ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. ปัญญาสนิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑. นฬินิกาชาดก

๑. นฬินิกาชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑๘. ปัญญาสนิบาต

๑. นฬินิกาชาดก (๕๒๖)

ว่าด้วยพระราชธิดานฬินิกา

(พระเจ้าพรหมทัตรับสั่งให้เรียกพระราชธิดานฬินิกามาแล้ว ตรัสว่า ๑-)

[๑]

ลูกหญิงนฬินิกา ชนบทกำลังเดือดร้อน

แม้แคว้นก็กำลังพินาศ มาเถิด ลูกจงไปนำพราหมณ์นั้นมาให้พ่อ

(พระราชธิดานฬินิกาสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า)

[๒]

ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่เคยทนทุกข์ลำบาก

ทั้งไม่ฉลาดในหนทางไกล

หม่อมฉันจักไปยังป่าที่มีช้างอาศัยอยู่ได้อย่างไร

(พระราชาตรัสว่า)

[๓]

ลูกหญิงนฬินิกา ลูกจงไปยังชนบท

ที่มั่งคั่ง ด้วยช้าง ด้วยรถ และด้วยยาน

ที่สร้างด้วยไม้ ๒- โดยวิธีนี้เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ในวงเล็บนี้และทุกวงเล็บที่ปรากฏตลอดคัมภีร์เล่มนี้ ยกมาจากอรรถกถาของชาดกเรื่องนั้นๆ เริ่มจาก

@ขุ.ชา.อ. ๘-๑๐ เป็นลำดับไป

@๒ ยานที่สร้างด้วยไม้ ในที่นี้หมายถึงเรือ (ขุ.ชา.อ. ๘/๓/๓)

[๔]

ลูกจงพาเอากองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบไป ลูกจักนำพราหมณ์มาสู่อำนาจได้

เพราะผิวพรรณและรูปของลูก

(นายพรานป่าชี้ไปที่อาศรม แล้วกราบทูลพระราชธิดานฬินิกาว่า)

[๕]

อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของอิสิสิงคดาบสปรากฏอยู่นั่น

ซึ่งมีต้นกล้วยปรากฏเป็นทิวแถว แวดล้อมไปด้วยป่าแสม

[๖]

นั่นแสงไฟยังโพลงเห็นประจักษ์อยู่ นั่นควันไฟยังปรากฏอยู่

เข้าใจว่า อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากจะยังไม่เลิกบูชาไฟ

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า)

[๗]

อิสิสิงคดาบสมองเห็นพระราชธิดานั้น

สวมใส่ตุ้มหูแก้วมณีกำลังเสด็จมา

เกิดความกลัว จึงเข้าไปยังอาศรมที่มุงด้วยใบไม้

[๘]

ที่ใกล้ประตูอาศรมของดาบสนั้น

พระราชธิดานั้นก็ทรงแสดงให้เห็นอวัยวะของลับ

และส่วนที่ปรากฏ ขณะเล่นลูกข่างอยู่

[๙]

ฝ่ายชฎิลดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา

ครั้นเห็นพระราชธิดานั้นทรงเล่นอยู่

จึงออกมาจากอาศรมแล้วกล่าวคำนี้ว่า

[๑๐]

พ่อมหาจำเริญ ต้นไม้ของท่านชื่ออะไรที่มีผลเป็นอย่างนี้

ถึงท่านจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล

มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งท่านไป

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๑]

ท่านพราหมณ์ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า

ณ ภูเขาคันธมาทน์ ต้นไม้ชนิดนั้นที่มีผลเป็นอย่างนี้มีอยู่มาก

ถึงข้าพเจ้าจะขว้างไปแล้วแม้ในที่ไกล

มันก็ย้อนกลับมา ไม่ละทิ้งข้าพเจ้าไป

(อิสิสิงคดาบสเมื่อจะทำการปฏิสันถาร จึงกล่าวว่า)

[๑๒]

