม่ล่วงพ้นภพแห่งเปรตได้

ชนเหล่าใดไม่มีเพื่อน อยู่คนเดียว

ไม่ยินดีกับใคร ย่อมไม่ได้ปีติอันเกิดแต่วิเวก

ชนเหล่านั้นถึงจะมีสมบัติเสมอกับทิพยสมบัติของพระอินทร์ก็จริง

ถึงอย่างนั้น ชนเหล่านั้นแลยังชื่อว่า ผู้ตกยาก

เพราะมีความสุขเนื่องด้วยผู้อื่น

(ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงแสดงเหล่าดาบสผู้ล่วงภพแห่งเปรตได้แล้วบังเกิด ในพรหมโลกด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ จึงตรัสว่า)

[๔๓๓]

ฤๅษีทั้ง ๗ เหล่านี้ คือ

๑. ยานหนฤๅษี ๒. โสมยาคฤๅษี ๓. มโนชวฤๅษี

[๔๓๔]

๔. สมุททฤๅษี ๕. มาฆฤๅษี

๖. ภรตฤๅษี ๗. กาลปุรักขิตฤๅษี

กับฤๅษีอีก ๔ ตน คือ

๑. อังคีรสฤๅษี ๒. กัสสปฤๅษี

๓. กีสวัจฉฤๅษี ๔. อกัตติฤๅษี

ออกบวชบำเพ็ญตบะ ล่วงพ้นกามาวจรภพได้แน่นอน

(ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะทรงเล่าเรื่องที่ตนเคยเห็นมา จึงตรัสว่า)

[๔๓๕]

แม่น้ำที่ชื่อสีทามีอยู่ทางทิศเหนือ

เป็นแม่น้ำลึก ข้ามได้ยาก

ภูเขาทองมีสีดังไฟไหม้ต้นอ้อ โชติช่วงอยู่ทุกเมื่อ

[๔๓๖]

ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น มีต้นกฤษณาขึ้นงอกงาม

มีภูเขาซึ่งมีป่าไม้ขึ้นงอกงาม

ที่ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์อย่างนี้นั้น

มีฤๅษีรุ่นเก่าประมาณหมื่นตนอาศัยอยู่

[๔๓๗]

หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐ

เพราะทาน ความสำรวม และความฝึก

หม่อมฉันได้อุปัฏฐากดาบสเห็นปานนี้

ที่บำเพ็ญวัตรซึ่งไม่มีวัตรอื่นยิ่งกว่า

ละคณะไปอยู่ผู้เดียวมีจิตเป็นสมาธิ

[๔๓๘]

หม่อมฉันจักนอบน้อมนรชนผู้มีชาติและไม่มีชาติ

ผู้ปฏิบัติตรงตลอดกาลเป็นนิตย์

เพราะเหล่าสัตว์เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

[๔๓๙]

ฉะนั้น วรรณะทั้งปวงที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ย่อมตกนรกเบื้องต่ำ วรรณะทั้งปวงย่อมบริสุทธิ์ได้

เพราะประพฤติธรรมสูงสุด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๔๐]

ท้าวมฆวานสุชัมบดีเทวราชครั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว

จึงทรงสั่งสอนพระเจ้าเนมิผู้ครองแคว้นวิเทหะแล้ว

ได้เสด็จจากไปสู่หมู่เทพชาวสวรรค์

(ท้าวสักกเทวราชครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว จึงตรัสเหตุนั้นอีกว่า)

[๔๔๑]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย

ผู้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ประมาณเท่าใด

จงตั้งใจฟังคุณเป็นอันมากทั้งสูงและต่ำนี้

ของเหล่ามนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

[๔๔๒]

เหมือนพระเจ้าเนมินี้ผู้เป็นบัณฑิตมีพระประสงค์กุศล

เป็นพระราชาผู้ทรงปราบอริราชศัตรูได้

ได้ทรงให้ทานแก่ชาวแคว้นวิเทหะทั้งปวง

[๔๔๓]

เมื่อพระองค์ทรงบริจาคทานนั้นอยู่

ก็ได้เกิดพระดำริขึ้นว่า ทานก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี

อย่างไหนเล่าจะมีผลมาก

(มหาชนร่าเริงยินดี จึงกล่าวว่า)

[๔๔๔]

ความขนพองสยองเกล้าที่ไม่เคยมีมาแล้วหนอ

ได้เกิดขึ้นแล้วในโลก

รถทิพย์ได้ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยศ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๔๕]

มาตลีเทพบุตรผู้เป็นเทพสารถีมีฤทธิ์มาก

ได้เชื้อเชิญพระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลาว่า

[๔๔๖]

ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐเป็นใหญ่ในทิศ

ขอเชิญเสด็จขึ้นรถพระที่นั่งนี้เถิด

เทพชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ประสงค์จะเฝ้าพระองค์

เพราะเทพเหล่านั้นกำลังระลึกถึง

นั่งกล่าวสรรเสริญคุณของพระองค์อยู่ ณ สุธรรมสภา

[๔๔๗]

ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหะผู้ครองกรุงมิถิลา

ผู้ทรงธรรม ด่วนรีบเสด็จลุกขึ้นจากพระราชอาสน์

บ่ายพระพักตร์ขึ้นสู่รถพระที่นั่ง

[๔๔๘]

