ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๑
  6. /
  7. …
  8. /
  9. มหาวรรค
  10. /
  11. ๑. ญาณกถา
  12. /
  13. อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส

อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส

เล่มที่ ๓๑ · ข้อ ๒๑๑ · บรรทัด ๒๓๒๘

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส

[๒๑๑-๒๑๔] พึงทราบวินิจฉัยในอานันตริกสมาธิญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.

ในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมวเสน - ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะมีอธิบายดังต่อไปนี้

ธรรมทั้งหลายคือเนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา การกำหนดธรรมที่ไม่ฟุ้งซ่าน ญาณและปราโมทย์ประกอบด้วยอุปจารฌานของพระสุกขวิปัสสก เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสนั้นๆ สัมปยุตด้วยจิตดวงเดียวเท่านั้น.

บทว่า จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป - เอกัคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน คือความเป็นจิตเลิศดวงเดียว ชื่อว่าเอกัคตา. ชื่อว่าอวิกเขปะ เพราะจิตไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ด้วยเอกัคตานั้น. อธิบายว่า ความไม่ฟุ้งซ่าน กล่าวคือความที่จิตเป็นเอกัคตา.

บทว่า สมาธิ ความว่า ชื่อว่าสมาธิ เพราะจิตตั้งอยู่เสมอในอารมณ์เดียว.

บทว่า ตสฺส สมาธิสฺส วเสน - ด้วยอำนาจแห่งสมาธินั้น คือด้วยอำนาจแห่งสมาธิมีประการดังกล่าวแล้ว เพราะรู้ตามความเป็นจริงแห่งจิตตั้งมั่นแล้ว ด้วยอุปจารสมาธิ.

บทว่า อุปฺปชฺชติ ญาณํ - ญาณย่อมเกิดขึ้น คือมรรคญาณย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ.

บทว่า ขียนฺติ - ย่อมสิ้นไป ด้วยสามารถการตัดขาด.

บทว่า อิติ เป็นบทสรุปอรรถมีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า ปฐมํ สมโถ - สมถะมีก่อน คือ สมาธิย่อมมีในส่วนเบื้องต้น.

บทว่า ปจฺฉา ญาณํ - ญาณมีภายหลัง คือ ญาณย่อมมีในขณะมรรค ในส่วนหลัง.

บทว่า กามาสโว - กามาสวะ คือ ราคะประกอบด้วยกามคุณ.

บทว่า ภวาสโว - ภวาสวะ คือ ฉันทราคะในรูปภพ อรูปภพ ความใคร่ในฌาน ราคะเกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยสามารถแห่งภพ.

บทว่า ทิฏฺฐาสโว - ทิฏฐาสวะ คือ ทิฏฐิ ๖๒.

บทว่า อวิชฺชาสโว - อวิชชาสวะ คือ ความไม่รู้ในฐานะ ๘ มีทุกข์เป็นต้น.

ท่านทำคำถามตามโอกาสด้วยสัตตมีวิภัตติ แล้วแสดงความสิ้นอาสวะด้วยมรรค ทำความสิ้นอาสวะด้วยบทมีอาทิว่า โสตาปตฺติมคฺเคน - ด้วยโสดาปัตติมรรค แล้วจึงทำคำตอบตามโอกาสด้วยบทว่า เอตฺถ. ท่านอธิบายว่า ในขณะแห่งมรรค.

บทว่า อนวเสโส - ไม่มีส่วนเหลือ คือ อาสวะไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่าอนวเสสะ.

บทว่า อปายคมนีโย - อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ได้แก่นรก กำเนิดเดียรัจฉาน เปรตวิสัยและอสุรกายทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่าอบาย เพราะปราศจากความเจริญคือความสุข.

ชื่อว่า อปายคมนีโย เพราะอรรถว่ายังบุคคลที่มีอาสวะให้ไปสู่อบาย. ท่านกล่าวอาสวักขยกถาไว้แล้วในทุภโตวุฏฐานกถา.

บทว่า อวิกฺเขปวเสน - ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน คือด้วยสามารถแห่งสมาธิเป็นอุปนิสัยแห่งสมาธิอันเป็นไปอยู่.

ในบทว่า ปฐวีกสิณวเสน - ด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณเป็นอาทิมีความดังต่อไปนี้

ท่านกล่าวถึงกสิณ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งอัปปนาสมาธิอันมีกสิณเป็นอารมณ์. ท่านกล่าวพุทธานุสติเป็นต้น มรณสติและอุปสมานุสติ ด้วยสามารถแห่งอุปจารฌาน. ท่านกล่าวอานาปานสติ และกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอัปปนาสมาธิ. ท่านกล่าวอสุภะ ๑๐ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน.

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทธานุสติ. พุทธานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา อรหํ. ๑- ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสตินั้น.

อนึ่ง การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระธรรม ชื่อว่าธรรมานุสติ. ธรรมานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีพระธรรมคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม. ๑-

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภพระสงฆ์ ชื่อว่าสังฆานุสติ. สังฆานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีพระสังฆคุณเป็นอารมณ์มีอาทิว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ. ๑- ____________________________ ๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๙๕

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภศีล ชื่อว่าสีลานุสติ. สีลานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีคุณของศีล คือความที่ศีลไม่ขาดเป็นต้นเป็นอารมณ์.