เชิญท่านผู้เจริญเข้าไปยังอาศรมนี้เถิด

จงรับน้ำมันทาเท้าและภักษาหาร ข้าพเจ้าจักให้

นี้อาสนะ เชิญท่านผู้เจริญนั่งบนอาสนะนี้

เชิญท่านผู้เจริญขบฉันเหง้ามันและผลไม้ ณ ที่นี้เถิด

[๑๓]

ที่ระหว่างขาอ่อนทั้ง ๒ ของท่านนี้เป็นอะไร

สวยเรียบดี ปรากฏเป็นเพียงสีดำ

ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า

อวัยวะส่วนปลายยอด ๑- ของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือ

(พระราชธิดานฬินิกาลวงดาบสว่า)

[๑๔]

ข้าพเจ้ากำลังเที่ยวแสวงหารากไม้และผลไม้อยู่ในป่า

ได้ขว้างหมีร้ายกาจตัวหนึ่ง

มันวิ่งปราดเข้าถึงตัวข้าพเจ้าโดยฉับพลัน

ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้วกัดอวัยวะส่วนปลายยอดไป

[๑๕]

แผลนี้ มันรบกวนและเกิดอาการคันขึ้น

ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสำราญตลอดเวลา

ท่านผู้เจริญพอจะกำจัดอาการคันนี้ได้หรือ

ข้าพเจ้าขอร้องท่านผู้เจริญ

โปรดบำเพ็ญประโยชน์แก่พราหมณ์ด้วยเถิด

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๑๖]

แผลของท่านมีสีแดง ค่อนข้างลึกและใหญ่

แต่ไม่เน่า มีกลิ่นนิดหน่อย

ข้าพเจ้าจะปรุงยาน้ำฝาดให้ท่านขนานหนึ่ง

เท่าที่ท่านผู้เจริญจะพึงมีบรมสุขได้

@เชิงอรรถ :

@๑ อวัยวะส่วนปลายยอด หมายถึงเครื่องหมายเพศ (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๓/๗)

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๗]

ท่านพรหมจารี การเสกมนต์ การปรุงยาน้ำฝาด

และโอสถทั้งหลายก็บำบัดไม่ได้

ขอท่านพึงใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มเสียดสีกำจัดอาการคัน

เท่าที่ข้าพเจ้าจะพึงมีบรมสุขได้เถิด

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๑๘]

อาศรมของท่านผู้เจริญอยู่ทางทิศไหนจากที่นี้หนอ

ท่านผู้เจริญย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าหรือ

มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอหรือ

สัตว์ร้ายทั้งหลายไม่เบียดเบียนท่านผู้เจริญหรือ

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๑๙]

จากที่นี้ตรงไปทางทิศเหนือ

มีแม่น้ำชื่อเขมาเกิดจากป่าหิมพานต์

อาศรมที่น่ารื่นรมย์ของข้าพเจ้าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

[๒๐]

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นหว้า

ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอย ออกดอกบานสะพรั่ง

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

ซึ่งมีพวกกินนรขับกล่อมอยู่โดยรอบ

[๒๑]

ต้นตาล เหง้าตาล และผลตาล ณ ที่นั้น

มีสีสันงดงามและมีกลิ่นหอม

ท่านผู้เจริญ ท่านควรจะไปเยี่ยมอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง

ซึ่งประกอบไปด้วยภูมิภาคอันงดงามนั้นบ้าง

[๒๒]

ผลไม้และเผือกมันซึ่งมีสีสันสวยงาม

มีกลิ่นหอมและมีรสอร่อย

ที่อาศรมของข้าพเจ้านั้นมีอยู่เพียงพอ

และพวกนายพรานพากันมายังที่นั้นแล้ว

ขออย่าได้ลักมูลผลาหาร ๑- จากอาศรมของข้าพเจ้านั้นไปเลย

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๒๓]

ขณะนี้ บิดาของข้าพเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร

จะกลับมาในตอนเย็น เราทั้ง ๒ จะไปยังอาศรมนั้น

ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร

(พระราชธิดานฬินิกาตรัสว่า)

[๒๔]

ฤๅษีและพระราชฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีเหล่าอื่น

มีจำนวนมากอยู่ตามทาง

ท่านจงถามฤๅษีเหล่านั้นถึงอาศรมของข้าพเจ้าเถิด

ฤๅษีเหล่านั้นจักนำท่านไป ณ สถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเอง

(พระดาบสโพธิสัตว์กลับมาจากป่าแล้วถามว่า)

[๒๕]

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ มิได้ก่อไฟ

เพราะเหตุไรหนอ เจ้าจึงเหงาหงอยซบเซาอยู่

[๒๖]

แน่ะลูกผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เมื่อก่อน ฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็บูชา

แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดแจงไว้

ตั่งเจ้าก็ตั้งไว้ น้ำเจ้าก็ตักไว้เพื่อพ่อ

ลูกยังประพฤติพรหมจรรย์รื่นรมย์อยู่หรือ

[๒๗]

เจ้ามิได้หักฟืน มิได้ตักน้ำ

มิได้ก่อไฟ มิได้หุงต้มโภชนาหาร

วันนี้ ลูกยังมิได้ทักทายพ่อเลย

สิ่งของอะไรหายหรือ หรือว่าลูกมีทุกข์ใจอะไร

@เชิงอรรถ :

@๑ มูลผลาหาร คือ อาหารที่ได้จากรากไม้กล่าวคือเหง้า (เหง้าบัว,หัวเผือก,หัวมัน) และผลไม้ทั้งหลายที่มี

@สีและกลิ่นเป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๘/๒๒/๑๑)

(อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า)

[๒๘]

ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้มาที่นี่

รูปร่างของเธอสวยงาม น่าชม

ไม่สูงเกินไปและไม่เตี้ยเกินไป มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ศีรษะของเธอผู้เจริญดำสวยงาม

เพราะปกคลุมด้วยผมอันดำสนิทเป็นเงางาม

[๒๙]

ไม่มีหนวด บวชได้ไม่นาน

ก็เธอมีเครื่องประดับเช่นกับเชิงบาตรอยู่ที่คอ

และมีปุ่ม ๒ ปุ่มเกิดที่อกอย่างงดงาม

ทั้งคู่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังผลมะพลับทองคำ

[๓๐]

อนึ่ง ใบหน้าของเธอน่าทัศนายิ่งนัก

กรรเจียกจอนก็ห้อยอยู่ที่หูทั้ง ๒

เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็เปล่งประกายแวววาว

สายรัดชฎาที่ประดับก็โชติช่วงชัชวาล

[๓๑]

และเครื่องประดับอย่างอื่นอีก ๔ อย่างของมาณพนั้น

มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง และสีขาว

เมื่อมาณพเดินไปมา มันก็แกว่งไกวไปมา

เหมือนหมู่นกติรีฏิ ยามเมื่อฝนตก

[๓๒]

ก็เธอมิได้คาดสายรัดเอวที่ทำด้วยหญ้ามุงกระต่าย

เปลือกปอ และหญ้าปล้อง

สายรัดเอวนั้นปลิวสะบัดเหมือนสายฟ้าในอากาศ

โชติช่วงอยู่ระหว่างสะเอวกับสะโพก

[๓๓]

อนึ่ง ผลไม้ทั้งหลายไม่มีใบ ไม่มีขั้ว ติดอยู่ที่สะเอว

ใต้สะดือ ไม่กระทบกันเลย ส่ายได้เป็นนิจ

พ่อ ผลไม้เหล่านั้นเป็นผลของต้นไม้อะไร

[๓๔]

ก็แหละชฎา ๑- ของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก

มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม

จัดรูปทรงแบ่งศีรษะเป็นสองส่วนได้อย่างงดงาม

ขอให้ชฎาของเราเป็นเช่นนั้นเถิด

[๓๕]

ก็คราวใดชฎิลนั้นสยายชฎา

ที่ประกอบด้วยสีและกลิ่นเหล่านั้น

คราวนั้นอาศรมนี้ก็หอมอบอวล

เหมือนดอกอุบลเขียวที่ต้องลม

[๓๖]