มาตลีเทพบุตรได้ทูลถามพระเจ้าเนมิผู้เสด็จขึ้นรถทิพย์แล้วว่า

ข้าแต่พระราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเป็นใหญ่ในทิศ

ข้าพระองค์จะนำพระองค์ไปทางไหน

คือ ทางที่คนทำบาปหรือทำบุญไว้

(ลำดับนั้น พระเจ้าเนมิจึงตรัสกับมาตลีเทพสารถีนั้นว่า)

[๔๔๙]

มาตลีเทพสารถี ขอให้ท่านจงนำเราไปทั้ง ๒ ทางนั่นแหละ

คือ ทางที่คนทำบาปและทางที่คนทำบุญไว้

(ต่อจากนั้น มาตลีเทพสารถีทูลถามว่า)

[๔๕๐]

ข้าแต่พระราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเป็นใหญ่ในทิศ

ข้าพระองค์จะนำเสด็จพระองค์ไปทางไหนก่อน

คือ ทางที่คนทำบาปหรือทางที่คนทำบุญไว้

(พระเจ้าเนมิตรัสว่า)

[๔๕๑]

เราจะดูนรกซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่านรชนที่มีกรรมเป็นบาป

สถานที่อยู่ของเหล่านรชนที่มีกรรมหยาบช้า

และคติของเหล่านรชนผู้ทุศีลก่อน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๕๒]

มาตลีเทพสารถีฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว

จึงแสดงแม่น้ำที่ชื่อเวตตรณี ๑- ที่ข้ามได้ยาก

ประกอบด้วยน้ำด่างที่ร้อนเดือดพล่าน

เปรียบด้วยเปลวเพลิง

[๔๕๓]

พระเจ้าเนมิทอดพระเนตรสัตว์ผู้ตกอยู่ในแม่น้ำเวตตรณี

ที่ข้ามได้ยาก จึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า

มาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นสัตว์นรกเหล่านี้ผู้ตกอยู่ในแม่น้ำเวตตรณี

เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรหนอ

จึงตกลงสู่แม่น้ำเวตตรณี

[๔๕๔]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงได้ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๕๕]

ชนเหล่าใดในมนุษยโลก ผู้มีกำลัง มีกรรมอันเป็นบาป

ย่อมเบียดเบียน ด่าว่าผู้อื่นซึ่งมีกำลังน้อย

ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมหยาบช้า

ทำบาปแล้วย่อมตกลงสู่แม่น้ำเวตตรณี

@เชิงอรรถ :

@๑ แม่น้ำชื่อเวตตรณี เป็นแม่น้ำที่ตั้งขึ้นตามฤดูซึ่งมีกรรมเป็นเหตุ เหล่านายนิรยบาลในนรกนั้นถืออาวุธ

@มีดาบ หอก หอกซัด ฉมวก และพลองเป็นต้นที่ลุกเป็นไฟ เข้าประหาร ทิ่มแทง ทุบตีสัตว์นรกทั้งหลาย

@(ขุ.ชา.อ. ๙/๔๕๒/๑๗๘)

[๔๕๖]

ฝูงสุนัขดำ ฝูงสุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกาปากเหล็กที่น่ากลัว

รุมกัดจิกกินสัตว์นรก ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นฝูงสัตว์รุมกัดจิกกินสัตว์นรก

ท่านมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน

สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกฝูงกาปากเหล็กรุมกัดจิกกิน

[๔๕๗]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๕๘]

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น

มีธรรมลามก บริภาษ เบียดเบียน ด่าว่าสมณะและพราหมณ์

ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมหยาบช้า ทำบาปแล้ว

จึงถูกฝูงกาปากเหล็กรุมกัดจิกกิน

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น ทรงสะดุ้งกลัว ตรัสถามมาตลี- เทพสารถีว่า)

[๔๕๙]

สัตว์นรกเหล่านี้มีร่างกายลุกโชน

เดินเหยียบแผ่นดินเหล็กที่ลุกโชน

นายนิรยบาลทั้งหลายโบยตีด้วยกระบองเหล็กอันร้อน

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นสัตว์นรกเหล่านี้ที่ถูกโบยตีด้วยกระบองเหล็ก

เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกทุบตีด้วยกระบองเหล็กนอนอยู่

[๔๖๐]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๖๑]

ชนเหล่าใดในมนุษยโลกเป็นผู้มีธรรมอันชั่วช้า

เบียดเบียน ด่าว่าชายหญิงผู้ไม่มีธรรมอันชั่วช้า

ชนเหล่านั้นผู้มีธรรมอันชั่วช้า มีกรรมหยาบช้า

ทำบาปแล้ว จึงถูกทุบตีด้วยกระบองเหล็กนอนอยู่

(พระเจ้าเนมิทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามว่า)

[๔๖๒]

สัตว์นรกอีกพวกหนึ่งตกหลุมถ่านเพลิง

ถูกไฟไหม้ทั่วร่างกาย ร้องครวญครางอยู่

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นสัตว์นรกเหล่านี้ถูกไฟไหม้ทั่วร่างกาย

เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงตกหลุมถ่านเพลิงอยู่

[๔๖๓]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๖๔]

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งอ้างพยานโกงลบหนี้

เพราะเหตุแห่งทรัพย์ของประชุมชน

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน

ชนเหล่านั้นครั้นทำทรัพย์ของหมู่ชนให้สิ้นไปแล้ว

มีกรรมอันหยาบช้า ทำบาปแล้วตกอยู่ในหลุมถ่านเพลิง

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า)

[๔๖๕]

โลหกุมภีใหญ่มีไฟลุกโพลงโชติช่วงปรากฏอยู่

ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นโลหกุมภีนั้น

ท่านมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน

สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงต้องดิ่งหัวตกลงไปสู่โลหกุมภี

[๔๖๖]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๖๗]

ชนเหล่าใดสุดแสนจะชั่ว เบียดเบียน

อาฆาตสมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล

ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมหยาบช้า ทำบาปแล้ว

จึงดิ่งหัวตกลงไปสู่โลหกุมภี

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า)

[๔๖๘]

นายนิรยบาลย่อมตัดคอหรือผูกคอสัตว์นรก

ฉุดลากโยนลงไปในน้ำร้อน

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกตัดศีรษะนอนอยู่

[๔๖๙]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๗๐]

ชนเหล่าใดในมนุษยโลกสุดแสนจะชั่ว จับนกมาฆ่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ชนเหล่านั้นครั้นฆ่านกแล้ว

มีกรรมหยาบช้าทำบาปแล้ว จึงถูกตัดศีรษะนอนอยู่

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า)

[๔๗๑]

แม่น้ำนี้มีน้ำมาก มีฝั่งไม่ลึก

มีท่าน้ำงดงาม ไหลอยู่เสมอ

สัตว์นรกถูกความร้อนแผดเผาแล้วจะดื่มน้ำ

น้ำที่สัตว์นรกเหล่านั้นดื่มแล้วก็กลายเป็นแกลบไป

[๔๗๒]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

น้ำที่สัตว์นรกเหล่านั้นดื่มแล้วจึงกลายเป็นแกลบไป

[๔๗๓]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๗๔]

สัตว์นรกเหล่าใดมีการงานไม่บริสุทธิ์

เอาข้าวลีบปนข้าวเปลือกล้วนๆ ขายให้แก่ผู้ซื้อ

น้ำที่สัตว์นรกผู้ถูกความร้อนแผดเผากระหายเหล่านั้นดื่มแล้ว

ก็กลายเป็นแกลบไป

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า)

[๔๗๕]

นายนิรยบาลใช้ลูกศร หอก และโตมร

แทงสีข้างทั้ง ๒ ของเหล่าสัตว์นรกผู้คร่ำครวญอยู่

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกแทงด้วยหอกนอนอยู่

[๔๗๖]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๗๗]

ชนเหล่าใดในมนุษยโลกมีการงานไม่ดี

ลักทรัพย์ของผู้อื่น คือ ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง

แพะ แกะ ปศุสัตว์ และกระบือ มาเลี้ยงชีวิต

ชนเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า ทำบาปแล้ว

จึงถูกแทงด้วยหอกนอนอยู่

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๔๗๘]

เพราะเหตุไร สัตว์นรกเหล่านี้จึงถูกนายนิรยบาลล่ามคอไว้

สัตว์นรกอีกพวกหนึ่งถูกนายนิรยบาลหั่นแล้วสับนอนอยู่

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกสับนอนอยู่

[๔๗๙]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๘๐]

สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นผู้ฆ่าแพะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา

ครั้นฆ่าปศุสัตว์ คือ กระบือ แพะ

และแกะแล้วจึงวางบนเขียงเพื่อขายเลี้ยงชีพ

สัตว์นรกเหล่านั้นทำบาปแล้วจึงต้องถูกสับเป็นชิ้นๆ กองอยู่

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๔๘๑]

ห้วงน้ำนี้เต็มไปด้วยอุจจาระและปัสสาวะ

ไม่สะอาด บูดเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป

สัตว์นรกถูกความหิวครอบงำ

ย่อมกินอุจจาระและปัสสาวะนั้น

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงต้องมากินอุจจาระและปัสสาวะ

[๔๘๒]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๘๓]

สัตว์นรกเหล่านี้บางพวกมักก่อเหตุ เกรี้ยวกราด

รังแกมิตรสหาย ตั้งมั่นในการเบียดเบียนผู้อื่นทุกเมื่อ

สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า

เป็นพาล ประทุษร้ายมิตร ทำบาปแล้ว

จึงกินปัสสาวะและอุจจาระ

(พระเจ้าเนมิทรงเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า)

[๔๘๔]

ห้วงน้ำนี้เต็มไปด้วยเลือดและหนอง

ไม่สะอาด บูดเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป

สัตว์นรกทั้งหลายถูกความร้อนแผดเผา

เกิดความกระหาย จึงดื่มเลือดและหนอง

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงกินเลือดและหนอง

[๔๘๕]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๘๖]

ชนเหล่าใดในมนุษยโลกฆ่ามารดาบิดา

หรือพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นปาราชิก (ผู้พ่ายแพ้)

