ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๘. มหานารทกัสสปชาดก

๘. มหานารทกัสสปชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๘๓๔ · บรรทัด ๕๑๘๐เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. มหานารทกัสสปชาดก ๑- (๕๔๕)

ว่าด้วยพระมหานารทกัสสปะทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๕๓]

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระราชาของชาวแคว้นวิเทหะ

ทรงพระนามว่าอังคติ ทรงมีพระราชยาน

พระราชทรัพย์มากมาย ทรงมีพลนิกายเหลือที่จะคณานับ

[๑๑๕๔]

เมื่อปฐมยามคืนวันเพ็ญเดือน ๔

ซึ่งเป็นเวลาที่ดอกโกมุทบานยังไม่ผ่านไป

พระองค์รับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์

[๑๑๕๕]

ราชบัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน

มีปกติยิ้มก่อนจึงพูด เฉลียวฉลาด

และอำมาตย์ผู้ใหญ่อีก ๓ นาย

คือ (๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์

(๓) อลาตเสนาบดีอำมาตย์

[๑๑๕๖]

พระเจ้าวิเทหะตรัสถามอำมาตย์ ๓ นายนั้นทีละคนว่า

ท่านทั้งหลายจงกล่าวตามความพอใจของตนๆ ว่า

ในคืนวันเพ็ญเดือน ๔ นี้ ดวงจันทร์แจ่มจรัส

กลางคืนวันนี้ เราทั้งหลายจะพึงพักอยู่

ตลอดฤดูกาลเช่นนี้นี้ ด้วยความยินดีอะไร

[๑๑๕๗]

ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีอำมาตย์ได้กราบทูล

คำนี้แด่พระราชาว่า “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพึงจัด

ราชยาน กองพลช้าง กองพลม้า กองพลเสนา

ที่ยินดีร่าเริงแล้วให้พร้อมสรรพ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ อุทยานลัฏฐิวัน ทรงปรารภการที่ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะ ตรัสมหา-

@นารทกัสสปชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ได้มีพระราชาแห่งกรุงวิเทหะ ดังนี้เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๓๙)

[๑๑๕๘]

ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำกองทัพ

ที่ทรงพลังเกรียงไกรออกต่อสู้การยุทธ์ให้ได้

พวกใดยังไม่มาสู่อำนาจ

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำมาสู่อำนาจ

นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพระพุทธเจ้า

เราทั้งหลายจะได้ชัยชนะผู้ที่ยังไม่ชนะ”

[๑๑๕๙]

สุนามอำมาตย์ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีอำมาตย์แล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช

พวกศัตรูของฝ่าพระบาทมาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว

[๑๑๖๐]

ต่างพากันวางศัสตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด

วันนี้เป็นวันมหรสพสนุกสนานยิ่ง

การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ

[๑๑๖๑]

ขอชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำ

และของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด

ขอเดชะ ขอฝ่าพระบาทจงทรงรื่นรมย์ด้วยกามคุณ

ในการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมอันไพเราะเถิด”

[๑๑๖๒]

วิชัยอำมาตย์ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช กามทุกอย่าง

ได้ปรากฏแก่พระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว

[๑๑๖๓]

ขอเดชะ การเพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้งหลาย

พระองค์ทรงหาได้ไม่ยากเลย ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ

การรื่นรมย์กามคุณทั้งหลายมิใช่ความคิดเห็นของข้าพระองค์

[๑๑๖๔]

วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ

หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า”

[๑๑๖๕]

พระเจ้าอังคติได้สดับคำของวิชัยอำมาตย์แล้ว

ได้ตรัสว่า แม้เราก็ชอบใจคำพูดของวิชัยอำมาตย์ตามที่พูดไว้

[๑๑๖๖]

วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ

หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า

[๑๑๖๗]

ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ ทุกท่านจงลงมติว่า

“วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาบัณฑิต

ผู้รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ

ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

[๑๑๖๘]

อลาตเสนาบดีได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า ได้มีชีเปลือย

ที่ชาวโลกยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์อยู่ในมฤคทายวัน

[๑๑๖๙]

ชีเปลือยผู้นี้ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตร

เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่คณะ

ขอเดชะ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาท่าน

ท่านจักกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

[๑๑๗๐]

พระราชาได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว

ได้รับสั่งสารถีว่า “เราจะไปยังมฤคทายวัน

ท่านจงนำยานที่เทียมม้าแล้วมาที่นี้”

[๑๑๗๑]

พวกนายสารถีได้จัดเทียมพระราชยานที่ทำด้วยงา

มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรองที่บุผ้าขาวอันผุดผ่อง

ดังดวงจันทร์ในราตรีที่ปราศจากมลทินโทษ

มาถวายแด่พระราชานั้น

[๑๑๗๒]

รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัวล้วนแต่มีสีดังดอกโกมุท

เป็นม้ามีฝีเท้าเร็วดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง

[๑๑๗๓]

ฉัตร รถ ม้า และพัดวีชนีล้วนมีสีขาว

พระเจ้าวิเทหะพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์

เสด็จออกย่อมงดงามเหมือนดวงจันทร์

[๑๑๗๔]

หมู่พลราชบริพารผู้กล้าหาญอยู่บนหลังม้า

ถือหอกดาบตามเสด็จจอมกษัตริย์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

[๑๑๗๕]

พระเจ้าวิเทหะบรมกษัตริย์พระองค์นั้น

เสด็จไปถึงมฤคทายวันโดยครู่เดียว

เสด็จลงจากพระราชยานแล้ว

ทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์

[๑๑๗๖]

ในคราวนั้น มีพราหมณ์และคหบดีแม้เหล่าใด

มาประชุมกันในพระราชอุทยานนั้น

พระราชามิให้พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น

ผู้นั่งอยู่ที่ภาคพื้นซึ่งไม่ได้เว้นที่ไว้ลุกหนีไป

[๑๑๗๗]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนราชอาสน์

ที่ปูลาดด้วยพระยี่ภู่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ณ ที่อันสมควร

[๑๑๗๘]

ได้ทรงปราศรัยไต่ถามสุขทุกข์ว่า

“พระคุณเจ้าสบายดีอยู่หรือ ลมมิได้กำเริบเสียดแทงหรือ

[๑๑๗๙]

พระคุณเจ้าเลี้ยงชีวิตโดยไม่ฝืดเคืองหรือ

ได้บิณฑบาตพอประทังชีวิตให้เป็นไปอยู่หรือ

พระคุณเจ้ามีอาพาธน้อยหรือ จักษุมิได้เสื่อมไปหรือ”

