ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๑. พุทธวรรค
  8. /
  9. ๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)

๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๘ · บรรทัด ๘๐๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. อุปาลิเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ

(พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๔๔๑]

ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุชาตะ

ในกรุงหงสวดี มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ

มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก

[๔๔๒]

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์

จบไตรเพท สำเร็จในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ

คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพท อันเป็นธรรมของตน

[๔๔๓]

ครั้งนั้น เหล่าปริพาชกผู้มีผมปอยเดียว

สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชื้อสายพระอาทิตย์

และเหล่าดาบสผู้เที่ยวสัญจร

พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน

[๔๔๔]

แม้พวกเขาก็พากันห้อมล้อมข้าพเจ้า

ด้วยสำคัญว่า เป็นพราหมณ์ มีชื่อเสียง

ชนจำนวนมากพากันบูชาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาใครๆ

[๔๔๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครว่าเป็นผู้ที่ควรบูชา จึงถือตัวจัด

พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นมาตราบใด

คำว่า พุทธะ ก็ยังไม่มีตราบนั้น

[๔๔๖]

เมื่อวันคืนล่วงไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระจักษุ

เสด็จอุบัติขึ้นมาบรรเทาความมืดทั้งปวงในโลก

[๔๔๗]

เมื่อศาสนาแผ่ไปกว้างขวาง มีท่านผู้รู้มากและเป็นปึกแผ่น

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังกรุงหงสวดี

[๔๔๘]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น

ได้ทรงแสดงธรรมเป็นประโยชน์แก่พระบิดา

มีชุมนุมชนอยู่โดยรอบตลอดหนึ่งโยชน์ ตามเวลานั้น

[๔๔๙]

ครั้งนั้น สุนันทดาบสได้รับสมมติจากหมู่ชน(ว่าเป็นเลิศ)

ได้ใช้ดอกไม้บังแดดทั่วพุทธบริษัท

[๔๕๐]

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔

ณ มณฑปดอกไม้ที่งดงาม

เหล่าสัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม

[๔๕๑]

พระพุทธเจ้าทรงบันดาลหยาดฝนคือพระธรรม

ให้ตกลงตลอดทั้ง ๗ คืน ๗ วัน

พอถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า

[๔๕๒]

ท่านผู้นี้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก

ก็จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าใครทั้งหมด

จักเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งหลาย

[๔๕๓]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๔๕๔]

ท่านผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานี มีนามว่าปุณณะ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๔๕๕]

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑-

ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสอย่างนี้แล้ว

ทำให้ประชาชนทั้งปวงร่าเริง ทรงแสดงกำลังของพระองค์

[๔๕๖]

ครั้งนั้น ๒- ประชาชนประนมมือไหว้สุนันทดาบส

แต่สุนันทดาบสครั้นทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว

ก็ได้ชำระคติ(กำเนิด)ของตนให้บริสุทธิ์หมดจด

[๔๕๗]

เพราะข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ณ ที่นั้น

จึงได้มีความดำริว่า เราจักสั่งสมบุญ

โดยประการที่จะได้พบพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

[๔๕๘]

ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็คิดถึงกิจที่เราควรทำว่า

เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร ในเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยม

[๔๕๙]

บรรดาภิกษุผู้เป็นนักสวดทั้งหมดในศาสนา

ภิกษุรูปนี้เป็นนักสวดรูปหนึ่ง

ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางวินัย

ตำแหน่งนั้นข้าพเจ้าปรารถนา ๓- แล้ว

[๔๖๐]

โภคสมบัติของข้าพเจ้านี้นับประมาณมิได้

เปรียบดังห้วงน้ำที่ไม่มีอะไรๆ ทำให้กระเพื่อมได้ (นับไม่ได้)

ข้าพเจ้าได้จ่ายโภคสมบัตินั้นสร้างอารามถวายพระพุทธเจ้า

@เชิงอรรถ :

@๑ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๕/๓๓๓)

@๒ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติขึ้นมา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๖/๓๓๓)

@๓ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งพระวินัยธรผู้เลิศกว่าพระ

@วินัยธรทุกรูป จึงได้สักการะพระศาสดาแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๙/๓๓๔)

[๔๖๑]

ข้าพเจ้าจ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ

ด้านทิศตะวันออกนคร สร้างให้เป็นสังฆาราม

[๔๖๒]

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป

เรือนโล้น ถ้ำ และที่จงกรมไว้ในสังฆารามอย่างดี

[๔๖๓]

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ

โรงน้ำ และห้องอาบน้ำ ถวายแด่หมู่ภิกษุ

[๔๖๔]

ข้าพเจ้าได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง

ภาชนะสำหรับใช้สอย คนวัด และเภสัชนั้นครบทุกอย่าง

[๔๖๕]