ชนเหล่านั้นผู้มีกรรมอันหยาบช้า ทำบาปแล้ว

จึงกินเลือดและหนอง

(เมื่อมาตลีเทพสารถีแสดงเรื่องนั้นแล้ว พระเจ้าเนมิจึงตรัสถามว่า)

[๔๘๗]

ท่านจงดูลิ้นของสัตว์นรกที่นายนิรยบาลเกี่ยวด้วยเบ็ด

และจงดูหนังที่นายนิรยบาลถลกด้วยขอเหล็ก

สัตว์นรกเหล่านี้ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาถูกโยนขึ้นบนบก

ร้องไห้น้ำลายไหล เพราะเหตุไร

[๔๘๘]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงกลืนกินเบ็ดนอนอยู่

[๔๘๙]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๙๐]

สัตว์นรกบางพวกเคยเป็นมนุษย์

มีตำแหน่งหน้าที่ให้ลดราคาซื้อลงจากราคาขาย

ทำการโกงด้วยตาชั่งโกง เพราะโลภในทรัพย์

ปกปิดการโกงไว้เหมือนคนเมื่อจะฆ่าปลาเอาเหยื่อปกปิดเบ็ดไว้

[๔๙๑]

บุคคลผู้ทำการโกงถูกกรรมของตนหุ้มห่อไว้

ไม่มีการป้องกันได้เลย สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า

ทำบาปแล้ว จึงต้องกลืนกินเบ็ดนอนอยู่

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๔๙๒]

นางสัตว์นรกเหล่านี้มีร่างกายแตกเยิ้ม

น่าเกลียด เปรอะเปื้อน เกรอะกรังไปด้วยเลือดและหนอง

เหมือนพวกโคหัวขาดในที่ฆ่า

ยกแขนทั้ง ๒ ข้างขึ้นร้องคร่ำครวญอยู่

นางสัตว์นรกนั้นถูกฝังไว้ในแผ่นดินทุกเมื่อ

มีภูเขาไฟลุกโชติช่วงกลิ้งมาบดขยี้

[๔๙๓]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของนางสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน นางสัตว์นรกเหล่านี้

ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ จึงถูกฝังไว้ในแผ่นดินทุกเมื่อ

มีภูเขาไฟลุกโชติช่วงกลิ้งมาบดขยี้

[๔๙๔]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๙๕]

หญิงเหล่านั้นเป็นกุลธิดาในมนุษยโลกที่เป็นอยู่นี้

มีการงานไม่บริสุทธิ์ ประพฤติไม่สงบเสงี่ยม

ทำตัวเป็นนักเลง ทอดทิ้งสามีแล้วไปคบหาชายอื่น

เพราะเหตุแห่งความเริงรมย์และเล่นสนุก

หญิงเหล่านั้นทำจิตของตนให้เริงรมย์อยู่กับชายอื่น

ในมนุษยโลกแล้ว มีภูเขาไฟลุกโชติช่วงกลิ้งมาบดขยี้

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๔๙๖]

เพราะเหตุไร นายนิรยบาลอีกพวกหนึ่งนี้

จึงจับเท้าสัตว์นรกให้มีศีรษะห้อยลง โยนไปในนรก

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงถูกนายนิรยบาลจับศีรษะห้อยลง โยนไปในนรก

[๔๙๗]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๔๙๘]

สัตว์นรกทั้งหลายเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก

ต่างทำกรรมไว้ไม่ดี ล่วงละเมิดเหล่าภรรยาของชายอื่น

เช่นนั้นชื่อว่าเป็นผู้ลักของสำคัญที่สุด

จึงต้องถูกนายนิรยบาลจับศีรษะห้อยลง โยนไปในนรก

[๔๙๙]

สัตว์นรกเหล่านั้นเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้น

สิ้นปีเป็นอันมาก เพราะบุคคลผู้ทำบาปกรรมเป็นปกติ

ถูกกรรมของตนเชิดไว้ข้างหน้า ไม่มีการต้านทานได้เลย

สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมอันหยาบช้า ทำบาปแล้ว

จึงต้องถูกนายนิรยบาลจับศีรษะห้อยลง โยนไปในนรก

(พระเจ้าเนมิตรัสถามว่า)

[๕๐๐]

สัตว์นรกทั้งเล็กและใหญ่เหล่านี้

มีการประกอบเหตุการณ์ต่างๆ กัน

มีรูปร่างแสนจะน่ากลัว ปรากฏอยู่ในนรก

ท่านมาตลีเทพสารถี ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านี้

เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ

จึงต้องมาเสวยทุกขเวทนาอันร้ายแรงแข็งกล้า

และเผ็ดร้อนเหลือประมาณอยู่

[๕๐๑]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำชั่วไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๐๒]

เหล่าสัตว์นรกที่เมื่อมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก

เป็นผู้มีทิฏฐิสุดแสนชั่ว ๑- หลงทำกรรมเพราะความชะล่าใจ

และชักชวนผู้อื่นในทิฏฐิเช่นนั้น มีทิฏฐิชั่ว

จึงต้องมาเสวยทุกขเวทนาอันแรงแข็งกล้า

และเผ็ดร้อนเหลือประมาณอยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ ทิฏฐิสุดแสนชั่ว หมายถึงมีบาปธรรมมากด้วยความเห็นผิดที่มีวัตถุ ๑๐ คือ การให้ทานไม่มีผล การบูชา

@ไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล การเสวยผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ แม้สมณ-

@พราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มี สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้นไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๐๒/๑๙๙)

(มาตลีเทพสารถีฟังพระดำรัสแล้ว จึงแสดงนรกมากมายในทิศทั้ง ๔ ว่า)

[๕๐๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้ทรงทราบสถานที่อยู่

ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมชั่ว ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า

และคติของเหล่าสัตว์ผู้ทุศีลแล้ว

ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ บัดนี้

ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด

(เทพมาตลีสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามถึงเทพธิดา จึงกราบทูลพยากรณ์แด่ พระองค์ว่า)

[๕๐๔]

วิมาน ๕ ยอดนี้ย่อมปรากฏนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก

ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างมีดอกไม้เป็นต้น

นั่งอยู่ในท่ามกลางที่ไสยาสน์

แสดงเทพฤทธิ์ได้ต่างๆ สถิตอยู่ในวิมานนี้

(พระเจ้าเนมิตรัสว่า)

[๕๐๕]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นพฤติการณ์ของนางเทพธิดาผู้สถิตอยู่ในวิมานนี้

เราขอถามท่าน นางเทพธิดานี้ได้ทำกรรมอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๐๖]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๐๗]

บางทีพระองค์จะทรงเคยได้ยินว่า

ในมนุษยโลกมีนางทาสีเรือนทาสของพราหมณ์ชื่อว่า พีรณี

คราวหนึ่งนางทราบว่า แขกมาถึงแล้วตามกาล

ก็ชื่นชม ยินดีเหมือนมารดาชื่นชมบุตรของตน

นางมีการสำรวมและการบริจาค บันเทิงอยู่ในวิมาน

(มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามถึงกุศลกรรมที่โสณทินนเทพบุตรทำแล้ว จึงทูลตอบแด่พระองค์ว่า)

[๕๐๘]

วิมานทั้ง ๗ หลังถูกนิรมิตขึ้น เรืองรองผ่องใส

มีเทพบุตรตนหนึ่งซึ่งมีฤทธิ์มาก

ประดับประดาด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง

มีหมู่เทพธิดาแวดล้อมผลัดเปลี่ยนเวียนวนอยู่โดยรอบ

ในวิมานทั้ง ๗ หลัง ซึ่งตั้งเรียงรายกันอยู่ตามลำดับนั้น

(พระเจ้าเนมิตรัสว่า)

[๕๐๙]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นพฤติการณ์ของเทพบุตรผู้อยู่ในวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรตนนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๑๐]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๑๑]

เทพบุตรตนนี้เคยเป็นคหบดีชื่อโสณทินนะ

เป็นทานบดีให้สร้างวิหาร ๗ หลังอุทิศแก่บรรพชิต

[๕๑๒]

เขาได้อุปัฏฐากภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในวิหาร ๗ หลังนั้น

ด้วยความเคารพ ได้บริจาคผ้านุ่ง ผ้าห่ม

อาหาร เสนาสนะ เครื่องประทีป

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตเลื่อมใส

[๕๑๓]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๑๔]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน

ในเพราะการสำรวมและการบริจาคทาน

(มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามถึงกุศลกรรมของเหล่าเทพอัปสร จึงทูลตอบว่า)

[๕๑๕]

วิมานที่ถูกนิรมิตไว้ดีแล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วผลึก

เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นางเทพอัปสรผู้ประเสริฐ

รุ่งเรืองด้วยเรือนยอดประกอบไปด้วยข้าวและน้ำ

งดงามด้วยการฟ้อนรำและขับร้องทั้ง ๒ อย่าง

ส่องแสงสว่างไสวอยู่

(พระเจ้าเนมิตรัสว่า)

[๕๑๖]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปแห่งวิมานนี้

เราขอถามท่าน นางเทพอัปสรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๑๗]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๑๘]

นางเทพอัปสรเหล่านั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก

เคยเป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ยินดีในการให้ทาน

มีใจเลื่อมใสเป็นนิตย์ ตั้งอยู่ในสัจจะ

ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถศีล

เป็นผู้สำรวมและทำการบริจาคทาน

จึงบันเทิงอยู่ในสวรรค์

(พระเจ้าเนมิตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรเหล่านั้นว่า)

[๕๑๙]

วิมานที่ถูกนิรมิตไว้ดีแล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์

ประกอบด้วยภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์

จัดสรรสร้างไว้เป็นส่วนๆ ส่องแสงสว่างไสวอยู่

[๕๒๐]

เสียงทิพย์ คือ เสียงเปิงมาง เสียงตะโพน

เสียงการฟ้อนรำขับร้อง และเสียงประโคมดนตรี

เปล่งออกมาน่าฟัง เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

[๕๒๑]

เราไม่รู้สึกว่า เคยได้เห็นหรือเคยได้ฟังเสียง

ที่น่ารื่นรมย์ใจอย่างนี้ ที่ไพเราะอย่างนี้มาก่อนเลย

[๕๒๒]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรตนนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๒๓]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๒๔]

เทพบุตรบางพวกเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก

เคยเป็นอุบาสกผู้มีศีล ได้สร้างสวนดอกไม้

บ่อน้ำ น้ำประปา และสะพาน

ได้ปรนนิบัติพระอรหันต์ผู้สงบเย็นด้วยความเคารพ

[๕๒๕]

ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย ๑-

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตที่เลื่อมใส

[๕๒๖]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๒๗]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ

ทั้งมีความสำรวมและบริจาคทาน

เทพบุตรเหล่านั้นจึงมาบันเทิงอยู่ในสวรรค์

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า ปัจจัย ได้แก่ คิลานปัจจัย (ยาเพื่อคนไข้) (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๒๕/๒๐๗)

(พระเจ้าเนมิทรงมีพระทัยยินดี จึงตรัสถามกุศลกรรมของเทพบุตรนั้นว่า)

[๕๒๘]

วิมานที่ถูกนิรมิตไว้ดีแล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วผลึก

เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นางเทพอัปสรผู้ประเสริฐ

รุ่งเรืองด้วยเรือนยอด

[๕๒๙]

บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ

งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้องทั้ง ๒ ส่องแสงสว่างไสวอยู่

และแม่น้ำสายหนึ่งที่ประกอบด้วยไม้ดอกนานาชนิด

ไหลไปล้อมรอบวิมานนั้น

[๕๓๐]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๓๑]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๓๒]

เทพบุตรนี้เคยเป็นคหบดีเป็นทานบดีอยู่ในกรุงมิถิลา

ได้สร้างสวนสาธารณะ บ่อน้ำ น้ำประปา และสะพาน

ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้สงบเย็นด้วยความเคารพ

[๕๓๓]

ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตที่เลื่อมใส

[๕๓๔]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๓๕]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน

ในเพราะการสำรวมและการบริจาคทาน

(พระเจ้าเนมิตรัสถามถึงกุศลกรรมของเทพบุตรผู้ประกอบด้วยสมบัตินั้นว่า)

[๕๓๖]

วิมานที่นิรมิตไว้ดีแล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วผลึก

เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นางเทพอัปสรนารีผู้ประเสริฐ

รุ่งเรืองด้วยเรือนยอด

[๕๓๗]

บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ

งดงามด้วยการฟ้อนรำขับร้องทั้ง ๒ ส่องแสงสว่างไสวอยู่

และแม่น้ำสายหนึ่งที่ประกอบด้วยต้นไม้ดอกนานาชนิด

ไหลไปล้อมรอบวิมานนั้น

[๕๓๘]

มีไม้เกด ไม้มะขวิด ไม้มะม่วง ไม้สาละ ไม้หว้า

ไม้มะพลับ และไม้มะหาดเป็นจำนวนมาก มีผลตลอดฤดูกาล

[๕๓๙]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปของวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๔๐]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

จึงทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๔๑]

เทพบุตรนี้เคยเป็นคหบดี เป็นทานบดีอยู่ในกรุงมิถิลา

ได้สร้างสวนสาธารณะ บ่อน้ำ น้ำประปา และสะพาน

ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้สงบเย็นด้วยความเคารพ

[๕๔๒]

ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตที่เลื่อมใส

[๕๔๓]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๔๔]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน

ในเพราะการสำรวมและการบริจาคทาน

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๕๔๕]

วิมานที่นิรมิตไว้ดีแล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์

ประกอบด้วยภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์

ที่จัดสรรสร้างไว้เป็นส่วนๆ ส่องแสงสว่างไสวอยู่

[๕๔๖]

มีเสียงทิพย์ คือ เสียงเปิงมาง เสียงตะโพน

เสียงการฟ้อนรำขับร้อง และเสียงประโคมดนตรี

เปล่งออกมาน่าฟัง เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

[๕๔๗]

เราไม่รู้สึกว่า เคยได้เห็นหรือเคยได้ฟังเสียง

ที่น่ารื่นรมย์อย่างนี้ ที่ไพเราะอย่างนี้มาก่อนเลย

[๕๔๘]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๔๙]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๕๐]

เทพบุตรตนนี้เคยเป็นคหบดี

เป็นทานบดีอยู่ในกรุงพาราณสี

ได้สร้างสวนสาธารณะ บ่อน้ำ น้ำประปา และสะพาน

ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้สงบเย็นด้วยความเคารพ

[๕๕๑]

ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตที่เลื่อมใส

[๕๕๒]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๕๓]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน

ในเพราะการสำรวมและการบริจาคทาน

(พระเจ้าเนมิตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๕๕๔]

วิมานทองที่นิรมิตขึ้นนี้ รุ่งเรืองสุกใส

เหมือนดวงอาทิตย์ดวงใหญ่โผล่ขึ้นมาเป็นสีแดง

[๕๕๕]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรนี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๕๖]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๕๗]

เทพบุตรตนนี้เคยเป็นคหบดี เป็นทานบดีอยู่ในกรุงสาวัตถี

ได้สร้างสวนสาธารณะ บ่อน้ำ น้ำประปา และสะพาน

ได้ปฏิบัติพระอรหันต์ผู้สงบเย็นด้วยความเคารพ

[๕๕๘]