[๑๑๘๐]

คุณาชีวกทูลปราศรัยกับพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยินดีในวินัยว่า

“ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพสบายดีทุกประการ

[๑๑๘๑]

บ้านเมืองของพระองค์ไม่กำเริบหรือ

ช้างม้าของพระองค์มิได้มีโรคหรือ ราชพาหนะก็ยังเป็นไปหรือ

พยาธิไม่มีมาเบียดเบียนพระวรกายของพระองค์บ้างหรือ”

[๑๑๘๒]

ลำดับนั้น พระราชาผู้เป็นจอมทัพทรงใคร่ธรรม

อันอาชีวกทูลชมเชยแล้ว

ได้ตรัสถามอรรถธรรมและเหตุในลำดับว่า

[๑๑๘๓]

“ท่านกัสสปะ นรชนพึงประพฤติธรรม

ในบิดาและมารดาอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในอาจารย์อย่างไร

พึงประพฤติธรรมในบุตรภรรยาอย่างไร

[๑๑๘๔]

พึงประพฤติธรรมในวุฑฒบุคคลอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์อย่างไร

พึงประพฤติธรรมในพลนิกายอย่างไร

พึงประพฤติธรรมในชาวชนบทอย่างไร

[๑๑๘๕]

ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร

ละโลกนี้แล้วจึงไปสู่สุคติ

ส่วนคนบางพวกไม่ดำรงอยู่ในธรรม ทำไมจึงตกนรก”

[๑๑๘๖]

คุณาชีวกกัสสปโคตรได้ฟังพระดำรัส

ของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า

“ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับ

ทางที่จริงแท้ของพระองค์เถิด

[๑๑๘๗]

ผลดีผลชั่วแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วไม่มี

ข้าแต่สมมติเทพ โลกอื่นไม่มี

ใครเล่าจากโลกอื่นนั้นมาสู่โลกนี้

[๑๑๘๘]

ข้าแต่สมมติเทพ ปู่ย่าตายายไม่มี

มารดาบิดาจะมีได้ที่ไหน

ชื่อว่าอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกคนที่ยังไม่ฝึก

[๑๑๘๙]

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ทัดเทียมกันหมด

ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี

กำลังหรือความเพียรไม่มี

บุรุษผู้มีความหมั่นจะได้รับผลแต่ที่ไหน

สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดตามกันมาเหมือนเรือพ่วงตามเรือไป

[๑๑๙๐]

สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรจะได้

ในข้อนั้น ผลทานจะมีแต่ที่ไหน

ข้าแต่สมมติเทพ ผลทานไม่มี

เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร ๑- พระเจ้าข้า

[๑๑๙๑]

พวกคนพาลบัญญัติทาน พวกบัณฑิตรับทาน

พวกคนพาลถือตนว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ไร้อำนาจ

ย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย

[๑๑๙๒]

รูปกายอันเป็นที่รวม ๗ ประการนี้ คือ

(๑) ดิน (๒) น้ำ (๓) ไฟ (๔) ลม

(๕) สุข (๖) ทุกข์ (๗) ชีวิต เป็นของเที่ยง

ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบ

ความขาดสูญไม่มีแก่สัตว์เหล่าใด

รูปกาย ๗ ประการนี้ย่อมมีแก่สัตว์เหล่านั้น

[๑๑๙๓]

ผู้ฆ่า ผู้ตัด หรือใครๆ ผู้ถูกฆ่า ก็ไม่มี

ศัสตราทั้งหลายสอดแทรกเข้าไป

ในระหว่างรูปกาย ๗ ประการนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร หมายถึงเมื่อผลทานไม่มีอย่างนี้ ใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นคนโง่ก็ยังให้

@ทานอยู่ แต่เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร โดยสรุปอาชีวกกราบทูลชี้แจงว่า คนผู้นั้นไม่เชื่อว่าให้ทาน

@ด้วยอำนาจ ด้วยกำลังของตน แต่สำคัญว่า ผลทานมีจึงให้ทาน เพราะเชื่อคนโง่พวกอื่น

@(ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๑๙๐/๑๕๐)

[๑๑๙๔]

ผู้ใดตัดศีรษะของผู้อื่นด้วยดาบที่ลับแล้ว

ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตัดรูปกายเหล่านั้น

ในการทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน

[๑๑๙๕]

สัตว์ทุกจำพวกท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ๘๔ มหากัป

ย่อมบริสุทธิ์ได้เอง เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น

แม้สำรวมดีแล้วก็บริสุทธิ์ไม่ได้

[๑๑๙๖]

เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น

แม้จะประพฤติความดีมากมายก็บริสุทธิ์ไม่ได้

แม้ถ้าทำบาปไว้มากมายก็ไม่ล่วงพ้นขณะนั้นไปได้

[๑๑๙๗]

ในวาทะของเราทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ตามลำดับ

เมื่อถึง ๘๔ กัป พวกเราย่อมไม่ล่วงเลยเขตที่แน่นอนนั้น

เหมือนสาครไม่ล้นฝั่งไป”

[๑๑๙๘]

อลาตเสนาบดีได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้ว

ได้กล่าวดังนี้ว่า “ข้าพเจ้าชอบใจ

คำของท่านผู้เจริญตามที่กล่าวไว้

[๑๑๙๙]

แม้ข้าพเจ้าเองก็ระลึกชาติก่อนที่ตนท่องเที่ยวไปได้

คือ ในชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสี

ที่เป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นพรานฆ่าโคชื่อปิงคละ

[๑๒๐๐]

ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสีที่เป็นเมืองมั่งคั่งแล้ว

ได้ทำบาปกรรมไว้เป็นอันมาก คือ ได้ฆ่าสัตว์มีชีวิต

ได้แก่ กระบือ สุกร แพะเป็นจำนวนมาก

[๑๒๐๑]

จุติจากชาตินั้นแล้วมาเกิดในตระกูลเสนาบดีอันบริบูรณ์นี้

บาปไม่มีผลแน่นอน ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องไปตกนรก”

[๑๒๐๒]

ครั้งนั้น ในกรุงมิถิลานี้ ได้มีคนเข็ญใจเป็นทาสชื่อว่าวีชกะ

กำลังรักษาอุโบสถ เข้าไปยังสำนักของคุณาชีวก

[๑๒๐๓]

ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวก

และของอลาตเสนาบดีกล่าวกันแล้ว

จึงถอนหายใจอึดอัดร้องไห้หลั่งน้ำตา

[๑๒๐๔]

