ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. ปัญญาสนิบาตชาดก
  8. /
  9. ๒. อุมมาทันตีชาดก

๒. อุมมาทันตีชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๔๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. อุมมาทันตีชาดก (๕๒๗)

ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๕๗]

สุนันทะ นี้เป็นนิเวศน์ของใครหนอ

ล้อมด้วยกำแพงสีเหลือง

ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกลประดุจเปลวไฟในอากาศ

และประดุจเปลวไฟบนยอดภูเขา

[๕๘]

สุนันทะ หญิงนี้เป็นธิดาของใครหนอ

เป็นลูกสะใภ้หรือเป็นภรรยาของใคร

เป็นหญิงโสดหรือว่ามีภัสดาในนิเวศน์นี้

เราถามแล้ว ท่านจงบอกมาโดยเร็วเถิด

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หญิงคนนั้น

ข้าพระองค์รู้จักทั้งมารดาและบิดาของนาง

แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก

ข้าแต่พระภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นข้าราชบริพารของพระองค์เอง

เป็นผู้ไม่ประมาทในราชกิจอันเป็นประโยชน์ของพระองค์

ทั้งกลางวันและกลางคืน

[๖๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ก็อำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์

ผู้ประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง และเจริญรุ่งเรือง

นางเป็นภรรยาของอภิปารกอำมาตย์นั้นเอง

ชื่อว่าอุมมาทันตี พระเจ้าข้า

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๖๑]

พ่อมหาจำเริญ พ่อมหาจำเริญ ชื่อของนางนี้

มารดาและบิดาตั้งให้เหมาะสมดีจริง เป็นความจริงอย่างนั้น

เมื่อนางอุมมาทันตีมองดูเรา ได้ทำให้เราคล้ายจะเป็นบ้า

[๖๒]

ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย

ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง

ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว

สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

[๖๓]

คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ

อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์

ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี

เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

[๖๔]

คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง

ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา

ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

[๖๕]

เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม

แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ

จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

[๖๖]

เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ

ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง

จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม

ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

[๖๗]

เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง

มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ

ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก

จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา

เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

[๖๘]

เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย

อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่

เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย

[๖๙]

เราได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้ใส่ตุ้มหูแก้วมณีแล้ว

นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน

เหมือนปราชัยต่อข้าศึกมาแล้วตั้งพันครั้ง

[๗๐]

หากท้าวสักกะจะพึงประทานพรแก่เราไซร้

ขอเราพึงได้พรนั้นเถิด

อภิปารกเสนาบดีพึงอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี

ตลอดคืนหนึ่งหรือสองคืน

จากนั้นพระเจ้ากรุงสีพีพึงได้อภิรมย์กับนางบ้าง

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๑]

ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นจอมแห่งภูต

เมื่อข้าพระองค์นมัสการอยู่ซึ่งภูตทั้งหลาย

เทวดาตนหนึ่งได้มากล่าวเนื้อความนี้กับข้าพระองค์ว่า

พระทัยของพระราชาจดจ่ออยู่เฉพาะนางอุมมาทันตี

ข้าพระองค์ขอถวายนางแด่พระองค์

ขอพระองค์ทรงให้นางบำเรอเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๒]

เราจะพึงคลาดไปจากบุญ และมิใช่เราจะไม่ตาย

ทั้งประชาชนจะพึงรู้ความชั่วของเรานี้

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นอกจากพระองค์และข้าพระองค์แล้ว

ประชาชนแม้ทั้งหมดไม่พึงรู้กรรมที่ทำแล้วได้

ข้าพระองค์ทูลถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์

โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า ๑-

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๔]

คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า

คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย

แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ๒- ยังมีอยู่

ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๕]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ

ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที

ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา

@เชิงอรรถ :

@๑ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบช้า

@คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๖)

@๒ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๖)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๗]

ปราชญ์ทั้งหลายถึงจะถูกความทุกข์ของตนบีบคั้นแล้ว

ก็จะไม่สละกรรมที่มีผลเป็นสุข

หรือแม้ลุ่มหลงมัวเมาด้วยความสุข

ก็จะไม่ประพฤติกรรมชั่ว

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๗๘]