เปือกตมที่เรือนร่างชฎิลนั้นก็น่าดูยิ่งนัก

หาเป็นเช่นกับกายของเราไม่

พอถูกลมโชยพัดก็หอมฟุ้ง

เหมือนป่าไม้มีดอกบานสะพรั่งปลายฤดูร้อน

[๓๗]

ชฎิลนั้นตีผลไม้มีรูปอันวิจิตรงดงามน่าดูลงบนพื้นดิน

และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของชฎิลนั้นอีก

พ่อ ผลไม้นั้นเป็นผลของต้นไม้อะไรหนอ

[๓๘]

อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก

ขาว เรียบเสมอ เปรียบได้กับสังข์ที่ขัดดีแล้ว

เมื่อเธอยิ้ม ย่อมทำใจให้ผ่องใส

ชฎิลนั้นคงไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่

[๓๙]

คำพูดของเธอไม่หยาบคาย ไม่คลาดเคลื่อน

นุ่มนวล อ่อนหวาน ซื่อตรง ไม่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่คลอนแคลน

เมื่อเปล่งออกมา น้ำเสียงของเธอทำให้ฟูใจ

ไพเราะจับใจ ดุจเสียงนกการเวก

ทำให้ใจของลูกกำหนัดยิ่งนัก

@เชิงอรรถ :

@๑ ชฎาในที่นี้หมายถึงสายผม (เส้นผมหลายเส้นที่ร้อยในลูกปัด) ที่เอาแก้วแซมผูกไว้มีทรงคล้ายชฎา

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๓๔/๑๙)

[๔๐]

เธอมีน้ำเสียงหยดย้อย ไม่เป็นถ้อยคำที่น่ารังเกียจ

และไม่ประกอบด้วยเสียงอันพึมพำ

ลูกปรารถนาที่จะได้พบเธออีก

เพราะชฎิลหนุ่มได้เป็นมิตรกับลูกมาก่อน

[๔๑]

แผลนี้เชื่อมต่อสนิทดี เกลี้ยงเกลาทุกส่วน

อูมใหญ่ตั้งอยู่อย่างเหมาะเจาะ

งามพร้อมคล้ายกับกลีบบัว

ชฎิลหนุ่มขึ้นคร่อมลูกด้วยแผลนั้นนั่นแหละ

ใช้บั้นเอวดันขาอ่อนให้เปิดไว้

[๔๒]

รัศมีที่แผ่ซ่านจากกายของเธอ

เปล่งปลั่งผุดผ่องสว่างไสว

เหมือนสายฟ้าในอากาศ

แม้แขนทั้ง ๒ ของเธอก็อ่อนนุ่ม

มีขนเช่นกับขนดอกอัญชัน

นิ้วของเธอก็กลมกลึงวิจิตรงดงาม

[๔๓]

เธอมีร่างกายไม่ระคายเคือง มีขนไม่ยาว

แต่มีเล็บยาว ปลายเล็บเป็นสีแดง

ชฎิลหนุ่มรูปงามกอดรัดลูกด้วยลำแขนทั้งหลาย อันอ่อนนุ่ม

บำรุงบำเรอให้รื่นรมย์

[๔๔]

มือทั้งหลาย ของเธออ่อนนุ่ม คล้ายกับปุยนุ่น งามเปล่งปลั่ง

มีผิวพรรณงดงาม กลมกลึงเหมือนแผ่นทองคำอันงดงาม

เธอสัมผัสลูกด้วยมือเหล่านั้นแล้วไปจากที่นี่

เพราะสัมผัสนั้น มันจึงเผาลูกให้เร่าร้อนอยู่ นะท่านพ่อ

[๔๕]

ชฎิลหนุ่มนั้นไม่ได้หาบคอนแน่นอน

มิได้หักฟืนเองแน่นอน มิได้โค่นต้นไม้ด้วยขวานแน่นอน

เพราะที่ฝ่ามือทั้งหลายของเธอไม่กระด้างเลย

[๔๖]

ส่วนเจ้าหมีได้ทำให้ชฎิลหนุ่มนั้นเป็นแผล

ชฎิลหนุ่มนั้นได้กล่าวกับลูกว่า

ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขด้วยเถิด

ลูกได้ช่วยทำให้เธอนั้นมีความสุข

เพราะการกระทำนั้น ความสุขก็มีแก่ลูกด้วย

ท่านผู้ประเสริฐ ก็เธอได้พูดกับลูกว่า ข้าพเจ้ามีความสุขแล้ว

[๔๗]