พระเจ้าวิเทหะได้ตรัสถามนายวีชกะนั้นว่า

“สหาย เจ้าร้องไห้ทำไม เจ้าได้ฟังได้เห็นอะไรมาหรือ

เจ้าได้รับทุกขเวทนาอะไร จงบอกให้เราทราบเถิด”

[๑๒๐๕]

นายวีชกะได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลให้ทรงทราบดังนี้ว่า

“ข้าแต่มหาราชข้าพระองค์ไม่มีทุกขเวทนาเลย

ขอพระองค์ได้ทรงสดับคำของข้าพระพุทธเจ้าเถิด

[๑๒๐๖]

แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังระลึกถึง

ความสุขในชาติก่อนของตนเองได้ คือ

ในชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยเกิดเป็นเศรษฐี

ชื่อว่าภาวเศรษฐี ยินดีในคุณธรรมอยู่ในเมืองสาเกต

[๑๒๐๗]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รับการยกย่องจากพราหมณ์และคหบดี

ยินดีในการบริจาคทาน มีการงานสะอาด

ระลึกถึงบาปกรรมชั่วที่ตนเคยทำไว้ไม่ได้เลย

[๑๒๐๘]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ ข้าพระพุทธเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว

มาเกิดในครรภ์ของนางกุมภทาสี

ซึ่งเป็นหญิงขัดสนยากจนในกรุงมิถิลานี้

ตั้งแต่เวลาที่เกิดมา ข้าพระพุทธเจ้า

ก็เป็นยาจกเข็ญใจตลอดมา

[๑๒๐๙]

แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนยากจนอย่างนี้

ก็ยังตั้งมั่นอยู่ในความประพฤติชอบ

ได้ให้อาหารกึ่งหนึ่งแก่ผู้ที่ปรารถนา

[๑๒๑๐]

ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รักษาอุโบสถศีล

ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำทุกเมื่อ

ไม่เบียดเบียนสัตว์และไม่ลักทรัพย์

[๑๒๑๑]

กรรมทั้งปวงที่ข้าพระพุทธเจ้า

ได้ประพฤติมาดีแล้วนี้ไร้ผลแน่

ศีลนี้เห็นจะไร้ประโยชน์เหมือนอลาตเสนาบดีกล่าว

[๑๒๑๒]

ข้าพระพุทธเจ้ากำเอาแต่ความปราชัยไว้

เหมือนนักเลงผู้ไร้ศิลปะเป็นแน่

ส่วนอลาตเสนาบดีกำเอาไว้แต่ชัยชนะ

เหมือนนักเลงผู้ฝึกฝนการพนัน

[๑๒๑๓]

ข้าแต่พระราชา ข้าพระพุทธเจ้ายังมองไม่เห็นประตู

ที่จะเป็นทางไปสู่สุคติเลย ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟัง

คำของกัสสปคุณาชีวกแล้ว จึงร้องไห้”

[๑๒๑๔]

พระเจ้าอังคติได้สดับคำพูดของนายวีชกะแล้ว

ได้ตรัสว่า “ประตูสุคติไม่มี ท่านยังสงสัยอีกหรือวีชกะ”

[๑๒๑๕]

ได้ทราบว่า “สุขหรือทุกข์สัตว์ได้เองแน่นอน

สัตว์ทั้งหลายหมดจดได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

เมื่อยังไม่ถึงเวลา ท่านอย่าได้รีบด่วนไปเลย

[๑๒๑๖]

เมื่อก่อน แม้เราก็เคยทำความดีมา

ขวนขวายช่วยเหลือพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย

สั่งสอนราชกิจอยู่เนืองๆ งดเว้นจากความยินดี(ในกามคุณ)

ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้

[๑๒๑๗]

ท่านผู้เจริญ พวกเราจะได้พบกันอีก

ถ้าจักมีการคบหาสมาคมกัน”

พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว

ก็ได้เสด็จกลับไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์

[๑๒๑๘]

ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว

พระเจ้าอังคติรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์

ในสถานที่ประทับสำราญของพระองค์แล้ว

ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๑๒๑๙]

“ขอเหล่าอำมาตย์จงจัดกามคุณทั้งหลายให้แก่เราทุกเมื่อ

ในจันทกปราสาทของเรา

เมื่อราชการลับถูกเปิดเผยขึ้น

ใครๆ อย่าได้เข้ามาหาเรา

[๑๒๒๐]

อำมาตย์ฉลาดในราชกิจ ๓ นาย คือ

(๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์

(๓) อลาตเสนาบดี จงนั่งพิจารณาข้อราชการเหล่านี้”

[๑๒๒๑]

พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสดังนี้แล้ว

จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า

“ขอท่านทั้งหลายจงใส่ใจในกามคุณให้มาก

และอย่าได้ไปยุ่งในกิจการอะไรๆ

ในพวกพราหมณ์และคหบดีเลย”

[๑๒๒๒]

ตั้งแต่วันนั้นมา ๒ สัปดาห์

พระราชกัญญาพระนามว่ารุจา

ผู้เป็นพระธิดาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหะ

ได้ตรัสกับพระพี่เลี้ยงว่า

[๑๒๒๓]

“ขอพวกท่านจงช่วยกันประดับประดาให้ฉันด้วย

และขอให้เพื่อนหญิงของฉันจงช่วยกันประดับ

พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำเป็นวันทิพย์ ๑-

ฉันจะไปเฝ้าพระบิดา”

@เชิงอรรถ :

@๑ วันทิพย์ หมายถึงวันที่เทวดาประชุมกันประดับตกแต่งร่างกาย (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๒๒๓/๑๕๘)

[๑๒๒๔]

พระพี่เลี้ยงทั้งหลายได้จัดมาลัย แก่นจันทน์

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา และผ้าสีต่างๆ

ที่มีค่ามากมาถวายแด่พระนางรุจานั้น

[๑๒๒๕]

หญิงเป็นอันมากแวดล้อมพระนางรุจาราชธิดา

ผู้มีพระฉวีวรรณงามนั้น ผู้ประทับนั่งอยู่บนพระภัทรบิฐ ๑-

สวยงามยิ่งนักดังนางเทพกัญญา

[๑๒๒๖]

พระนางรุจาราชธิดานั้นทรงประดับสรรพาภรณ์

เสด็จไป ณ ท่ามกลางเพื่อนหญิง

เหมือนสายฟ้าแลบออกจากเมฆ

ได้เสด็จเข้าสู่จันทกปราสาท

[๑๒๒๗]