ข้าพเจ้าได้จัดตั้งอารักขาไว้ ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง

ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าได้รบกวนอารามแห่งนั้น

ของท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่เลย

[๔๖๖]

ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนสร้างที่อยู่ไว้ในสังฆาราม

ครั้นให้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงน้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

[๔๖๗]

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขอพระองค์ทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ

ข้าพระองค์ขอมอบถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเถิด

[๔๖๘]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงเป็นผู้นำ

ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้

[๔๖๙]

ข้าพเจ้าทราบการรับของพระสัพพัญญู

ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่

จึงตระเตรียมโภชนาหารแล้ว ไปกราบทูลภัตตกาล

[๔๗๐]

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลภัตตกาลแล้ว

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ

พร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป

ได้เสด็จมาสู่อารามของข้าพเจ้า

[๔๗๑]

ข้าพเจ้าทราบเวลาที่พระองค์ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว

จึงอังคาสให้อิ่มหนำ

ทราบเวลาที่เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๔๗๒]

อารามชื่อโสภณะข้าพระองค์จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อมา

ได้สร้างจนเสร็จเรียบร้อยด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเช่นกัน

ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ทรงรับเถิด

[๔๗๓]

ด้วยการถวายพระอารามแห่งนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น

เมื่อข้าพระองค์บังเกิดในภพ

ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด

[๔๗๔]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม

ที่ข้าพเจ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๔๗๕]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายสังฆาราม

ซึ่งสร้าง(กุฏิ ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น)

เสร็จเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๔๗๖]

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า

พลรถ และพลเดินเท้า จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

[๔๗๗]

เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น

กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

[๔๗๘]

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งสวยงาม

สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

[๔๗๙]

มีหน้ากลมโต ๑- มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม

เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

[๔๘๐]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๔๘๑]

จักได้สิ่งของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้

เป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่รู้จักพร่อง ครองเทวสมบัติ

[๔๘๒]

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ

เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๔๘๓]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ กัป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๔๘๔]

ท่านผู้นี้จักมีนามว่าอุบาลี

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๔๘๕]

จักถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ๒-

ดำรงศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๔๘๖]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ

ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ

จักทรงตั้ง(อุบาลี)ไว้ในเอตทัคคะ

@เชิงอรรถ :

@๑ มีหน้ากลมโต ในที่นี้แปลตามบาลี อาฬารมุขา แต่อรรถกถาเป็น อาฬารปมฺหา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗๙/๓๓๕)

@และข้ออื่นๆ ในเล่มเดียวกัน เช่นข้อ ๙๕/๑๐๕, ๗๖/๔๒๙ เป็น อาฬารปมฺหา เหมือนกันแปลว่า มีตากลมโต

@๒ ฐานะและมิใช่ฐานะ หมายถึงเหตุและมิใช่เหตุ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๕/๓๓๕)

[๔๘๗]

ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ๑-

เริ่มต้นตั้งแต่(หลายแสน)กัปที่นับมิได้

ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้น

ทั้งได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามลำดับ

[๔๘๘]

คนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา

ถูกเสียบไว้ที่หลาวแล้ว ไม่ได้ความสำราญที่หลาว

ต้องการแต่จะหลุดพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด

[๔๘๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถูกคุกคามด้วยอาชญาคือภพ ถูกเสียบไว้ที่หลาวคือกรรม

ถูกเวทนาคือความกระหายบีบคั้นแล้ว

[๔๙๐]

ไม่ประสบความสำราญในภพ

ถูกไฟ ๓ กอง ๒- แผดเผาอยู่ แสวงหาอุบายรอดพ้น

ดุจคนแสวงหาอุบายรอดพ้นจากพระราชอาญา ฉะนั้น

[๔๙๑]

คนดื่มยาพิษ ถูกยาพิษบีบคั้น

เขาจึงแสวงหายากำจัดยาพิษ

[๔๙๒]

เมื่อแสวงหา จึงได้พบยากำจัดยาพิษ

ดื่มยานั้นแล้วก็มีความสุข เพราะรอดพ้นจากยาพิษ ฉันใด

[๔๙๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ข้าพระองค์ก็เป็นเหมือนคนถูกยาพิษทำร้าย

ถูกอวิชชาบีบคั้น จึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ คือข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เลิศกว่าใครๆ ในทางทรงจำวินัย

@ในศาสนาของพระโคดมผู้มีพระภาค (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๗/๓๓๖)

@๒ ไฟ ๓ กอง ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟที่เกิดขึ้นในกัป ไฟคือทุกข์

@(ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖)

[๔๙๔]

เมื่อแสวงหายาคือพระธรรมก็ได้พบศาสนาของพระศากยะ

ศาสนานั้นเป็นยาชั้นเลิศกว่ายาทุกขนาน

สำหรับบรรเทาลูกศรทุกชนิด ๑-

[๔๙๕]

