ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๐
  6. /
  7. วัตถุคาถา

วัตถุคาถา

เล่มที่ ๓๐ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปารายนวรรค

หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง

๑. วัตถุคาถา ๑-

เรื่องพราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ไปทูลถามปัญหา

[๑]

พราหมณ์พาวรี ผู้เรียนจบมนตร์

ปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีกังวล

จึงเดินทางออกจากแคว้นโกศล

อันรื่นรมย์ ไปสู่ทักขิณาปถชนบท

[๒]

ท่านอาศัยอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี

อันเป็นพรมแดนแคว้นอัสสกะกับแคว้นมุฬกะต่อกัน

(เลี้ยงชีพ) อยู่ด้วยการเที่ยวภิกขาและผลไม้

[๓]

เพราะอาศัยพราหมณ์นั้นนั่นเอง

หมู่บ้านจึงได้เจริญไพบูลย์

ท่านได้ประกอบพิธีมหายัญขึ้น

ด้วยรายได้ที่เกิดจากหมู่บ้านนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.สุ. ๒๕/๙๘๓-๑๐๓๘/๕๒๔-๕๓๑

[๔]

ท่านบูชามหายัญเสร็จแล้ว ก็กลับเข้าอาศรม

เมื่อท่านกลับเข้าอาศรมแล้ว

พราหมณ์อีกคนหนึ่ง ก็เดินทางมาถึง

[๕]

พราหมณ์ที่มาพบนั้น มีเท้าเดินเสียดสีกัน

ท่าทางน่ากลัวมีฟันเขลอะ

ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยสิ่งสกปรก

เข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้ว

ขอทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ

[๖]

พราหมณ์พาวรีเห็นเขาแล้วก็เชิญให้นั่ง

ไต่ถามถึงความสุขความสบาย จึงกล่าวคำนี้ว่า

[๗]

สิ่งของที่ควรให้ซึ่งเป็นของเราทั้งหมด

เราสละไปแล้ว พราหมณ์เอ๋ย

ท่านจงเชื่อเราเถิด เราไม่มีทรัพย์ ๕๐๐ เลย

[๘]

(ปังกทันตพราหมณ์กล่าวว่า)

ถ้าเมื่อเราขอ ท่านไม่ให้สิ่งที่มีอยู่

ในวันที่ ๗ ขอให้ศีรษะท่านแตกเป็น ๗ เสี่ยง

[๙]

พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก

แสดงท่าทาง(หลอกลวง) กล่าวคำที่น่ากลัว

พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำพูดของเขาแล้วก็เป็นทุกข์

[๑๐]

(พราหมณ์พาวรี) ถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแทงแล้ว

ไม่บริโภคอาหาร ซูบผอม

เมื่อท่านมีความคิดอย่างนั้น ใจก็ไม่ยินดีในฌาน

[๑๑]

เทวดาผู้ปรารถนาประโยชน์

เห็นพราหมณ์พาวรีหวาดกลัวเป็นทุกข์อยู่

จึงเข้าไปหาท่านแล้วกล่าวคำนี้ว่า

[๑๒]

พราหมณ์ผู้ต้องการทรัพย์นั้นเป็นคนโกหก

เขาไม่รู้จักศีรษะ ไม่มีความรู้เรื่องศีรษะ

และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

[๑๓]

(พราหมณ์พาวรีคิดว่า) เทวดาผู้เจริญนี้คงจะรู้

(จึงกล่าวไปว่า) ข้าพเจ้าขอถามเรื่องศีรษะ

และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

ขอท่านจงบอกเรื่องนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้าพเจ้าขอฟังคำตอบของท่าน

[๑๔]

(เทวดากล่าวว่า)

แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักเรื่องศีรษะ

และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

เรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

เป็นวิสัยของพระชินเจ้าเท่านั้น

[๑๕]

(พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า)

เทวดา ก็ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้

รู้จักศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

ขอท่านจงบอกผู้นั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

[๑๖]

(เทวดากล่าวว่า)

พระโอรสของเจ้าศากยะ

เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าโอกกากะ

เสด็จออกผนวชจากกรุงกบิลพัสดุ์

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เป็นผู้ก่อความสว่างไสว

[๑๗]