ครั้นเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหะ

ถวายบังคมพระบิดาผู้ทรงยินดีในคำแนะนำแล้ว

ประทับอยู่บนพระภัทรบิฐอันขจิตด้วยทอง ณ ที่อันสมควร

[๑๒๒๘]

พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นพระนางรุจา

ประทับอยู่ท่ามกลางพระสหายหญิง

ซึ่งเป็นเหมือนสมาคมของนางเทพอัปสร

จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

[๑๒๒๙]

“ลูกหญิงยังรื่นรมย์อยู่ในปราสาท

และสระโบกขรณีในภายในอุทยานอยู่หรือ

คนเหล่านั้นยังนำของเสวยเป็นอันมาก

มาให้ลูกหญิงอยู่เสมอหรือ

[๑๒๓๐]

ลูกหญิงและเพื่อนหญิงของลูก

ยังเก็บดอกไม้หลายชนิดมาร้อยเป็นพวงมาลัย

ทำเรือนหลังเล็กๆ แต่ละหลังเล่นเพลิดเพลินอยู่หรือ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภัทรบิฐ หมายถึงตั่งทอง

[๑๒๓๑]

อีกประการหนึ่ง ลูกหญิงยังขาดแคลนบกพร่องอะไรบ้าง

คนเหล่านั้นรีบนำสิ่งของมาให้ทันใจลูกหรือ

ลูกรักผู้มีพักตร์ผ่องใส ลูกจงทำใจของเจ้าให้ผ่องใส

เช่นกับดวงจันทร์เถิด”

[๑๒๓๒]

พระนางรุจาราชธิดาได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ได้กราบทูลพระบิดาว่า “ข้าแต่มหาราช

หม่อมฉันได้สิ่งนี้ทั้งหมดในสำนักของพระองค์

[๑๒๓๓]

พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์

ขอราชบุรุษทั้งหลายจงนำพระราชทรัพย์พันหนึ่งมาให้หม่อมฉัน

หม่อมฉันจักให้ทานแก่วณิพกทั้งปวงตามที่เคยให้มา”

[๑๒๓๔]

พระเจ้าอังคติได้สดับพระดำรัส

ของพระนางรุจาแล้วตรัสว่า

ลูกหญิงทำลายทรัพย์ให้พินาศไปเสียเป็นจำนวนมาก

หาผลประโยชน์มิได้

[๑๒๓๕]

ลูกหญิงรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์

ลูกหญิงจักต้องไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์

บุญไม่มีแก่ผู้ไม่บริโภค

[๑๒๓๖]

แม้นายวีชกะได้ฟังคำพูดของคุณาชีวกกัสสปโคตรในเวลานั้น

ถอนหายใจฮึดฮัด ร้องไห้หลั่งน้ำตาแล้ว

[๑๒๓๗]

ลูกหญิงรุจาเอ๋ย ตราบใดที่ลูกยังมีชีวิตอยู่

ก็อย่าได้อดอาหารเลย ปรโลกไม่มีหรอก

ลูกหญิงจะลำบากเดือดร้อนไปทำไมไร้ประโยชน์”

[๑๒๓๘]

พระนางรุจาผู้มีพระฉวีวรรณงดงาม

ได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว

ก็ทรงทราบกฎธรรมดาในอดีต ๗ ชาติ ในอนาคต ๗ ชาติ

กราบทูลพระบิดาดังนี้ว่า

[๑๒๓๙]

“แต่ก่อน หม่อมฉันได้แต่ฟังเท่านั้น

หม่อมฉันได้เห็นข้อนี้อย่างประจักษ์ว่า

ผู้ใดคบหาคนพาล ผู้นั้นก็พลอยเป็นพาลไปด้วย

[๑๒๔๐]

เพราะว่าคนหลงอาศัยคนหลง

ก็ยิ่งเข้าถึงความหลงหนักขึ้น

อลาตเสนาบดี และนายวีชกะสมควรจะหลง

[๑๒๔๑]

ข้าแต่สมมติเทพ ส่วนพระองค์ทรงพระปรีชา

เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดในอรรถ

จะทรงเป็นเหมือนพวกคนพาลเข้าถึงทิฏฐิต่ำทรามได้อย่างไร

[๑๒๔๒]

แม้ถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

การบวชของคุณาชีวกก็ไร้ประโยชน์

เขาเป็นคนหลงใหลงมงายจะเข้าถึงความเป็นคนเปลือย

เหมือนแมลงหลงบินเข้ากองไฟที่ลุกโชน

[๑๒๔๓]

คนส่วนมากผู้ไม่รู้อะไร พอได้ฟังคำของคุณาชีวกว่า

ความหมดจดมีได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ

ก็เชื่อมั่นเสียก่อนทีเดียว จึงพากันปฏิเสธกรรมและผลของกรรม

ผลที่เคยยึดถือผิดมาก่อนยากที่จะแก้ได้

เหมือนปลาติดเบ็ดยากที่จะแก้ตนออกจากเบ็ดได้

[๑๒๔๔]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ

เพื่อประโยชน์แก่ทูลกระหม่อมเอง

บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

[๑๒๔๕]

เหมือนเรือของพ่อค้าบรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ

ย่อมทำสินค้าที่หนักยิ่งจมดิ่งลงในมหาสมุทรฉันใด

[๑๒๔๖]

คนสั่งสมบาปกรรมไว้ทีละน้อยๆ

ก็จะพาเอาบาปกรรมที่หนักอย่างยิ่ง

จมดิ่งลงในนรกฉันนั้นเหมือนกัน

[๑๒๔๗]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

อกุศลอันหนักของอลาตเสนาบดียังไม่บริบูรณ์ก่อน

อลาตเสนาบดีสั่งสมแต่บาปที่เป็นเหตุให้ไปทุคติ

[๑๒๔๘]

ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

การที่อลาตเสนาบดีได้รับความสุขอยู่ในบัดนี้

เป็นผลบุญที่ตนได้เคยทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง พระเจ้าข้า

[๑๒๔๙]

บุญของอลาตเสนาบดีนั้นกำลังจะหมดสิ้น

จริงอย่างนั้น บัดนี้ อลาตเสนาบดี

จึงกลับมายินดีในอกุศลกรรมที่ไม่ใช่คุณ

เลิกละทางตรงไปตามทางผิด

[๑๒๕๐]

ตาชั่งที่กำลังชั่งของต่ำลงข้างหนึ่ง

เมื่อเอาของหนักออก ข้างที่ต่ำจะสูงขึ้นฉันใด

[๑๒๕๑]