ได้ถวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และปัจจัย

ในท่านผู้ปฏิบัติตรงทั้งหลายด้วยจิตที่เลื่อมใส

[๕๕๙]

ได้รักษาอุโบสถศีลที่ประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์

[๕๖๐]

เป็นผู้สำรวมในศีลทุกเมื่อ จึงมาบันเทิงอยู่ในวิมาน

ในเพราะการสำรวมและการบริจาคทาน

(พระเจ้าเนมิทอดพระเนตรสมบัติของเทพบุตรที่อยู่ในวิมานนั้น จึงตรัสว่า)

[๕๖๑]

วิมานทองเป็นอันมากนี้ที่ได้นิรมิตไว้

ลอยอยู่ในอากาศ รุ่งเรืองสุกใสเหมือนสายฟ้า

ส่องแสงเรืองๆ อยู่ในระหว่างก้อนเมฆทึบ

เหล่าเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง

มีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อมผลัดเปลี่ยนเวียนวนกัน

อยู่ในวิมานเหล่านั้นโดยรอบ

[๕๖๒]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้

เราขอถามท่าน เทพบุตรเหล่านี้ได้ทำกรรมดีอะไรไว้หนอ

จึงได้ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน

[๕๖๓]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๖๔]

เทพบุตรเหล่านี้เคยเป็นสาวกในศาสนา

ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเมื่อศรัทธาตั้งมั่นแล้ว

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระสัทธรรมดีแล้ว

ได้ทำตามพระดำรัสของพระศาสดา

ข้าแต่พระราชา เชิญพระองค์ทอดพระเนตร

สถานที่สถิตของเทพบุตรเหล่านั้นเถิด

(มาตลีเทพสารถีเมื่อจะทำอุตสาหะเพื่อจะให้พระเจ้าเนมิเสด็จไปสำนักของ ท้าวสักกเทวราช จึงทูลว่า)

[๕๖๕]

ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้ทรงทราบสถานที่อยู่

ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมชั่ว

และทรงทราบสถานที่สถิตอยู่ของเหล่าเทพเจ้าผู้มีกรรมดีแล้ว

ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

บัดนี้ เชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะตรัสการที่พระเจ้าเนมิทอดพระเนตรภูเขาเหล่านั้นแล้วตรัส ถามมาตลีเทพสารถีให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า)

[๕๖๖]

พระมหาราชเสด็จประทับบนทิพยยาน

เทียมด้วยม้าสินธพ ๑,๐๐๐ ตัว เสด็จไปอยู่

ได้ทอดพระเนตรเห็นภูเขาทั้งหลายในระหว่างมหาสมุทรสีทันดร

ครั้นแล้วจึงได้ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า ภูเขาเหล่านี้ชื่ออะไร

[๕๖๗]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบ

(มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามอย่างนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๕๖๘]

ภูเขาหลวงทั้ง ๗ เทือก คือ ภูเขาสุทัศนะ

ภูเขากรวีกะ ภูเขาอิสินธร ภูเขายุคันธร

ภูเขาเนมินธร ภูเขาวินตกะ ภูเขาอัสสกัณณะ

[๕๖๙]

ภูเขาเหล่านี้สูงขึ้นไปตามลำดับ

อยู่ในมหาสมุทรสีทันดร เป็นที่อยู่ของท้าวมหาราช

ข้าแต่พระราชา เชิญพระองค์ทอดพระเนตรภูเขาเหล่านั้นเถิด

(พระเจ้าเนมิทอดพระเนตรเห็นพระอินทร์นั้นแล้ว จึงตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า)

[๕๗๐]

ประตูมีรูปหลายอย่าง รุ่งเรือง

งดงามไปด้วยรัตนะนานาชนิด

สมบูรณ์ด้วยรูปเหมือนพระอินทร์ ย่อมปรากฏ

เหมือนป่าใหญ่ที่เสือโคร่งหรือราชสีห์รักษาไว้ดีแล้ว

[๕๗๑]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นประตูนี้ เราขอถามท่าน

ประตูนี้เขาเรียกชื่อว่าอะไรหนอ

น่ารื่นรมย์ใจ ปรากฏแต่ที่ไกลทีเดียว

[๕๗๒]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมินั้นผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๗๓]

ประตูนี้เขาเรียกว่า จิตรกูฏ

เป็นที่เสด็จเข้าออกของท้าวสักกเทวราช

ประตูนี้เป็นซุ้มประตูของเทพนคร

ที่ตั้งอยู่ในที่สุดแห่งภูเขาสุทัศนะ

[๕๗๔]

ประตูมีรูปหลายอย่าง รุ่งเรือง

งดงามไปด้วยรัตนะนานาชนิด

สมบูรณ์ด้วยรูปเหมือนพระอินทร์ ย่อมปรากฏ

เหมือนป่าใหญ่ที่เสือโคร่งหรือราชสีห์รักษาไว้ดีแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปทางประตูนี้เถิด

ขอเชิญพระองค์ทรงเหยียบภาคพื้นอันเป็นทิพย์

(พระศาสดาตรัสว่า)

[๕๗๕]

