ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๓. สุภูติวรรค
  8. /
  9. ๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)

๑. สุภูติเถราปทาน (๒๑)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๒๓ · บรรทัด ๑๕๐๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สุภูติวรรค

หมวดว่าด้วยเรื่องพระสุภูติเป็นต้น

๑. สุภูติเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสุภูติเถระ

(พระสุภูติเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑]

ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่านิสภะ

เขาสร้างอาศรมและบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า

[๒]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นชฎิลมีนามว่าโกสิยะ

มีตบะแก่กล้า ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ที่ภูเขานิสภะ

[๓]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามิได้เก็บผลไม้ เหง้า และใบไม้ มากิน

ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าอาศัยใบไม้เป็นต้นที่หล่นเองเท่านั้นเลี้ยงชีวิต

[๔]

ข้าพเจ้าแม้ถึงจะสละชีวิตก็ไม่ทำอาชีวะให้กำเริบ

ย่อมทำจิตของตนให้ยินดี งดเว้นการแสวงหาที่ไม่สมควรเสีย ๑-

[๕]

เมื่อใดจิตของข้าพเจ้าเกิดความกำหนัด

เมื่อนั้นข้าพเจ้าย่อมพิจารณาด้วยตนเอง

ข้าพเจ้ามีใจเด็ดเดี่ยวข่มจิตนั้นเสียว่า

[๖]

เจ้ากำหนัดในอารมณ์ที่ชวนให้กำหนัด

ขัดเคืองในอารมณ์ที่ชวนให้ขัดเคือง

และหลงในอารมณ์ที่ชวนให้หลง

เพราะฉะนั้น เจ้าจงออกจากป่าไปเสียเถิด

[๗]

ที่อยู่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน มีตบะ

เจ้าอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกจากป่าไปเสียเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ การแสวงหาที่ไม่สมควร หมายถึงการแสวงหาที่ไม่สมควรมีเวชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น

@(ขุ.อป.อ. ๒/๔/๔๔)

[๘]

เจ้าจักเป็นผู้ครองเรือนได้บุตรในกาลใด

ในกาลนั้นเจ้าอย่าให้ล้มเหลวแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นเลย

จงออกจากป่าไปเสียเถิด

[๙]

ฟืนเผาศพ ใช้ทำกิจอะไรในที่ไหนๆ ก็ไม่ได้

ไม้นั้นเขาไม่ได้ถือกันว่า เป็นไม้ในบ้านหรือเป็นไม้ในป่า

และไม่ได้ถือกันว่า เป็นไม้ตามปกติ ฉันใด

[๑๐]

เจ้าก็ฉันนั้น เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ

ไม่ใช่คฤหัสถ์ ทั้งไม่ใช่สมณะ

วันนี้ เจ้าพ้นจากภาวะทั้ง ๒ จงออกจากป่าไปเสียเถิด

[๑๑]

ข้อนี้พึงมีแก่เจ้าหรือหนอ

ใครจะรู้ข้อนี้ของเจ้า ใครจะนำธุระของเจ้าไปโดยเร็ว

เพราะเจ้ามากไปด้วยความเกียจคร้าน

[๑๒]

วิญญูชนจักรังเกียจเจ้า

เหมือนชาวเมืองรังเกียจของไม่สะอาดฉะนั้น

ฤๅษีทั้งหลายจักฉุดเจ้ามาตักเตือนทุกเมื่อ

[๑๓]

วิญญูชนจักประจานเจ้าว่า ล่วงละเมิดศาสนา

ก็เจ้าเมื่อไม่ได้การอยู่ร่วม จักเป็นอยู่อย่างไร

[๑๔]

ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรซึ่งตกมัน ๓ แห่ง

เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ เสื่อมกำลังในเวลามีอายุ ๖๐ ปีแล้ว

ขับออกจากโขลง

[๑๕]

มันถูกขับออกจากโขลงแล้ว หาความสุขสำราญไม่ได้

เป็นสัตว์มีทุกข์ เศร้าใจ ซบเซา สั่นเทาอยู่ ฉันใด

[๑๖]

ชฎิลทั้งหลายจักขับเจ้าผู้มีปัญญาทรามออก

เจ้าถูกชฎิลเหล่านั้นขับออกแล้ว

จักหาความสุขสำราญไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

[๑๗]

เจ้าถูกลูกศรคือความเศร้าโศกเสียบแล้ว

ทั้งกลางวันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อนแผดเผา

เหมือนช้างถูกขับออกจากโขลง ฉะนั้น

[๑๘]