เครื่องปูลาดใบเถาย่านทรายของท่านพ่อนี้

กระจัดกระจายไปเพราะลูกกับเธอ

เราทั้ง ๒ มีความเหน็ดเหนื่อย จึงรื่นรมย์กันในน้ำ

แล้วพากันเข้ากระท่อมใบไม้อยู่บ่อยๆ

[๔๘]

ท่านพ่อ วันนี้มนต์ทั้งหลายของลูกไม่แจ่มแจ้งเลย

การบูชาไฟและแม้การบูชายัญก็ไม่แจ่มแจ้ง

ตราบใดที่ลูกยังไม่พบพรหมจารีนั้น

ตราบนั้นลูกจะไม่ยอมบริโภคมูลผลาหารของท่านพ่อ

[๔๙]

ท่านพ่อ ท่านต้องรู้จักแน่ว่า พรหมจารีอยู่ ณ ทิศใด

ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงทิศนั้นโดยเร็วเถิดพ่อ

ขอลูกอย่าได้ตายในอาศรมของท่านเลย

[๕๐]

อนึ่ง ลูกได้ฟังมาว่า ป่าไม้ผลิดอกบานสะพรั่ง วิจิตรสวยงาม

กึกก้องไปด้วยเสียงนก มีฝูงนกอยู่อาศัย

ท่านพ่อ ขอท่านโปรดช่วยพาลูกไปให้ถึงป่านั้นโดยเร็วเถิด

ก่อนที่ลูกจะต้องละชีวิตทิ้งไว้ในอาศรมของท่าน

(พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๕๑]

ในราวป่าที่มีรัศมีโชติช่วงนี้

ซึ่งมีหมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรสถิตอยู่

เป็นที่อยู่ของฤๅษีทั้งหลาย

บุคคลผู้เป็นบัณฑิตไม่ควรถึงความไม่ยินดีเช่นนี้เลย

[๕๒]

สัตว์ทั้งหลายเป็นมิตรก็มี ไม่เป็นมิตรก็มี

พวกเขาทำความรักใคร่ในญาติและมิตรทั้งหลาย

ส่วนเจ้ามิคสิงคดาบสนี้จัดว่าเป็นคนเลว

เพราะตนเองยังไม่รู้เลยว่า “เรามาจากไหน”

กลับไว้ใจ(มาตุคามด้วยสำคัญว่าเป็นมิตร)เพราะเหตุไร

[๕๓]

เพราะว่า ขึ้นชื่อว่ามิตรย่อมเชื่อมติดต่อกันได้

เพราะการอยู่ร่วมกันบ่อยๆ

มิตรนั้นนั่นเองของบุคคลผู้ไม่สมาคมกัน

ย่อมเสื่อมไปเพราะการไม่ได้อยู่ร่วมกัน

[๕๔]

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารี

จะได้เจรจากับพรหมจารี

ลูกจะละทิ้งคุณคือตบะนี้โดยเร็วพลัน

ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

[๕๕]

หากลูกจะได้พบเห็นพรหมจารีอีก

ได้เจรจากับพรหมจารีอีก

ลูกก็จะละทิ้งเดชแห่งสมณะนี้โดยเร็วพลัน

ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดพาไป

[๕๖]

ลูกเอ๋ย ก็ภูต ๑- เหล่านี้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก

ด้วยการแปลงรูปต่างๆ

คนมีปัญญาไม่ควรคบหาภูตเหล่านั้น

พรหมจารีบุคคลย่อมพินาศไปเพราะเกี่ยวข้องกับภูตนั้น

นฬินิกาชาดกที่ ๑ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภูต ในที่นี้หมายถึงพวกนางยักษิณี ที่เที่ยวแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อหลอกจับมนุษย์กิน

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๕๖/๒๔)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘ปัญญาสนิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๒. อุมมาทันตีชาดก