นรชนก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อสั่งสมบุญทีละน้อยๆ ย่อมไปสู่สวรรค์

เหมือนนายวีชกะผู้เป็นทาสยินดีในกรรมอันงาม

[๑๒๕๒]

นายวีชกะผู้เป็นทาสเห็นทุกข์ในตนวันนี้

เพราะได้ประสบบาปกรรม

ที่ตนเคยได้ทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง

[๑๒๕๓]

บาปกรรมของเขากำลังจะหมดสิ้นไป

บัดนี้ เขาจึงกลับมายินดีในข้อแนะนำ

ทูลกระหม่อมอย่าคบกัสสปคุณาชีวกเลย

ขอพระองค์อย่าดำเนินทางผิดเลย

[๑๒๕๔]

ข้าแต่พระบิดา บุคคลคบบุคคลเช่นใด

เป็นสัตบุรุษผู้มีศีล หรืออสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล

เขาย่อมตกอยู่ในอำนาจของบุคคลนั้นเท่านั้น

[๑๒๕๕]

บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตรและคบหาคนเช่นใด

แม้เขาก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น

เพราะการอยู่ร่วมกันก็เป็นเช่นนั้น

[๑๒๕๖]

ผู้คบย่อมแปดเปื้อนคนคบ

ผู้สัมผัสย่อมแปดเปื้อนคนสัมผัส

เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง

เพราะกลัวจะแปดเปื้อน นักปราชญ์ไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหาย

[๑๒๕๗]

การคบหาคนพาลก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อปลาเน่า

แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย

[๑๒๕๘]

การคบนักปราชญ์ก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อกฤษณา

แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย

[๑๒๕๙]

เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตน

ดังใบไม้สำหรับห่อแล้ว จึงเลิกคบอสัตบุรุษ คบแต่สัตบุรุษ

อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมนำให้ถึงสุคติ

[๑๒๖๐]

แม้หม่อมฉันก็ระลึกชาติที่ตนได้ท่องเที่ยวมาแล้ว

ได้ ๗ ชาติ และรู้ชาติที่ตนจุติจากโลกนี้แล้ว

จักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ

[๑๒๖๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปกครองประชาชน

ชาติที่ ๗ ของหม่อมฉันในอดีต

หม่อมฉันได้เกิดเป็นบุตรชายของนายช่างทอง

ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

[๑๒๖๒]

หม่อมฉันอาศัยสหายชั่วทำบาปกรรมไว้มาก

เที่ยวประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่นเหมือนจะไม่ตาย

[๑๒๖๓]

กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนไฟที่ถูกกลบไว้ด้วยเถ้า

ต่อมา ด้วยกรรมอื่นๆ หม่อมฉันจึงได้เกิดในแคว้นวังสะ

[๑๒๖๔]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันเป็นบุตรคนเดียว

ในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งสมบูรณ์

มีทรัพย์มากในกรุงโกสัมพี

ได้รับสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์

[๑๒๖๕]

ในชาตินั้น หม่อมฉันได้คบหามิตรสหาย

ผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต

สหายนั้นได้แนะนำให้หม่อมฉันตั้งอยู่ในกรรมอันเป็นประโยชน์

[๑๒๖๖]

หม่อมฉันได้รักษาอุโบสถศีล

ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก

กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ

[๑๒๖๗]

ครั้นต่อมา บรรดาบาปกรรมทั้งหลาย

กรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาของผู้อื่นใด

ที่หม่อมฉันได้กระทำไว้ในแคว้นมคธ

ผลของกรรมนั้นได้มาถึงหม่อมฉันเข้าแล้วในภายหลัง

เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง

[๑๒๖๘]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีในกรุงโกสัมพีนั้นแล้ว

ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกตลอดกาลนาน

เพราะกรรมของตน หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์

ที่ตนเคยได้เสวยมาในนรกนั้น ไม่ได้รับความสุขเลย

[๑๒๖๙]

หม่อมฉันทำทุกข์มากมายให้หมดสิ้นไป

ในนรกนั้นมากมายหลายปีแล้ว

จึงเกิดเป็นลาถูกตอนอยู่ในภินนาคตนคร พระเจ้าข้า

[๑๒๗๐]

หม่อมฉันต้องพาลูกอำมาตย์ไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ครองแคว้นวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้วได้ไปเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่

ถูกหัวหน้าฝูงตัวคะนองกัดลูกอัณฑะออก

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๒]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นโคในแคว้นทสันนะ ถูกตอน มีกำลังแข็งแรงดี

หม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่เป็นเวลานาน

นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๓]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นกะเทยในตระกูลที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี

จะได้เกิดเป็นมนุษย์ก็แสนยาก

นั่นเป็นผลของกรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาคนอื่นของหม่อมฉัน

[๑๒๗๔]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกะเทยนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นนางอัปสรในพระอุทยานนันทวันชั้นดาวดึงสพิภพ

มีฉวีวรรณงามน่ารักใคร่

[๑๒๗๕]

มีผ้าและอาภรณ์งามวิจิตร ใส่ตุ้มหูแก้วมณี

เก่งในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นปริจาริกาของท้าวสักกะ

[๑๒๗๖]

ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ

เมื่อหม่อมฉันอยู่ในชั้นดาวดึงสพิภพนั้น

ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก ๗ ชาติ

ที่หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพนั้นแล้วจักเกิดต่อไป

[๑๒๗๗]

กุศลที่หม่อมฉันได้ทำไว้ในกรุงโกสัมพีได้ตามมาให้ผล

หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพแล้ว

ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์

[๑๒๗๘]

ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันนั้น

ได้รับสักการะบูชาเป็นนิตย์มาตลอด ๗ ชาติ

หม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ

[๑๒๗๙]

ข้าแต่สมมติเทพ ชาติที่ ๗

หม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย

คือ เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา

[๑๒๘๐]

แม้วันนี้ เหล่านางอัปสรผู้เป็นปริจาริกาของหม่อมฉัน

ยังช่วยกันร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยอยู่ในพระอุทยานนันทวัน

เทพบุตรนามว่าชวะ ยังรับพวงมาลัยของหม่อมฉันอยู่

[๑๒๘๑]

๑๖ ปีในมนุษย์นี้เป็นเหมือนครู่หนึ่งของเทวดา

๑๐๐ ปีของมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดา

[๑๒๘๒]