พระมหาราชเสด็จประทับบนทิพยยาน

ที่เทียมด้วยม้าสินธพประมาณ ๑,๐๐๐ ตัว เสด็จไปอยู่

ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภานี้แล้ว

(พระเจ้าเนมิได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภาชื่อสุธรรมา จึงตรัสถาม มาตลีเทพสารถีว่า)

[๕๗๖]

วิมานที่นิรมิตไว้แล้วนี้ มีฝาสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์

เปรียบเสมือนอากาศ ส่องแสงสว่างไสว ทอสีเขียวในสารทกาล

[๕๗๗]

ท่านมาตลีเทพสารถี ความปลื้มใจย่อมเกิดแก่เรา

เพราะได้เห็นความเป็นไปในวิมานนี้

เราขอถามท่าน วิมานนี้เขาเรียกว่าอะไรหนอ

น่ารื่นรมย์ใจ ปรากฏแต่ไกลทีเดียว

[๕๗๘]

มาตลีเทพสารถีถูกพระเจ้าเนมิตรัสถามแล้ว

ก็ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบุญไว้

ตามที่ทราบแด่พระเจ้าเนมิผู้ไม่ทรงทราบว่า

[๕๗๙]

วิมานนี้นั้นเป็นเทวสภา เขาเรียกชื่อปรากฏว่า สุธรรมา

รุ่งเรืองด้วยแก้วไพฑูรย์ตระการตา ที่นิรมิตไว้อย่างดี

[๕๘๐]

มีเสา ๘ เหลี่ยมที่ทำไว้ดีแล้ว

ทุกต้นล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์

เป็นที่อยู่ของเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งมวล

ซึ่งมีพระอินทร์เป็นประธาน

[๕๘๑]

ประชุมกันคิดถึงประโยชน์ของเหล่าเทวดาและมนุษย์

ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าไปสู่ทิพยสถาน

เป็นที่บันเทิงกันและกันของเหล่าเทวดาโดยทางนี้เถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๕๘๒]

เทพเจ้าทั้งหลายเห็นพระเจ้าเนมิเสด็จมาถึง

ต่างพากันยินดีต้อนรับว่า

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้วมิได้เสด็จมาร้าย

ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

บัดนี้ ขอพระองค์ประทับนั่ง ณ ที่ใกล้ท้าวเทวราชเถิด

[๕๘๓]

ถึงท้าวเทวราชก็ทรงยินดีต้อนรับพระองค์

ผู้เป็นใหญ่แห่งชาวแคว้นวิเทหะ ทรงปกครองกรุงมิถิลา

ท้าววาสวะก็ทรงเชื้อเชิญด้วยทิพยกามารมณ์และทิพยอาสน์ว่า

[๕๘๔]

ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เป็นความดีแล้วที่พระองค์ได้เสด็จมาถึงทิพยสถาน

เป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดาผู้บันดาลสิ่งที่ตนต้องประสงค์

ให้เป็นไปตามอำนาจ ขอเชิญพระองค์ประทับอยู่ในหมู่เทพเจ้า

ผู้ประกอบด้วยความสำเร็จแห่งทิพยกามารมณ์ทั้งปวง

ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยกามทั้งหลาย

ที่มิใช่ของมนุษย์อยู่ในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์เถิด พระเจ้าข้า

(พระเจ้าเนมิถูกท้าวเทวราชเชื้อเชิญด้วยกามทิพย์และให้ประทับนั่ง เมื่อจะ ทรงปฏิเสธ จึงตรัสว่า)

[๕๘๕]

ยานที่ขอยืมเขามา ทรัพย์ที่ขอยืมเขามาสำเร็จประโยชน์ฉันใด

ของที่บุคคลอื่นให้ก็สำเร็จประโยชน์ฉันนั้นเหมือนกัน

[๕๘๖]

หม่อมฉันมิได้ประสงค์สิ่งที่ผู้อื่นให้

บุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้เอง

เป็นทรัพย์ของหม่อมฉันแผนกหนึ่งต่างหาก

[๕๘๗]

หม่อมฉันนั้นจักกลับไปทำบุญให้มากขึ้นในหมู่มนุษย์

ด้วยการบริจาคทาน การประพฤติสม่ำเสมอ

ความสำรวม และความฝึกอินทรีย์ที่บุคคลทำแล้ว

จะได้รับความสุขและไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง

(พระเจ้าเนมิโพธิสัตว์เมื่อจะตรัสยกย่องคุณของมาตลีเทพสารถี จึงตรัสว่า)

[๕๘๘]

ท่านมาตลีเทพสารถีได้แสดงสถานที่อยู่ของทวยเทพ

ผู้มีกรรมดี และสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกผู้มีกรรมชั่ว

ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา

(พระศาสดาเมื่อจะตรัสการที่พระเจ้าเนมิโพธิสัตว์บวชแล้วให้แจ้งชัด จึงตรัส

พระคาถาสุดท้ายว่า)

[๕๘๙]

พระเจ้าเนมิแห่งชนชาวแคว้นวิเทหะทรงปกครองกรุงมิถิลา

ครั้นได้ตรัสพระคาถานี้แล้วทรงบูชายัญเป็นอันมากแล้ว

จึงทรงเข้าถึงความสำรวม

เนมิราชชาดกที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. สุวรรณสามชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๕. มโหสถชาดก