ข้าพระองค์ดื่มธรรมโอสถแล้วก็ถอนพิษได้ทั้งหมด

ข้าพระองค์ได้สัมผัสพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ ไม่ตาย

เป็นภาวะเย็นสนิท

[๔๙๖]

คนถูกผีคุกคาม ถูกผีสิงบีบคั้น

พึงแสวงหาหมอผี เพื่อรอดพ้นจากผี

[๔๙๗]

เมื่อแสวงหา ก็ได้พบหมอผีผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี

หมอผีนั้นจึงขับไล่ผีให้คนนั้น

และทำผีพร้อมทั้งต้นเหตุให้พินาศ ฉันใด

[๔๙๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถูกผีคือความมืด(คือกิเลส)เบียดเบียน

จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณเพื่อรอดพ้นจากความมืด

[๔๙๙]

ต่อมา ข้าพระองค์ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือกิเลส

พระศากยมุนีนั้น ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์

ดุจหมอผีขับไล่ผีไป ฉะนั้น

[๕๐๐]

ข้าพระองค์ได้ตัดกระแสการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

ห้ามกระแสแห่งตัณหาได้ ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้น

ดุจหมอผีขับไล่ผีไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉะนั้น

[๕๐๑]

พญาครุฑโฉบลงจับนาคซึ่งเป็นภักษาของตน

ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมถึง ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ลูกศรทุกชนิด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๙๔/๓๓๗)

[๕๐๒]

ครั้นพญาครุฑนั้นจับนาคได้แล้ว เบียดเบียนนาค ให้ห้อยหัวลง

มันจับนาคพาบินไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด

[๕๐๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ข้าพระองค์ก็เหมือนพญาครุฑที่มีพลัง

แสวงหาอสังขตธรรม ๑- ได้ชำระโทษทั้งหลายแล้ว

[๕๐๔]

ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันประเสริฐ

จึงยึดถือเอาสันติบท ๒- อันยอดเยี่ยมนี้อยู่

ดุจพญาครุฑจับนาคไป ฉะนั้น

[๕๐๕]

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี ๓- เกิดในสวนจิตรลดาแล้ว

ล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงจะเกิดผลผลหนึ่ง

[๕๐๖]

เทพทั้งหลาย เข้าไปนั่งเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้น

เมื่อกาลนานๆ จะมีผลสักคราว

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้นเป็นเถาวัลย์ชั้นสูงสุด

เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทวดาอย่างนี้

[๕๐๗]

นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพระองค์จึงจะได้ปรนนิบัติพระมุนีนั้นนอบน้อมทั้งเช้าเย็น

ดุจเหล่าเทวดาได้เข้าไปเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีทั้งเช้าเย็น ฉะนั้น

[๕๐๘]

การปรนนิบัติ(พระพุทธเจ้า)ไม่เป็นหมัน(เปล่าประโยชน์)

และการนอบน้อมก็ไม่เปล่าประโยชน์

ถึงข้าพระองค์จะมาจากที่ไกล

ขณะ ๔- ก็มิได้ล่วงเลยข้าพระองค์ไป

@เชิงอรรถ :

@๑ อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน

@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๓/๓๓๘)

@๒ สันติบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๔/๓๓๘)

@๓ อาสาวดี เป็นชื่อของผิวพรรณที่ได้ยาก ท่านก็กล่าวถึงเถาวัลย์อาสาวดีที่หายากมากในหมู่เทพยดา

@เป็นเถาวัลย์ที่เหล่าเทวดาต้องการ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๕/๓๓๙)

@๔ ขณะ ในที่นี้หมายถึงขณะการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๘/๓๓๙)

[๕๐๙]

ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น

เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง)

มีจิตสงบระงับเที่ยวไป

[๕๑๐]

ธรรมดาดอกปทุมพอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์

ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน)

เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า

[๕๑๑]

ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ

เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง)

นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง

[๕๑๒]

นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน

ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม

พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่)

ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด

[๕๑๓]

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม

ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม

[๕๑๔]

ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป

ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ

ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ๑-

ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน

[๕๑๕]

ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน

ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด

ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐)

[๕๑๖]

ธรรมแม้นั้น คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์

อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งปวง

ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว

ภาณวารที่ ๒ จบ

[๕๑๗]

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์นานจนนับกัปไม่ได้

ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว

ทั้งได้สันติบท ๑- อันยอดเยี่ยมตามลำดับ

[๕๑๘]

ข้าพระองค์ถึงความสำเร็จในวินัย

เป็นเหมือนภิกษุผู้แสวงคุณผู้มีชื่อเสียง

ไม่มีภิกษุรูปอื่นจะเสมอเหมือนข้าพระองค์

ข้าพระองค์ทรงจำคำสั่งสอนไว้ได้

[๕๑๙]

ในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ คือ ในวินัย ในขันธกะ ๒-

ในปริจเฉท ๓ (คือ ในสังฆาทิเสส ๓ หมวด

และปาจิตตีย์ ๓ หมวด) ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๗/๓๔๑)

@๒ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์, ขันธกะ หมายถึงมหาวรรคและจุลวรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)

@๓ ติกสังฆาทิเสส อาบัติสังฆาทิเสส ๓ หมวด เป็นข้อกำหนด ๓ ประการของพระวินัยธร ผู้จะตัดสินอธิกรณ์

@จะต้องตรวจดูว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในข้อกำหนดไหน ใน ๓ ประการนั้น เช่น นางภิกษุณี เรียกนาง

@ภิกษุณีอื่นที่ถูกภิกษุณีสงฆ์ยกออกจากหมู่โดยชอบธรรม ชอบด้วยวินัย ชอบด้วยสัตถุศาสน์ กลับเข้าหมู่

@เช่นนี้ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ คือ (๑) มีความเข้าใจ

@กรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมว่าเป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมเรียกนางภิกษุณี ที่ถูกลงโทษ

@กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๒) มีความสงสัยในกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรม เรียกนาง

@ภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๓) มีความเข้าใจกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบ

@ธรรมว่า เป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยไม่ชอบธรรม เรียกนางภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ

@สังฆาทิเสส ติกปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ๓ หมวด คือภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ โดยสถานใดสถานหนึ่ง

@ในข้อกำหนด ๓ ประการ เช่น ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันแล้ว (๑) มีความสำคัญว่าเกิน ๑๐

@วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๒) มีความสงสัยว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๓) มีความสำคัญว่า

@ยังไม่เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๘/๖)

ในหมวดที่ ๕ ๑- ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยอักขระ(คือสระ)

หรือแม้ในพยัญชนะเลย

[๕๒๐]

ข้าพระองค์ฉลาดในวิธีข่ม ในการกระทำคืน

ในฐานะที่ควรและฐานะที่ไม่ควร

ในการเรียกภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่

และในการช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติ

ถึงความสำเร็จในการกระทำทางวินัยกรรมทุกอย่าง

[๕๒๑]

ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยและขันธกะ และขยายอุภโตวิภังค์

เรียก(ภิกษุผู้ถูกลงโทษ)กลับเข้าหมู่โดยกิจ(หน้าที่)

[๕๒๒]

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติศาสตร์

และฉลาดในประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์

สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ไม่มี

ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในศาสนาของพระศาสดา

[๕๒๓]

ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ๒-

บรรเทาความสงสัยได้ทุกอย่าง ในศาสนาของพระศากยบุตร

ตัดความลังเลได้หมดสิ้น

[๕๒๔]

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บทหน้า

บทหลัง อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย

[๕๒๕]

เหมือนอย่างพระราชาผู้มีพลัง

ทรงจับไพร่พลของพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์

ให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้ว รับสั่งให้สร้างนครไว้ในที่นั้น

[๕๒๖]

พึงรับสั่งให้สร้างกำแพง รับสั่งให้ขุดคูรอบ ตั้งเสาระเนียด

สร้างซุ้มประตู สร้างป้อมต่างๆ ไว้ในนคร เป็นอันมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ ในหมวดที่ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปริวาร (ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด คือ อาทิกัมมิกะ

@ปาจิตตีย์ มหาวรรค จูฬวรรค ปริวาร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)

@๒ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ในอรรถกถาเป็น รูปทกฺเข แก้ว่า ในคราวมองเห็นรูปก็คือในการวินิจฉัยวินัย

@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๒๓/๓๔๒)

[๕๒๗]

พึงรับสั่งให้สร้างถนนสี่แยก ทางแยก

ร้านตลาด จัดสรรไว้เป็นอย่างดี

สร้างศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่ตัดสินคดีความไว้ในนครนั้น

[๕๒๘]

เพื่อป้องกันอริราชศัตรู เพื่อจะรู้ช่องทาง(ดีร้าย)

เพื่อดูแลรักษากำลังพล พระราชาเจ้านครนั้น

จึงทรงแต่งตั้งแม่ทัพไว้

[๕๒๙]

เพื่อรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งคนที่ฉลาด

ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้เป็นผู้รักษาสิ่งของ

ด้วยตั้งพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าเสียหายไปเลย

[๕๓๐]

ผู้ใดสมัครสมานกับพระราชา

และปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่พระราชา

พระราชาย่อมมอบหน้าที่แก่ผู้นั้น ๑-

เพื่อปฏิบัติตอบแทนต่อมิตร

[๕๓๑]

พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงแต่งตั้งผู้ที่ฉลาดในลางบอกเหตุ