(เทวดากล่าวว่า)

พราหมณ์ เจ้าศากยบุตรพระองค์นั้น

เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง

บรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งหมดแล้ว

มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง

ทรงถึงธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง

ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ

[๑๘]

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระพุทธเจ้าในโลก

มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม

ท่านจงไปทูลถามพระองค์เถิด

พระองค์จักทรงพยากรณ์ปัญหานั้นแก่ท่านได้

[๑๙]

พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า

ก็เบิกบานใจ ความเศร้าโศกก็เบาบางลง

และได้รับปีติเปี่ยมล้น

[๒๐]

พราหมณ์พาวรีนั้นดีใจ เบิกบานใจ

เกิดความปลาบปลื้มใจ

จึงไต่ถามเทวดาถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

(และประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้า

ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกประทับอยู่ ณ ที่ไหน

จะเป็นบ้าน นิคม หรือชนบทใดก็ตาม

พวกเราพึงไปเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า

ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

[๒๑]

(เทวดากล่าวว่า)

เจ้าศายกบุตรพระองค์นั้น ผู้ทรงชนะมาร

มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญาล้ำเลิศแผ่ไพศาลยิ่ง

ทรงปราศจากธุระ ไม่มีอาสวะ

ทรงเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

ทรงเป็นผู้องอาจกว่านรชน

ประทับอยู่ ณ มณเฑียรสถานของพระเจ้าโกศลเขตกรุงสาวัตถี

[๒๒]

ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรีได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย

ผู้เป็นศิษย์ ซึ่งเรียนจบมนตร์มากล่าวว่า มาณพทั้งหลาย

มานี่เถิด เราจักบอก ขอพวกเธอจงฟังคำของเรา

[๒๓]

(พราหมณ์พาวรีกล่าวต่อไปว่า)

ความที่พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดปรากฏเนืองๆ

ในโลกนั่นหาได้ยาก วันนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

เสด็จอุบัติในโลกแล้ว ปรากฏพระนามว่า พระสัมพุทธเจ้า

พวกเธอจงรีบไปกรุงสาวัตถี เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า

ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

[๒๔]

(มาณพทั้งหลายถามว่า)

ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าพวกข้าพเจ้าพบแล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพระพุทธเจ้า

ขอท่านจงบอกวิธีที่จะรู้จักพระองค์

แก่พวกข้าพเจ้าผู้ไม่รู้ด้วยเถิด

[๒๕]

(พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า)

ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

อันมาแล้วในมนตร์ทั้งหลาย

ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้งครบถ้วนโดยลำดับ

[๒๖]

บุคคลใดมีมหาปุริสลักษณะเหล่านั้นอยู่ในตัว

บุคคลนั้นมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น

มิได้มีคติเป็นที่ ๓ เลย

[๒๗]

คือ ถ้าบุคคลนั้นอยู่ครองเรือน

จะพึงครอบครองแผ่นดินนี้

ย่อมปกครองโดยธรรม

โดยไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา

[๒๘]

แต่ถ้าบุคคลนั้น ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

จะเป็นพระอรหันตสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม

มีกิเลสดุจเครื่องปิดบัง ๑- อันเปิดแล้ว

[๒๙]

พวกเธอจงทูลถามด้วยใจเท่านั้นถึงชาติ

โคตร ลักษณะ มนตร์ ศิษย์คนอื่นๆ

ศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

[๓๐]

ถ้าบุคคลนั้นเป็นพระพุทธเจ้า

ผู้มีปกติเห็นธรรมหาเครื่องกางกั้นมิได้

เมื่อพวกเธอถามปัญหาด้วยใจแล้ว

ก็จักทรงวิสัชนาด้วยพระวาจา

[๓๑]

ครั้นฟังคำของพราหมณ์พาวรีแล้ว

พราหมณ์ ๑๖ คนผู้เป็นศิษย์ คือ (๑) อชิตะ

(๒) ติสสเมตเตยยะ (๓) ปุณณกะ (๔) เมตตคู

[๓๒]