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภจาคะ ชื่อว่าจาคานุสติ. จาคานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีคุณของการบริจาค คือ ความเป็นผู้เสียสละเป็นต้นเป็นอารมณ์.

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเทวตานุสติ. เทวตานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีคุณ คือศรัทธาเป็นต้นของตนเป็นอารมณ์ ตั้งเทวดาไว้ในที่เผชิญหน้า.

สติเกิดขึ้นปรารภอานาปานะ - หายใจเข้าหายใจออก ชื่อว่าอานาปานสติ. อานาปานสตินี้เป็นชื่อของสติมีอานาปานนิมิตเป็นอารมณ์.

สติเกิดขึ้นปรารภความตาย ชื่อว่ามรณสติ. มรณสตินี้เป็นชื่อของสติมีมรณะ กล่าวคือการตัดชีวิตินทรีย์อันนับเนื่องในภพหนึ่งเป็นอารมณ์.

สติเป็นไปในสรีระที่เรียกว่ากาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งปฏิกูลทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันน่าเกลียด. หรือไปสู่กายเช่นนั้น ชื่อว่ากายคตาสติ. เมื่อควรจะกล่าวว่ากายคตสติ ท่านไม่ทำเป็นรัสสะ กล่าวว่า กายคตาสติ.

แม้ในที่นี้ก็เหมือนกัน ท่านกล่าวว่า กายคตาสติวเสน กายคตาสตินี้เป็นชื่อของสติมีปฏิกูลนิมิตในส่วนของกายมีผมเป็นต้นเป็นอารมณ์.

การระลึกถึงเกิดขึ้นปรารภอุปสมะ - ความสงบ ชื่อว่าอุปสมานุสติ. อุปสมานุสตินี้เป็นชื่อของสติมีการสงบทุกข์ทั้งปวงเป็นอารมณ์.

อสุภะ ๑๐ มีอรรถได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.

เพื่อแสดงถึงประเภทของอัปปนาสมาธิและอุปจารสมาธิ ท่านจึงกล่าวว่า ทีฆํ อสฺสาสวเสน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว คือด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้า ที่ท่านกล่าวแล้วว่า ทีฆํ - ยาว. ดังที่ท่านกล่าวว่า ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ - เมื่อหายใจเข้ายาวย่อมรู้ว่า เราหายใจเข้ายาว.

แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.

บทว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ - การระงับกายสังขาร คือระงับ คือสงบกายสังขาร อันได้แก่การหายใจเข้าและการหายใจออกอย่างหยาบ.

ท่านกล่าวอัปปนาสมาธิด้วยหมวด ๔ นี้ คือ ทีฆํ - ยาว ๑ รสฺสํ - สั้น ๑ รู้แจ้งกายทั้งปวง ๑ ระงับกายสังขาร ๑.

บทว่า ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ คือ ทำปีติให้ปรากฏ.

บทว่า จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิตตสังขาร คือทำจิตตสังขารอันได้แก่ สัญญา เวทนา ให้ปรากฏ.

บทว่า อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง.

บทว่า สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ คือตั้งจิตไว้เสมอในอารมณ์.

บทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต คือเปลื้องจิตจากนิวรณ์เป็นต้น.

ท่านกล่าวหมวด ๔ คือ ปีติปฏิสํเวที - รู้แจ้งปีติ ๑ สุขปฏิสํเวที - รู้แจ้งสุข ๑ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิตตสังขาร ๑ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ - ระงับจิตตสังขาร ๑.

และหมวด ๔ คือ จิตฺตปฏิสํเวที - รู้แจ้งจิต ๑ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ - ทำจิตให้บันเทิง ๑ สมาทหํ จิตฺตํ - ความตั้งจิตไว้ ๑ วิโมจยํ จิตฺตํ - ความเปลื้องจิต ๑ ด้วยอัปปนาสมาธิ และด้วยสมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา.

บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง คือท่านกล่าวด้วยสามารถการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง.

บทว่า วิราคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด คือท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย.

บทว่า นิโรธานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความดับ คือท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการทำลาย.

บทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี - การพิจารณาเห็นความสละคืน ท่านกล่าวด้วยสามารถวุฏฐานคามินีวิปัสสนา - เห็นแจ้งการออกไป.

จริงอยู่ การพิจารณาเห็นความสละคืนนั้น ย่อมสละกิเลสกับด้วยขันธาภิสังขาร ด้วยสามารถตทังคะ.

อนึ่ง ย่อมแล่นไปเพราะน้อมจิตไปในนิพพาน อันตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น ด้วยเห็นโทษในสังขตธรรม. ท่านกล่าวหมวด ๔ นี้ ด้วยสามารถแห่งสมาธิอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา.

อนึ่ง ในบทนี้ว่า อสฺสาสวเสน ปสฺสาสวเสน - ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการหายใจออก ท่านกล่าวถือเอาด้วยสามารถการทำหายใจเข้าหายใจออกเป็นอารมณ์.

ส่วนความพิสดารในบทนี้จักมีแจ้งในอานาปานกถา. จบอรรถกถาอานันตริกสมาธิญาณนิทเทส

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๓๑ ข้อ ๒๑๑ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าญาณัตตยานิทเทสกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๑๑. ญาณกถาหัวข้อถัดไปอรณวิหารญาณนิทเทส