ดังที่ได้กราบทูลมานี้ กรรมทั้งหลายติดตามไปได้

แม้ตั้งอสงไขยชาติ

ด้วยว่ากรรมจะดีหรือชั่วก็ตามย่อมไม่พินาศไป

[๑๒๘๓]

บุคคลใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป

บุคคลนั้นพึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย

เหมือนคนล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม

[๑๒๘๔]

หญิงใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป

หญิงนั้นก็พึงยำเกรงสามีเหมือนนางเทพอัปสร

ผู้เป็นปริจาริกายำเกรงพระอินทร์

[๑๒๘๕]

ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุ ยศ และสุขทิพย์

ผู้นั้นพึงเว้นบาปทั้งหลายแล้วประพฤติธรรม ๓ อย่าง ๑- เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรม ๓ อย่าง ในที่นี้หมายถึงสุจริต ๓ ที่เป็นไปทางกาย วาจา ใจ

[๑๒๘๖]

หญิงหรือชายก็ตาม ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ

เป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน

[๑๒๘๗]

มนุษย์เหล่าใดในชีวโลกนี้

เป็นผู้มียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง

มนุษย์เหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนโดยไม่ต้องสงสัย

สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของของตน

[๑๒๘๘]

ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริ

ด้วยพระองค์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน

พระสนมผู้ทรงโฉมงามปานดังนางเทพอัปสร

ประดับประดาคลุมกายด้วยข่ายทองเหล่านี้

พระองค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร”

[๑๒๘๙]

พระนางรุจาราชกัญญาทรงให้พระเจ้าอังคติ

พระชนกนาถพอพระทัย พระราชกุมารีผู้มีวัตรดีงาม

ทรงกราบทูลทางแห่งสุคติแก่พระชนกนาถพระองค์นั้นแล้ว

เหมือนบอกทางให้แก่คนหลงทาง

และได้กราบทูลข้อธรรมถวายด้วยประการฉะนี้

[๑๒๙๐]

ต่อมา นารทมหาพรหมตรวจดูชมพูทวีป

ได้เห็นพระเจ้าอังคติ จึงมาจากพรหมโลกถึงถิ่นมนุษย์

[๑๒๙๑]

ลำดับนั้น นารทมหาพรหมได้ยืนอยู่ที่ปราสาท

เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าวิเทหะ

พระนางรุจาราชกัญญาได้เห็นนารทฤๅษีนั้น

มาถึงที่แล้ว จึงนมัสการ

[๑๒๙๒]

ครั้งนั้น พระราชาทรงมีพระทัยหวาดกลัว

เสด็จลงจากราชอาสน์ เมื่อจะตรัสถามนารทฤๅษี

จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

[๑๒๙๓]

“ท่านผู้มีผิวงามดังเทวดา

ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์

ท่านมาจากที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าถามแล้ว

ขอท่านจงบอกนามและโคตรแก่ข้าพเจ้า

คนทั้งหลายในมนุษยโลกย่อมรู้จักท่านได้อย่างไร”

(นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

[๑๒๙๔]

อาตมภาพมาจากเทวโลก ณ บัดนี้เอง

ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์

มหาบพิตรตรัสถามแล้ว

อาตมภาพขอถวายพระพรนามและโคตรให้ทรงทราบ

คนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยนามว่านารทะ

และโดยโคตรว่า กัสสปะ

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๕]

สัณฐานของท่าน การที่ท่านเหาะไป

และยืนอยู่บนอากาศได้น่าอัศจรรย์

ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนี้

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๒๙๖]

คุณธรรม ๔ ประการนี้ คือ (๑) สัจจะ (๒) ธรรม

(๓) ทมะ (๔) จาคะ ๑- อาตมภาพได้ทำไว้แล้วในภพก่อน

เพราะคุณธรรมที่อาตมภาพได้เสพมาดีแล้วนั้นแหละ

อาตมภาพจึงไปได้เร็วทันใจตามความปรารถนา

@เชิงอรรถ :

@๑ คุณธรรม ๔ ประการนี้ มีอธิบาย ดังนี้ สัจจะ หมายถึงวจีสัจที่เว้นจากมุสาวาท ธรรม หมายถึงธรรม

@คือสุจริต ๓ และธรรมคือการเพ่งกสิณบริกรรม (การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน) ทมะ หมายถึงการฝึก

@อินทรีย์ (สำรวมทวาร ๖) จาคะ หมายถึงการสละกิเลสและการสละไทยธรรม (ขุ.ชา.อ. ๑๐/๑๒๙๘/๑๘๑)

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๗]

เมื่อท่านบอกความสำเร็จแห่งบุญ

ชื่อว่าท่านบอกความอัศจรรย์

ถ้าเป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าว ท่านนารทะ

ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

ขอท่านจงพยากรณ์ให้ดี

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๒๙๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร ข้อใดพระองค์ทรงสงสัย

ขอเชิญมหาบพิตรตรัสถามข้อนั้นกับอาตมภาพเถิด

อาตมภาพจะวิสัชนาถวายให้มหาบพิตรทรงสิ้นสงสัย

ทั้งโดยนัยด้วยความรู้และด้วยเหตุผล

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๒๙๙]

ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

ท่านอย่าได้กล่าวมุสาต่อข้าพเจ้า ที่คนพูดกันว่า

“เทวดามี มารดาและบิดามี ปรโลกมี” นั้นเป็นจริงหรือ

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๓๐๐]

ที่คนพูดกันว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี

และปรโลกมี” นั้นเป็นจริงทั้งนั้น

แต่คนทั้งหลายหมกมุ่น ติดใจ หลงใหล

งมงายในกามคุณ จึงไม่รู้จักปรโลก

(พระราชาตรัสถามว่า)

[๑๓๐๑]

ท่านนารทะ ถ้าท่านเชื่อว่า “ปรโลกมีจริง”

เหล่าสัตว์ที่ตายไปแล้วก็ต้องมีที่อยู่ในปรโลก

ขอท่านจงให้ทรัพย์ ๕๐๐ แก่ข้าพเจ้าในโลกนี้แหละ

ข้าพเจ้าจักให้แก่ท่านพันหนึ่งในปรโลก

(นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

[๑๓๐๒]

ถ้าอาตมภาพรู้ว่า “มหาบพิตรทรงมีศีล

ทรงรู้ความประสงค์ของพวกผู้ขอ

อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรสัก ๕๐๐

แต่มหาบพิตรหยาบช้า ทรงจุติจากโลกนี้แล้ว

จะต้องไปอยู่ในนรก

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกได้

[๑๓๐๓]