(๕) โธตกะ (๖) อุปสีวะ (๗) นันทะ (๘) เหมกะ

(๙) โตเทยยะ (๑๐) กัปปะ (๑๑) ชตุกัณณิ ผู้เป็นบัณฑิต

[๓๓]

(๑๒) ภัทราวุธ (๑๓) อุทัย (๑๔) โปสาละ

(๑๕) โมฆราช ผู้มีปัญญา (๑๖) ปิงคิยะ ผู้เป็นมหาฤๅษี

[๓๔]

พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คนนั้น

แต่ละคนเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ มีชื่อปรากฏแก่ชาวโลกทั่วไป

เป็นผู้บำเพ็ญฌาน ยินดีในฌาน

เป็นผู้มีปัญญาปราดเปรื่อง

เคยอบรมวาสนาแต่ชาติปางก่อนทั้งนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ กิเลสดุจเครื่องปิดบัง มี ๕ อย่าง ได้แก่ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อวิชชา พระผู้มีพระภาค

@ทรงเผากิเลสเหล่านี้ด้วยไฟคือญาณ (ดูรายละเอียดในข้อ ๑๑๘/๓๘๕)

[๓๕]

ทุกคนเกล้าชฎาและครองหนังเสือ

อภิวาทพราหมณ์พาวรีและกระทำประทักษิณแล้ว

ต่างออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร

[๓๖]

สู่สถานที่ตั้งแคว้นมุฬกะ กรุงมาหิสสติในกาลนั้น

กรุงอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสา เมืองวนสวหยา ๑-

[๓๗]

กรุงโกสัมพี เมืองสาเกต กรุงสาวัตถีอันอุดม

เมืองเสตัพยะ กรุงกบิลพัสดุ์ กรุงกุสินารา

[๓๘]

กรุงปาวา โภคนคร กรุงเวสาลี แคว้นมคธ

และปาสาณกเจดีย์ อันรื่นรมย์ น่ารื่นเริงใจ

[๓๙]

พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา

เหมือนคนกระหายน้ำรีบหาน้ำเย็นดื่ม

เหมือนพ่อค้าได้ลาภใหญ่มาครอง

และเหมือนคนถูกความร้อนแผดเผารีบหาร่มเงา

[๔๐]

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม

ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่

ประหนึ่งว่าราชสีห์บันลือสีหนาทอยู่ในป่า

[๔๑]

อชิตมาณพได้เห็นพระพุทธเจ้า

ผู้เป็นดุจดวงอาทิตย์อันมีรัศมีเจิดจ้า

และดุจดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญ

[๔๒]

ลำดับนั้น อชิตมาณพยืนอยู่ ณ ที่สมควร

รื่นเริงใจ เพราะได้เห็นอนุพยัญชนะ

บริบูรณ์ในพระวรกายของพระผู้มีพระภาค

จึงได้ทูลถามปัญหาด้วยใจว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ วนสวหยา มีชื่ออีก ๒ อย่าง คือ (๑) ปวนนคร (๒) วนสาวัตถี (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๑๓-๑๐๑๘/๔๓๐)

[๔๓]

(อชิตมาณพทูลถามปัญหาทางใจว่า)

ขอพระองค์ตรัสระบุให้แน่ชัด

ถึงชาติ โคตร พร้อมด้วยลักษณะ

ขอโปรดตรัสบอกความสำเร็จในมนตร์ทั้งหลายว่า

พราหมณ์สอนมาณพเท่าไร

[๔๔]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า)

พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร

มีลักษณะ ๑- ๓ อย่างอยู่ในตัว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ๒-

[๔๕]

พราหมณ์นั้นถึงความสำเร็จ

ในลักษณะมนตร์ ๓- และประวัติศาสตร์ ๔-

พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ ๕- และเกฏุภศาสตร์ ๖-

ชื่อว่าถึงความสำเร็จในหลักธรรมของตน

กล่าวสอนมนตร์แก่ศิษย์ ๕๐๐ คน

[๔๖]

(อชิตมาณพทูลถามว่า)

ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดตัณหาเสียได้

ขอพระองค์โปรดประกาศความเด่นชัด

แห่งลักษณะของพราหมณ์พาวรี

อย่าให้พวกข้าพระองค์มีความสงสัยเลย

@เชิงอรรถ :

@๑ ลักษณะ หมายถึงมหาปุริสลักษณะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๒๖-๑๐๒๗/๔๓๒)

@๒ ไตรเพท หมายถึงคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ คือฤคเวท (อิรุเวท) ยชุรเวท และสามเวท (ส่วนอาถรรพเวท

@ปรากฏภายหลังจากการปรากฏของพระสูตรนี้

@๓ มนตร์ ในคัมภีร์พระเวท หมายถึงบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า ซึ่งรวบรวมเป็นหมวดๆ เรียกชื่อว่า ฤคเวท

@ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท

@๔ ประวัติศาสตร์ คือพงศาวดารเล่าเรื่องเก่าๆ มักจะมีคำว่า สิ่งนี้ได้เป็นมาอย่างนี้

@๕ นิฆัณฑุศาสตร์ คัมภีร์ประเภทศัพท์มูลวิทยา (Etymology) คลังศัพท์ (Lexicon) หรืออภิธานศัพท์

@(Glossary) ที่รวบรวมคำศัพท์ในพระเวทซึ่งเป็นคำยาก หรือคำที่เลิกใช้แล้ว นำมาอธิบายความหมาย

@เป็นส่วนหนึ่งของนิรุกติ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า

@นิฆัณฏุ (ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔)

@๖ เกฎุภศาสตร์ คัมภีร์ว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นส่วน

@หนึ่งของกัลปะซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ไกฏภ

@(ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔)

[๔๗]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า)

พราหมณ์นั้นย่อมใช้ลิ้นปิดหน้าได้

มีอุณาโลมอยู่ระหว่างคิ้ว มีคุยหฐานซ่อนอยู่ในฝัก

มาณพ เธอจงรู้อย่างนี้

[๔๘]

ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใครถามปัญหาอะไร

ได้ยินแต่ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์

ก็ปลาบปลื้มใจ ประนมอัญชลีแล้วพากันคิดไปต่างๆ ว่า

[๔๙]

ใครหนอ เป็นเทพ เป็นพระพรหม

หรือพระอินทร์ผู้สุชัมบดีเมื่อถามปัญหาด้วยใจ

พระผู้มีพระภาคตรัสบอกปัญหานั้นกับใครเล่า

[๕๐]

(อชิตมาณพกราบทูลว่า)

พราหมณ์พาวรีถามถึงเรื่องศีรษะ

และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ขอพระองค์โปรดพยากรณ์ปัญหานั้น

กำจัดความสงสัยของพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด

[๕๑]

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

เธอจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ

วิชชาที่ประกอบด้วยสัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ

และวิริยะเป็นธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป

[๕๒]

ลำดับนั้น อชิตมาณพ มีความปลาบปลื้มใจมากล้น

สนับสนุนแล้ว พาดหนังเสือเฉวียงบ่า

ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท (แล้วกราบทูลต่อไปว่า)

[๕๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ

พราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยเหล่าศิษย์มีจิตเบิกบาน ดีใจ

ขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์

[๕๔]

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)

ขอพราหมณ์พาวรี พร้อมด้วยเหล่าศิษย์

จงมีความสุขและแม้เธอเองก็ขอให้มีความสุข

มีชีวิตอยู่ยืนนานเถิด มาณพ

[๕๕]

เราให้โอกาสแก่พราหมณ์พาวรี แก่เธอ

และมาณพทั้งหมดถามข้อสงสัยทั้งปวง

พวกเธอปรารถนาจะถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จงถามเถิด

[๕๖]

อชิตมาณพได้รับโอกาสจากพระสัมพุทธเจ้าแล้ว

นั่งประคองอัญชลี ทูลถามปัญหาข้อแรกกับพระตถาคต

ณ ปาสาณกเจดีย์นั้น

วัตถุคาถาจบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๐ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๐ขุททกนิกาย จูฬนิทเทสหัวข้อถัดไปอชิตมาณวกปัญหานิทเทส