ในนิมิตและในลักษณะ

ผู้คงแก่เรียน ผู้ทรงมนตร์ ๒- ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต

@เชิงอรรถ :

@๑ บาทคาถาว่า สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ เดิมแปลว่า

@เขาเป็นผู้พร้อมเพรียงกับพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ใด ย่อมมอบหน้าที่ คือความเป็นใหญ่

@ในการวินิจฉัยแก่ผู้นั้นเพื่อปฏิบัติเพื่อความเป็นมิตร โส เขาสามัคคีกับพระราชาพอฟังได้ แต่ถ้าจะตั้งคน

@ที่ตนชอบพอให้เป็นคนตัดสินคดีความ คงไม่ได้ เพราะ โส คงแทนนามนามที่กล่าวชื่อมาแล้ว คือ คนที่ดูแล

@รักษาสิ่งของ ถ้าจะว่า โส แทนบทว่า ราชา ก็ฟังไม่ขึ้น ราชาที่ไหนมาสามัคคีกับราชานี้ จึงแปลตามแนว

@ฉบับพม่าและอรรถกถา (มมตฺโต โหติ โย รญฺโญติ โย ปณฺฑิโต รญฺโญ มมตฺโต มามโก ปกฺขปาโต

@โหติ. วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉตีติ อสฺส รญฺโญ วุฑฺฒึ จ วิรุฬฺหึ โย อิจฺฉติ กาเมติ, ตสฺส อิตฺถมฺภูตสฺส ราชา

@อธิกรณํ วินิจฺฉยาธิปจฺจํ เทติ มิตฺตสฺส มิตฺตภาวสฺส ปฏิปชฺชิตุนฺติ สมฺพนฺโธ ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๐/๓๔๔)

@๒ ผู้ที่ฉลาดลางบอกเหตุ หมายถึงผู้บอกคัมภีร์ไวยากรณ์แก่ศิษย์จำนวนมาก ผู้ทรงจำมนต์ ได้แก่ ผู้ทรง

@จำไตรเพท (พระเวท ๓ เป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ (๑) ฤคเวท ประมวลบทความ

@สรรเสริญ เทพเจ้า (๒) ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ (๓) สามเวท

@ประมวลบทเพลงขับ สำหรับสวดแล้วร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ

@ต่อมาเพิ่มอาถรรพเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกเป็น ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๑/๓๔๔)

[๕๓๒]

พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้

พสกนิกรจึงขนานพระนามว่ากษัตริย์

เหล่าอำมาตย์จึงถวายการอารักขาพระราชาทุกเมื่อ

ดุจนกจักรพากเฝ้ารักษานกผู้ประสบทุกข์

[๕๓๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เป็นดุจกษัตริย์ ผู้ขจัดข้าศึกศัตรูได้แล้ว

ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงขนานพระนามว่าธรรมราชา

[๕๓๔]

พระองค์ทรงปราบเหล่าเดียรถีย์

ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร

ทรงขจัดความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครคือพระธรรมไว้

[๕๓๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ในนครคือพระธรรมนั้น

พระองค์มีศีลเป็นปราการ มีพระญาณเป็นซุ้มประตู

มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด และมีความสังวรเป็นนายประตู

[๕๓๖]

ข้าแต่พระมุนี พระองค์มีสติปัฏฐานเป็นป้อม

มีพระปัญญาเป็นชุมทาง

มีอิทธิบาทเป็นถนนสี่แยก

ธรรมวิถี พระองค์ก็ทรงสร้างไว้ดีแล้ว

[๕๓๗]

พระองค์มีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม

และพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ ๑- แม้ทั้งมวล

นี้เป็นธรรมสภา

@เชิงอรรถ :

@๑ พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ คือ (๑) สุตตะ พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส (๒) เคยยะ

@ข้อความ ที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน คือพระสูตรที่มีคาถารวมอยู่ด้วยทั้งหมด (๓) เวยยากรณะ

@ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา (๔) คาถา

@ความร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรีคาถา (๕) อุทาน พระคาถาพุทธอุทาน (๖) อิติวุตตกะ พระสูตร

@ที่เรียกว่าอิติวุตตกะ มี ๑๑๒ สูตร (๗) ชาตกะ ชาดก ๕๐๐ เรื่อง (๘) อัพภูตธรรม เรื่องอัศจรรย์

@คือ พระสูตรที่กล่าวถึง ข้ออัศจรรย์ต่างๆ (๙) เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบ เช่นจูฬเวทัลลสูตร

@มหาเวทัลลสูตร) (ขุ.อะ-ปะ.อ. ๑/๕๓๗/๓๔๕)

[๕๓๘]

พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง)

อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต)

อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา)

อาเนญชวิหารธรรม ๑- (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว)

นิโรธวิหารธรรม ๒- (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี

[๕๓๙]

พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้

ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร

เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์

[๕๔๐]

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ

ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ)

เป็นปุโรหิตของพระองค์

[๕๔๑]

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่

มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

[๕๔๒]

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม

เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ๓- ในศาสนา

มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์

[๕๔๓]

พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป

ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย

ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์

@เชิงอรรถ :

@๑ อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติผล

@สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖

@๒ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖)

@๓ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗)

[๕๔๔]

สาวกของพระพุทธองค์ บางรูปไต่ถามปัญหาในวินัย

ในปัญหาที่ถามมานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด(ลังเล)

ย่อมอธิบายปัญหานั้นได้เลย

[๕๔๕]

ข้าแต่พระมหามุนีตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระองค์

ในพระวินัยไม่มีใครผู้เช่นกับข้าพระองค์

ผู้ที่ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน

[๕๔๖]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว

บันลืออย่างนี้ว่า ผู้เสมอกับอุบาลีในพระวินัย ๑-

และในขันธกะ(คือในมหาวรรค จูฬวรรคและปริวาร)ไม่มี

[๕๔๗]

สำหรับท่านผู้เห็นพระวินัยเป็นหลักสำคัญ

นวังคสัตถุศาสตร์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ทั้งหมดพระศาสดาตรัสไว้ในวินัย ๒-

[๕๔๘]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ

ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว

ทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

[๕๔๙]

ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้นานนับได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป

ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ถึงความสำเร็จในวินัย

@เชิงอรรถ :

@๑ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ วินัยทั้งฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี

@๒ คำว่า วินเย กถิตํ สพฺพํ ฉบับพม่าเป็น วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ในอรรถกถาก็มีนัยเช่นนี้ โดยพระอรรถ-

@กถาจารย์แก้เป็น สพฺพํ วินโยคธํ ตํ วินเย อนฺโตปวิฏฺฐํ วินยมูลกํ อิจฺเจวํ ปสฺสิโน ปสฺสนฺตสฺส

@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๗/๓๔๗)

@คาถานี้ เดิมแปลว่า เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมดไว้ใน

@พระวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย (ฉบับสังคายนา)

@ข้อความตามนัยเดิมนั้น ดูกระไรอยู่ เพราะทำให้สงสัยว่าพระอุบาลีจะเป็นผู้จัดนวังคสัตถุศาสน์ไว้

@ในพระวินัยหรือ

[๕๕๐]

เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นช่างกัลบก (ช่างตัดผม)

เป็นผู้ทำให้เจ้าศากยะทั้งหลายเกิดความเพลิดเพลิน

ได้ละชาติกำเนิดนั้นแล้วมาเป็นบุตร

ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๕๕๑]

ในกัปที่ ๒ นับจากภัทรกัปนี้ไป

ได้มีกษัตริย์พระนามว่าอัญชสะ

ทรงเดชานุภาพหาที่สุดมิได้

ทรงยศหาประมาณมิได้

เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชทรัพย์มาก

[๕๕๒]

ข้าพระองค์ได้เป็นขัตติยกุมารมีนามว่าจันทนะ

เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น

เป็นคนมีกิริยาแข็งกระด้าง

เพราะความมัวเมาในชาติตระกูล ในยศ และในโภคะ

[๕๕๓]

ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐๐ เชือก

ตกมัน ๓ แห่งประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง

แวดล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๕๕๔]

ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีกำลังพลของตนห้อมล้อม

ต้องการจะประพาสอุทยาน

จึงทรงช้างชื่อสิริกะออกจากนครไป

[๕๕๕]

พระสัมพุทธเจ้า ๑- พระนามว่าเทวละ

ผู้เพียบพร้อมด้วยจรณะ ๒- คุ้มครองทวาร

สำรวมด้วยดี เสด็จมาข้างหน้าของข้าพระองค์

@เชิงอรรถ :

@๑ พระสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)

@๒ จรณะ หมายถึงจรณธรรม ๑๕ มีสีลสังวรเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)

[๕๕๖]

ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไป

จะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า

เพราะเหตุนั้น ช้างนั้นเหมือนเกิดความโกรธยกเท้าไม่ขึ้น

[๕๕๗]

ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจ จึงโกรธพระพุทธเจ้า

เบียดเบียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปอุทยาน

[๕๕๘]

เพราะการจะให้ช้างทำร้ายนั้นเป็นเหตุ

ข้าพระองค์จึงมิได้ประสบความสำราญ

ศีรษะเป็นเหมือนมีไฟลุกโพลงอยู่

ข้าพระองค์ถูกความเร่าร้อนเผาไหม้อยู่ เหมือนปลาติดเบ็ด

[๕๕๙]

แผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครเป็นที่สุด

ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นดุจไฟลุกท่วม

ข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

[๕๖๐]