ก็พระองค์ทรงเป็นทั้งมารดาและบิดา เป็นภัสดา เป็นนาย

เป็นผู้ชุบเลี้ยง และเป็นเทวดาของข้าพระองค์

ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรและภรรยาเป็นทาสของพระองค์

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกาม

ตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๙]

ผู้ใดกระทำความชั่วด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่

ครั้นกระทำแล้ว ผู้นั้นก็ไม่หวั่นเกรงต่อชนเหล่าอื่น

เพราะกรรมนั้น เขาย่อมมีอายุอยู่ได้ไม่ยืนยาว

แม้เทพทั้งหลายก็มองเขาด้วยสายตาอันเหยียดหยาม

[๘๐]

ชนเหล่าใดผู้ดำรงอยู่ในธรรม

รับทานที่เป็นของชนเหล่าอื่น อันเจ้าของมอบให้แล้ว

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับ เป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้นแม้ทั้งหมด

ย่อมทำกรรมอันมีผลเป็นสุขทีเดียว

[๘๑]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าพระองค์ขอถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๓]

ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน

หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น ๑-

(ผู้นั้นชื่อว่า ไม่รู้ธรรม) ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า

ความทุกข์ ความสุขนี้ของเราเป็นอย่างไร

ของคนเหล่าอื่นก็เป็นอย่างนั้น

ผู้นั้นชื่อว่า รู้ธรรม

[๘๔]

คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้ใดก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วยความทุกข์ของตน หมายถึงผู้ที่ถูกทุกข์บีบคั้นแล้วใส่ทุกข์ให้แก่คนอื่นคือ

@นำทุกข์ออกจากสรีระของตัวแล้วใส่ในสรีระของผู้อื่น หรือก่อความสุขให้แก่ตนด้วยความสุขของคนอื่น

@หมายถึงผู้ที่ถือเอาความสุขของคนอื่นมาใส่ไว้ในตน ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจัก

@นำความทุกข์ออกจากตน” ชื่อว่าทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์เพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข

@สบาย” ชื่อว่าทำความสุขของคนอื่นให้พินาศเพราะเข้าใจว่า “เราจักทำตนให้มีความสุข” คนนั้นชื่อว่า

@ไม่รู้ธรรม

@ส่วนผู้ใดรู้อย่างนี้ว่า “ความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ของคนอื่นก็เป็นอย่างนั้น”

@ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือ รู้จักธรรม (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๓/๔๗)

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน พระองค์ทรงทราบว่า

นางอุมมาทันตีนี้เป็นที่รักของข้าพระองค์

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน ด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์

ข้าพระองค์ขอถวายนางผู้เป็นที่รักแด่พระองค์

ขอเดชะสมมติเทพ บุคคลให้สิ่งของอันเป็นที่รัก

ย่อมได้สิ่งของอันเป็นที่รัก

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๖]

เราจักฆ่าตนอันมีกามเป็นเหตุแน่

เพราะเราไม่สามารถจะฆ่าธรรมด้วยอธรรมได้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

ผู้ประเสริฐแกล้วกล้ากว่านรชน

ถ้าพระองค์ไม่ทรงประสงค์นางอุมมาทันตี

ผู้เป็นสมบัติของข้าพระองค์

ข้าพระองค์จะสละนางในท่ามกลางประชาชนทั้งปวง

พระองค์พึงนำนางผู้พ้นขาดจากข้าพระองค์แล้วมาจากที่นั้นเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๘๘]

นี่แน่ะท่านอภิปารกะ ผู้บำเพ็ญประโยชน์

หากท่านสละนางอุมมาทันตีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อท่าน

ก็จะไม่พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ท่าน

อนึ่ง การกล่าวโทษอย่างใหญ่หลวงก็จะพึงมีแก่ท่าน

แม้คนผู้เป็นฝักฝ่ายของท่านในเมืองก็จะไม่พึงมีอีกด้วย

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๘๙]

ข้าแต่พระภูมิบาล ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำกล่าวโทษ

คำนินทา คำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทุกอย่าง

ขอคำนั้นทั้งหมดจงมาตกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ขอพระองค์ทรงบริโภคกามตามความสำราญเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๐]