ผู้ใดในโลกนี้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว

เกียจคร้าน มีกรรมหยาบ

บัณฑิตทั้งหลายไม่ให้กู้หนี้ในผู้นั้น

เพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น

[๑๓๐๔]

ส่วนคนขยันหมั่นเพียร มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ

คนทั้งหลายรู้แล้วย่อมนำโภคทรัพย์มาเชื้อเชิญเอง

ด้วยคิดว่า “ผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้วพึงนำมาใช้คืนให้”

[๑๓๐๕]

ขอถวายพระพร มหาบพิตรจุติจากที่นี่แล้ว

จักทอดพระเนตรเห็นพระองค์เองอยู่ในนรกนั้น

ผู้ถูกฝูงกายื้อแย่งฉุดคร่าอยู่

ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ตกอยู่ในนรกซึ่งถูกฝูงกา แร้ง และสุนัขรุมกัดกิน

ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมอยู่

[๑๓๐๖]

ในโลกันตนรกนั้นมืดมิดที่สุด

ไม่มีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

โลกันตนรกนั้นมืดมิดอยู่เป็นนิตย์ น่ากลัว

กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ผู้ต้องการทรัพย์

ใครเล่าจะพึงเที่ยวไปในสถานที่นั้นได้

[๑๓๐๗]

ในโลกันตนรกนั้นมีสุนัข ๒ ตัว คือ

สุนัขด่างและสุนัขดำคล้ำ มีตัวกำยำ ล่ำสัน แข็งแรง

พากันใช้เขี้ยวเหล็กกัดกินผู้ที่จุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว

ไปตกอยู่ในนรก

[๑๓๐๘]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ถูกฝูงสุนัขทารุณโหดร้าย ตัวนำทุกข์มาให้รุมกัดกินอยู่

อยู่ในนรกจนตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรม

[๑๓๐๙]

และในนรกที่โหดร้าย มีพวกนายนิรยบาลชื่อกาฬะและอุปกาฬะ

ผู้เป็นข้าศึกใช้ดาบและหอกที่ลับไว้เป็นอย่างดี

เชือดเฉือนและทิ่มแทงคนผู้ทำกรรมชั่วไว้ในภพก่อน

[๑๓๑๐]

ใครเล่าจะพึงไปทวงถามเอาทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลก

กับมหาบพิตรผู้ถูกทิ่มแทงเข้าที่พระอุทร

ที่พระปรัศว์ มีพระอุทรพรุนวิ่งไปมาอยู่ในนรก

มีตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้

[๑๓๑๑]

ในโลกันตนรกนั้น มีห่าฝนชนิดต่างๆ คือ ฝนหอก

ฝนดาบ ฝนแหลน ฝนหลาว มีประกายลุกวาว

เหมือนถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะ

สายอัสนีบาตศิลาแดงโชนตกลงทับสัตว์นรกผู้มีกรรมหยาบช้า

[๑๓๑๒]

และในนรกนั้น มีลมร้อนอันยากที่จะทนได้

สัตว์ในนรกนั้นไม่ได้รับความสุขแม้แต่น้อย

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ทรงกระสับกระส่ายวิ่งพล่านไปมา หาที่ซ่อนเร้นมิได้

[๑๓๑๓]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ถูกเทียมไว้ในรถวิ่งไปมาอยู่

ต้องทรงเหยียบแผ่นดินที่ลุกโชน

ถูกทิ่มแทงด้วยดีด้วยปฏักอยู่ได้

[๑๓๑๔]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร

ผู้ทนอยู่ไม่ได้วิ่งไปขึ้นภูเขาที่ดารดาษไปด้วยขวากกรด

ลุกโชนน่าสยดสยองอย่างยิ่ง มีตัวถูกตัดขาด

หลั่งเลือดไหลโทรมอยู่ได้

[๑๓๑๕]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร

ผู้ต้องวิ่งขึ้นไปเหยียบถ่านเพลิงกองเท่าภูเขาที่ลุกโชน

น่ากลัว มีตัวถูกไฟไหม้ทนไม่ไหว

ร้องครวญครางอย่างน่าสงสารอยู่ได้

[๑๓๑๖]

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยหนามเหล็กคม

กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

[๑๓๑๗]

หญิงทั้งหลายที่ประพฤตินอกใจสามี

และชายหญิงทั้งหลายที่เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น

ถูกนายนิรยบาลผู้ทำตามคำสั่งของพญายม

ถือหอกไล่ทิ่มแทงให้ขึ้นต้นงิ้วนั้น

[๑๓๑๘]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้น

กับมหาบพิตรผู้ต้องปีนขึ้นต้นงิ้วในนรก

มีเลือดไหลเปรอะเปื้อน มีกายไหม้เกรียม

มีหนังและเนื้อถลอกปอกเปิกกระสับกระส่าย

เสวยเวทนาอย่างหนัก

[๑๓๑๙]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้นกับมหาบพิตร

ผู้เหนื่อยหอบมีความผิดเพราะบุรพกรรมในทางผิด

เนื้อตัวมีหนังถลอกปอกเปิกไป

[๑๓๒๐]

ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยใบเหล็กคมดังดาบ

กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

[๑๓๒๑]

ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร

ผู้กำลังปีนขึ้นต้นงิ้วนั้น

ก้าวไปเหยียบใบเหล็กอันคมเหมือนดาบ

ก็ถูกดาบอันคมนั้นบาด ตัวขาดกระจัดกระจาย

เลือดไหลโทรมอยู่ในปรโลกได้

[๑๓๒๒]

ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะพึงไปขอกับมหาบพิตร

ผู้เดินหนีออกจากขุมนรกไม้งิ้วมีใบเป็นดาบ

พลัดตกลงไปสู่แม่น้ำเวตตรณีได้

[๑๓๒๓]

แม่น้ำเวตตรณีมีน้ำเป็นกรด หยาบแข็ง

เผ็ดร้อน ข้ามได้ยาก

ปกคลุมไปด้วยบัวเหล็กมีใบคมไหลไปอยู่

[๑๓๒๔]

ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะไปขอกับมหาบพิตร

ผู้มีตัวขาดกระจัดกระจาย มีเลือดเปรอะเปื้อน

ลอยอยู่ในแม่น้ำเวตตรณี ที่นั้นหาที่เกาะมิได้

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๓๒๕]

ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด

ข้าพเจ้าหลงสำคัญผิด จึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤๅษี

ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาภาษิตของท่านแล้ว

ร้อนใจ เพราะกลัวมหาภัย

[๑๓๒๖]