หม่อมฉันได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า

ผู้เป็นพระสยัมภูพระองค์ใด

ผู้เป็นดังอสรพิษที่ถูกทำให้โกรธ

ดังกองไฟที่ลามมา ดังช้างพลายตัวตกมัน ๑-

[๕๖๑]

พระพุทธชินเจ้า ผู้มีตบะแก่กล้า ถูกข้าพระองค์รุกราน

พวกเราชาวเมืองทั้งปวงจักพินาศ

พวกเราจักขอขมาพระมุนีนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ แปลตามอรรถกถา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๐/๓๕๐) ท่านเปรียบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าว่า

@เป็นดังอสรพิษร้ายบ้าง ดังกองไฟบ้าง ดังราชสีห์ชาติไกรสรบ้าง ดังช้างตกมันบ้าง คนที่เข้าใกล้อสรพิษ

@กองไฟลุกโชติช่วง ราชสีห์ดุร้าย ช้างตกมัน ย่อมได้รับอันตราย ฉันใด ผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า

@พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ย่อมประสบบาปกรรมใหญ่หลวง ก็ฉันนั้น

@ดังบาลีว่า

@อาสีวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี

@มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา.

@(ขุ.อป. ๓๒/๒๗๐/๔๔๙)

@คาถาที่ ๕๖๐ นี้ เดิมแปลอสรพิษร้าย และกองไฟเป็นอุปมาของช้าง

[๕๖๒]

หากพวกเราจักไม่ขอขมาพระองค์(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่น

แว่นแคว้นของเราจักพินาศภายในวันที่ ๗

[๕๖๓]

พระเจ้าสุเมขลราช พระเจ้าโกสิยราช

พระเจ้าสิคควราช พระเจ้าสัตตกราชเหล่านั้นพร้อมเสนา

ได้รุกรานท่านฤๅษีทั้งหลายแล้ว ได้ถึงความทุกข์ยาก

[๕๖๔]

ท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว

ประพฤติประเสริฐ ย่อมโกรธในกาลใด

ในกาลนั้นย่อมทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ท้องทะเล และภูเขา ให้พินาศไป

[๕๖๕]

ข้าพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนมาประชุมกันในพื้นที่

ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ

จึงเข้าไปหาพระสยัมภูพุทธเจ้า

[๕๖๖]

ประชาชน(พร้อมทั้งข้าพระองค์)ทั้งหมด

มีผ้าเปียก ศีรษะเปียก ประนมมือ

พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระสยัมภูพุทธเจ้า

แล้วได้กราบเรียนคำนี้ว่า

[๕๖๗]

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ขอพระคุณเจ้าโปรดยกโทษเถิด

ประชาชนอ้อนวอนพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดช่วยบรรเทาความเร่าร้อน

และขอพระคุณเจ้าอย่าได้ทำแว่นแคว้นให้พินาศเลย

[๕๖๘]

มวลมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ทานพ และรากษส ๑-

จะพึงเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะของข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทานพ หมายถึงอสูรจำพวกหนึ่ง รากษส หมายถึงยักษ์ร้าย, ผีเสื้อน้ำ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๘/๓๕๑)

[๕๖๙]

(พระพุทธเจ้าตรัสว่า)

ไฟย่อมไม่เกิดในน้ำ พืชย่อมไม่งอกบนแผ่นหิน

กิมิชาติ ๑- ย่อมไม่เกิดในยาพิษ ฉันใด

ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า ฉันนั้น

[๕๗๐]

แผ่นดินไม่หวั่นไหว ฉันใด

พระพุทธเจ้าใครๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น

ทะเลประมาณมิได้ ฉันใด

พระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณมิได้ ฉันนั้น

และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด

พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีที่สุด ฉันนั้น

[๕๗๑]

พระพุทธเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว

มีความเพียรมาก มีการงดโทษให้แก่ผู้อื่นและมีตบะ

ท่านผู้มีความอดทนและมีการอดโทษให้ แก่ผู้อื่น

จะไม่มีการลุอำนาจอคติ

[๕๗๒]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้บรรเทาความเร่าร้อน

เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าต่อหน้ามหาชน ในครั้งนั้น

[๕๗๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ๒-

เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงได้เข้าถึงภาวะที่เลวทราม

ล่วงเลยชาตินั้นมาเข้าสู่นคร(คือนิพพาน)ซึ่งไม่มีภัย

[๕๗๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในครั้งนั้น

พระสยัมภูพุทธเจ้าเห็นข้าพระองค์ถูกไฟแผดเผาอยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ กิมิชาติ หมายถึงสัตว์จำพวกหนอน

@๒ อรรถกถาเป็น ธีราติ ธีร ธิติสมฺปนฺน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๓/๓๕๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ (เป็นคำร้อง

@เรียกที่พระอุบาลีเรียกพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เล่าประวัติในอดีตของตนมาแล้ว)

(แต่)ดำรงอยู่ด้วยดี จึงทรงบรรเทาความเร่าร้อนให้

ข้าพเจ้าจึงทูลขอพระสยัมภูงดโทษให้ ๑-

[๕๗๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในวันนี้

พระผู้มีพระภาคทรงช่วยข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง ๒- แผดเผาอยู่

ให้ถึงภาวะสงบเย็น และทรงช่วยดับไฟ ๓ กองให้แล้ว

[๕๗๖]

ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เงี่ยโสตสดับ จงตั้งใจฟังข้าพเจ้ากล่าว

ข้าพเจ้าจะบอกประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย

โดยประการที่ข้าพเจ้าได้เห็นบท ๓- แล้ว

[๕๗๗]

ข้าพเจ้าดูหมิ่นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น

เพราะกรรมนั้น ในปัจจุบันนี้

จึงมาเกิดในชาติตระกูลต่ำ

[๕๗๘]

ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดขณะ ๔- ไปเลย

เพราะเหล่าสัตว์ผู้ล่วงเลยขณะไปย่อมเศร้าโศก

ขอท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ตนเถิด

ขณะท่านทั้งหลายให้สำเร็จแล้ว

[๕๗๙]

พระผู้มีพระภาคตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลบางพวก

ยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายแรงแก่บุคคลบางพวก

และยารักษาแก่บุคคลบางพวก

@เชิงอรรถ :

@๑ ฉบับเก่าประธานของประโยคคือ ตฺวํ (คือ สัพพนาม แทน คำว่า ภควา ซึ่งพระอุบาลี กำลังกราบทูลอยู่)

@ดูตามความแล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต และอรรถกถาก็ขึ้น ปจฺเจกพุทฺโธ เป็นประธาน

@๒ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟนรก ไฟในเปรตวิสัยและไฟในสังสารวัฏ

@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๕/๓๕๓)

@๓ บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๖/๓๕๓)

@๔ ขณะในที่นี้ หมายถึงขณะเป็นที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๘/๓๕๓)

[๕๘๐]

คือพระผู้มีพระภาค ตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ

ตรัสบอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล

ตรัสบอกยารักษาโรคแก่บุคคลผู้ได้ผลแล้ว

ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงบุญ

[๕๘๑]

ตรัสบอกยาพิษร้ายแรง(คือบาปอกุศล)

แก่บุคคลผู้เป็นข้าศึกต่อศาสนา

ยาพิษร้ายแรงย่อมแผดเผานรชนนั้น

เหมือนอสรพิษร้าย ฉะนั้น

[๕๘๒]

ยาพิษร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วเพียงครั้งเดียว

ก็ย่อมทำให้เสียชีวิตได้ บุคคลทำผิดต่อศาสนาแล้ว

ย่อมถูกแผดเผานับเป็นโกฏิกัป

[๕๘๓]

พระองค์ทรงช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ)

ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน

และด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา

เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

[๕๘๔]

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นเช่นพื้นปฐพี

ไม่ทรงติดข้องในลาภ ในความเสื่อมลาภ

ในความสรรเสริญ ในความถูกดูหมิ่น

เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

[๕๘๕]

พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต

นายขมังธนู โจรองคุลีมาล พระราหุล และช้างธนบาล

[๕๘๖]

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น

ไม่มีความแค้นเคือง ไม่มีความกำหนัด

เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในชนทั้งหมด

คือในนายขมังธนู และในพระโอรส

[๕๘๗]

ท่านทั้งหลายได้พบผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระฤๅษี

ซึ่งเปื้อนคูถ ถูกทิ้งไว้ที่หนทาง

ก็พึงประนมมือเหนือศีรษะแล้วไหว้เถิด

[๕๘๘]

พระพุทธเจ้าเหล่าใดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธงชัยนี้

เพราะเหตุนั้น จึงควรนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น

[๕๘๙]

ข้าพเจ้าทรงจำวินัยที่ดีงาม

เช่นกับองค์แทนพระศาสดาไว้ด้วยหทัย

ข้าพเจ้านมัสการวินัยอยู่ในกาลทั้งปวง

[๕๙๐]

วินัยเป็นที่อาศัยของข้าพเจ้า เป็นที่ยืนเดินของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในวินัย วินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า

[๕๙๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ภิกษุชื่ออุบาลีถึงความสำเร็จในวินัย

เป็นผู้ฉลาดในวิธีระงับอธิกรณ์

ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา

[๕๙๒]

ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง

นมัสการอยู่ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมดี

[๕๙๓]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๕๙๔]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๕๙๕]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

อุปาลิเถราปทานที่ ๖ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน (๕)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๑. พุทธวรรคหัวข้อถัดไป๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน (๗)