ผู้ใดไม่ยึดถือคำนินทา ไม่ยึดถือคำสรรเสริญ

ไม่ยึดถือคำติเตียน ทั้งไม่ยึดถือการบูชา

สิริและปัญญาย่อมปราศจากผู้นั้น

เหมือนน้ำฝนที่ตกจนโชกย่อมไหลไปจากที่ดอน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๑]

ความทุกข์ ความสุข อกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

และความคับแค้นใจจากการเสียสละนี้ทั้งหมด

ข้าพระองค์จักรับไว้ด้วยอกประดุจพื้นปฐพีรับไว้ได้ทุกอย่าง

ทั้งของบุคคลผู้มั่นคงและผู้หวาดสะดุ้ง

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๒]

เราไม่ปรารถนาอกุศลที่เป็นไปล่วงธรรม

ความคับแค้นใจ และความทุกข์ของบุคคลเหล่าอื่น

เราผู้ดำรงอยู่ในธรรมจะไม่ทำประโยชน์อะไรๆ ให้เสื่อมเสียไป

เราจักนำภาระนี้ไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน บุญกรรมอันนำให้ถึง

โลกสวรรค์ของข้าพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงทำอันตรายเลย

ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส จะถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เหมือนกับพระราชาพระราชทานทรัพย์

แก่พวกพราหมณ์ในการบูชายัญ

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๔]

ท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

ทั้งนางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

เทวดา บิดา ๑- และประชาชนทั้งปวงจะพึงนินทาได้

อนึ่ง เราก็ได้เห็นบาปในสัมปรายภพ

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๕]

ข้าแต่พระเจ้ากรุงสีพี ชาวชนบทพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งปวง

จะพึงกล่าวข้อนั้นว่าไม่เป็นธรรมหาได้ไม่

ข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแด่พระองค์

เพราะนางอุมมาทันตี ข้าพระองค์ถวายพระองค์แล้ว

ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๖]

นี่แน่ะท่านผู้บำเพ็ญประโยชน์ ท่านหวังประโยชน์แก่เราแน่แท้

นางอุมมาทันตีและท่านก็เป็นเพื่อนของเรา

ก็ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายที่ประกาศไว้ดีแล้ว

ยากที่จะก้าวล่วงได้ เหมือนฝั่งสมุทร

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๗]

พระองค์ทรงเป็นอาหุเนยยบุคคล ๒-

ทรงอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทรงเป็นผู้ปกป้อง

คุ้มครอง และทรงรักษาความประสงค์ของข้าพระองค์

ข้าแต่พระราชา ก็ยัญที่บูชาแล้วในพระองค์มีผลมาก

ขอพระองค์ทรงรับนางอุมมาทันตี

ตามความประสงค์ของข้าพระองค์เถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ บิดา ในที่นี้หมายถึงพรหม (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๔/๔๙)

@๒ อาหุเนยยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาคำนับ (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๗/๔๙)

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๙๘]

อภิปารกกัตตุบุตร ก็ท่านได้ประพฤติธรรมทุกอย่างแก่เราโดยแท้

คนสองเท้าของท่าน คนอื่นใครเล่าหนอ

จะกระทำความสวัสดีให้แก่ท่านในเวลารุ่งอรุณ ในชีวโลกนี้

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๙๙]

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม

พระองค์ทรงมีธรรมคุ้มครอง เป็นผู้ถึงธรรม ทรงรู้แจ้งธรรม

ทรงมีปัญญาดี พระองค์ผู้ทรงรักษาธรรม

ขอพระองค์ผู้มีธรรมคุ้มครองแล้วนั้น

จงดำรงพระชนม์ยั่งยืนนาน

และโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๑๐๐]

เชิญเถิด อภิปารกะ ท่านจงฟังคำของเรา

เราจักแสดงธรรมที่พวกสัตบุรุษส้องเสพแล้วแก่ท่าน

[๑๐๑]

พระราชาทรงพอพระทัยในธรรมเป็นพระราชาที่ดี

คนมีความรู้รอบคอบเป็นคนดี

ความไม่ประทุษร้ายมิตรเป็นความดี

การไม่กระทำบาปเป็นเหตุนำสุขมาให้

[๑๐๒]