ท่านฤๅษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

เหมือนน้ำสำหรับแก้กระหายในเวลาร้อน

เหมือนเกาะเป็นที่พึ่งของพวกคนที่มีเรืออับปาง

หาที่พึ่งไม่ได้ในมหาสมุทร

และเหมือนดวงประทีปสำหรับส่องทาง

ของพวกคนผู้เดินทางมืดเถิด

[๑๓๒๗]

ท่านฤๅษี ขอท่านจงสอนอรรถและธรรมแก่ข้าพเจ้า

ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้ทำความผิดไว้ส่วนเดียว

ท่านนารทะ ขอท่านจงบอกทางบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้า

โดยที่ข้าพเจ้าจะไม่พึงตกไปในนรกด้วยเถิด

(นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

[๑๓๒๘]

พระราชา ๖ พระองค์นี้ คือ (๑) ท้าวธตรัฏฐะ

(๒) ท้าวเวสสามิตะ (๓) ท้าวอัฏฐกะ

(๔) ท้าวยมทัคคิ (๕) ท้าวอุสินนระ

(๖) ท้าวสิวิราช ได้ทรงบำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายแล้ว

[๑๓๒๙]

พระราชาเหล่านั้นและพระราชาเหล่าอื่นเสด็จไปสู่สวรรค์ฉันใด

มหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน แม้มหาบพิตรก็ฉันนั้น

จงทรงเว้นอธรรมแล้วทรงประพฤติธรรมเถิด

[๑๓๓๐]

ราชบุรุษทั้งหลายจงถืออาหารไปประกาศในพระราชนิเวศน์

และภายในพระนครว่า ใครหิว ใครกระหาย

ใครปรารถนาดอกไม้ ใครปรารถนาเครื่องลูบไล้

ใครไม่มีผ้านุ่งห่ม ก็จงนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ตามปรารถนาเถิด

[๑๓๓๑]

ใครต้องการร่ม ใครต้องการรองเท้าที่อ่อนนุ่ม สวยงาม

ในทางเปลี่ยว ราชบุรุษทั้งหลายจงประกาศไปดังนี้

ในพระนครของพระองค์ทั้งในเวลาเย็นและเวลาเช้า

[๑๓๓๒]

มหาบพิตรจงอย่าใช้งานคนแก่ โคแก่

และม้าแก่เหมือนแต่ก่อน

และจงพระราชทานเครื่องบริหารแก่คนที่เป็นกำลัง

ซึ่งเคยได้ทำความดีไว้เท่าเดิมเถิด

[๑๓๓๓]

มหาบพิตรจงสำคัญพระวรกายของพระองค์ว่าเป็นดังรถ

มีใจเป็นนายสารถี กระปรี้กระเปร่า

มีอวิหิงสาเป็นเพลา มีปริจาคะเป็นหลังคา

[๑๓๓๔]

มีการสำรวมเท้าเป็นกง

มีการสำรวมมือเป็นดุม

มีการสำรวมท้องเป็นน้ำมันหยอด

มีการสำรวมวาจาเป็นความเงียบสนิท

[๑๓๓๕]

มีการกล่าวคำสัตย์เป็นส่วนประกอบรถที่บริสุทธิ์

มีการไม่กล่าวคำส่อเสียดเป็นการเข้าหน้าไม้ได้สนิท

มีการกล่าวคำอ่อนหวานเป็นเครื่องรถที่เกลี้ยงเกลา

มีการกล่าวพอประมาณเป็นเครื่องผูกมัด

[๑๓๓๖]

มีศรัทธาและความไม่โลภเป็นเครื่องประดับ

มีความถ่อมตนและการทำอัญชลีเป็นทูบ

มีความไม่แข็งกระด้างเป็นงอน

มีความสำรวมศีลเป็นเชือกขันชะเนาะ

[๑๓๓๗]

มีความไม่โกรธเป็นเครื่องกันกระทบกระทั่ง

มีคุณธรรมเป็นเศวตฉัตร

มีพาหุสัจจะเป็นสายพาน

มีจิตตั้งมั่นเป็นที่มั่น

[๑๓๓๘]

มีความคิดรู้จักกาลเป็นไม้แก่น

มีความแกล้วกล้าเป็นไม้ค้ำสามแฉก

มีความประพฤติถ่อมตนเป็นเชือกขันแอก

มีความไม่เย่อหยิ่งเป็นแอกเบา

[๑๓๓๙]

มีจิตไม่หดหู่เป็นเครื่องลาด

มีการคบคนผู้เจริญเป็นเครื่องกำจัดธุลี

นักปราชญ์มีสติเป็นปฏัก

มีความเพียรและการใช้การปฏิบัติเกื้อกูลเป็นสายบังเหียน

[๑๓๔๐]

มีใจที่ฝึกฝนดีแล้วเหมือนม้า

ที่ได้รับฝึกสม่ำเสมอเป็นเครื่องนำทาง

ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด

ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง

[๑๓๔๑]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ปัญญาเป็นเครื่องทิ่มแทงม้า

ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตร

ที่กำลังโลดแล่นไปในรูป เสียง กลิ่น รส

ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตรนั้น

มีตนคือจิตของพระองค์เท่านั้นเป็นนายสารถี

[๑๓๔๒]

ถ้าความประพฤติชอบ

และความเพียรมั่นคงมีอยู่กับยานนี้

รถนั้นจะให้สมบัติที่น่าใคร่ได้ทุกอย่างและไม่นำไปเกิดในนรก

(พระศาสดาทรงประชุมชาดก ดังนี้)

[๑๓๔๓]

อลาตเสนาบดีเป็นพระเทวทัต

สุนามอำมาตย์เป็นพระภัททชิ

วิชัยอำมาตย์เป็นพระสารีบุตร

ชีวกบุรุษเป็นพระโมคคัลลานะ

[๑๓๔๔]

สุนักขัตตะเป็นบุตรของเจ้าลิจฉวี คุณาชีวกเป็นชีเปลือย

พระนางรุจาราชธิดาผู้ทรงนำพระราชาให้ทรงเลื่อมใส

เป็นพระอานนท์

[๑๓๔๕]

พระเจ้าอังคติผู้มีทิฏฐิชั่วในครั้งนั้นเป็นพระอุรุเวลกัสสปะ

ท้าวมหาพรหมโพธิสัตว์เป็นเราตถาคต

พวกเธอจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แล

มหานารทกัสสปชาดกที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. จันทกุมารกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๙. วิธุรชาดก