ในแคว้นของพระราชาผู้ไม่กริ้ว ผู้ดำรงอยู่ในธรรม

มนุษย์ทั้งหลายพึงหวังความสุขในเรือนของตน

ภายใต้ร่มเงาอันร่มเย็น

[๑๐๓]

กรรมใดที่มิได้พิจารณาแล้วกระทำลงไป

เป็นกรรมไม่ชอบ เราไม่ชอบกรรมนั้นเลย

ฝ่ายพระราชาเหล่าใดทรงทราบแล้ว

จึงทรงกระทำลงไปด้วยพระองค์เอง

เราชอบใจกรรมของพระราชาเหล่านั้น

ขอท่านจงฟังข้ออุปมาเหล่านี้ของเรา

[๑๐๔]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

โคทั้งฝูงก็ไปคดเคี้ยวตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปคดเคี้ยว

[๑๐๕]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นทุกข์

[๑๐๖]

เมื่อฝูงโคข้ามน้ำไป

ถ้าโคจ่าฝูงไปตรง

โคทั้งฝูงก็ไปตรงตามกัน

ในเมื่อโคจ่าฝูงไปตรง

[๑๐๗]

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่

ถ้าผู้นั้นประพฤติชอบธรรม

ประชาชนชาวเมืองนั้น

ก็จะประพฤติชอบธรรมตามไปด้วย

หากพระราชาตั้งอยู่ในธรรม

ชาวเมืองนั้นก็อยู่เป็นสุข ๑-

[๑๐๘]

อภิปารกะ เราไม่ปรารถนาความเป็นเทวดา

หรือเพื่อจะชนะแผ่นดินทั้งปวงนี้โดยอธรรมเลย

[๑๐๙]

แท้จริง รัตนะอย่างใดอย่างหนึ่ง

คือ โค ทาส เงิน ผ้า และจันทน์เหลือง

ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์ในโลกนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๗๐/๑๑๕-๑๑๖, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๓๓-๑๓๖/๑๘๔

[๑๑๐]

อนึ่ง แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ก็รักษา ม้า หญิง และแก้วมณีไว้เพื่อเรา

เราไม่พึงประพฤติธรรมไม่สม่ำเสมอเพราะเหตุแห่งรัตนะนั้นเลย

เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้เจริญที่สุดท่ามกลางชาวกรุงสีพี

[๑๑๑]

เราเป็นผู้นำ เป็นผู้เกื้อกูล มีชื่อเสียง ปกครองแคว้น

ประพฤตินอบน้อมธรรมเพื่อชาวกรุงสีพีอยู่

เรานั้นคิดถึงธรรมนั้นอยู่เนืองๆ

เพราะเหตุนั้น จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจจิตของตน

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

[๑๑๒]

ข้าแต่มหาราช

พระองค์จักทรงปกครองราชสมบัติมิให้พินาศ

ให้ปลอดภัยอยู่เป็นนิตย์ตลอดกาลนานแน่แท้

เพราะพระปรีชาของพระองค์เป็นเช่นนั้น

[๑๑๓]

พระองค์ไม่ทรงประมาทธรรมใด

ข้าพระองค์ขออนุโมทนาธรรมนั้นของพระองค์

กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ทรงประมาทธรรมแล้ว

ย่อมเคลื่อนจากแคว้น

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระชนกและพระชนนีเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๕]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในพระโอรสและพระชายาเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๖]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๗]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในพาหนะและพลนิกายเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๘]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในชาวบ้านและชาวนิคมเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๑๙]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในแคว้นและชนบทเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๐]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม

ในสมณะและพราหมณ์เถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๑]

ข้าแต่มหาราชผู้เป็นกษัตริย์

ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมในหมู่เนื้อและหมู่นกเถิด

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๒]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

ธรรมที่พระองค์ประพฤติแล้วนำสุขมาให้

พระองค์ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว

จักเสด็จไปสู่สวรรค์ พระเจ้าข้า

[๑๒๓]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด

เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งพระอินทร์และพระพรหม

บรรลุถึงโลกทิพย์ด้วยธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว

ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรมเลย พระเจ้าข้า

อุมมาทันตีชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. นฬินิกาชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘ปัญญาสนิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๓. มหาโพธิชาดก