ทองเก๊ ย่อมใช้ไม่ได้ในที่ไหนๆ ฉันใด

เจ้าเสื่อมแล้วจากศีลก็จักใช้ในที่ไหนๆ ไม่ได้ ฉันนั้น

[๑๙]

แม้เจ้าอยู่ครองเรือน จักเป็นอยู่ได้อย่างไร

ทรัพย์ทั้งที่เป็นของมารดาและบิดาของเจ้าที่เก็บไว้ก็ไม่มี

[๒๐]

เจ้าจักต้องทำการงานของตน ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ

จักเป็นอยู่ในเรือนอย่างนี้ เป็นการดีแก่เจ้าที่จะไม่ชอบมัน

[๒๑]

ข้าพเจ้าห้ามใจที่หมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ในที่นั้น

ได้กล่าวธรรมกถาต่างๆ ห้ามจิตจากความชั่ว

[๒๒]

เมื่อข้าพเจ้าเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้

ข้าพเจ้าอยู่ในป่าใหญ่ล่วงเลยมา ๓๐,๐๐๐ ปี

[๒๓]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงเห็นข้าพเจ้าผู้ยินดีในความไม่ประมาท

ผู้แสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด

จึงเสด็จมายังสำนักของข้าพเจ้า

[๒๔]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังสีทองชมพูนุท ๑-

ประมาณมิได้ ไม่มีใครเปรียบได้ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป

เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ

[๒๕]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่มีใครเสมอด้วยพระญาณ

เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ ดังต้นพญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง

เหมือนสายฟ้าในกลีบเมฆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทองชมพูนุท หมายถึงทองคำเนื้อบริสุทธิ์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๔/๑๙๑) ที่เรียกว่า ชมพูนุท เพราะเป็นทอง

@ที่เกิดขึ้นในแควของแม่น้ำมหาชมพู (องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๖๔/๑๙๙)

[๒๖]

ครั้งนั้น พระองค์เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ

ดังพญาราชสีห์ผู้ไม่กลัว

ดุจพญาช้างคึกคะนอง

เหมือนพญาเสือโคร่งผู้ไม่ครั่นคร้าม ฉะนั้น

[๒๗]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมีดังแท่งทองสีสุก

เหมือนถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

มีพระรัศมีโชติช่วงดังแก้วมณี

เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ

[๒๘]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระรัศมี

เหมือนภูเขาไกรลาสที่บริสุทธิ์

เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ

เหมือนดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวัน เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ

[๒๙]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์

เสด็จจงกรมอยู่ในท้องฟ้า

จึงคิดอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นเทวดาหรือมนุษย์

[๓๐]

นรชนเช่นนี้เราไม่เคยได้ฟังหรือได้เห็นในแผ่นดิน

เออ บทมนต์ก็มีอยู่ ผู้นี้จักเป็นพระศาสดา

[๓๑]

ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้วได้ทำจิตของตนให้เลื่อมใส

รวบรวมดอกไม้และของหอมต่างๆ ไว้ในครั้งนั้น

[๓๒]

ข้าพเจ้าได้ปูลาดอาสนะดอกไม้

ซึ่งวิจิตรดีเป็นที่รื่นรมย์ใจแล้ว

ได้กล่าวคำนี้กับพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสารถีผู้ฝึกนรชนว่า

[๓๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร

อาสนะนี้สมควรแก่พระองค์ ข้าพระองค์จัดถวายไว้แล้ว

ขอพระองค์เมื่อจะทำจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง

โปรดประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้เถิด

[๓๔]

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นดุจพญาไกรสร ผู้ไม่ครั่นคร้าม

ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้อันประเสริฐนั้นตลอด ๗ คืน ๗ วัน

[๓๕]

ข้าพเจ้าได้ยืนนมัสการพระองค์อยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วัน

พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว

เมื่อจะทรงพยากรณ์กรรมของข้าพเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๓๖]

บรรดาภาวนาทั้งหลาย เธอจงเจริญพุทธานุสสติที่ยอดเยี่ยม

ครั้นเจริญพุทธานุสสตินี้แล้ว จักทำใจให้บริบูรณ์ได้

[๓๗]

เธอจักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป

จักเป็นจอมเทพ ครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ

[๓๘]

จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด

นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ

[๓๙]

เธอเมื่อเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

จักได้โภคสมบัติเป็นอันมาก ความพร่องในโภคะของท่านจะไม่มี

นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ

[๔๐]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๔๑]

เธอจักสละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ

รวมทั้งทาสและกรรมกรจำนวนมากแล้ว

บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

[๔๒]

ท่านจักให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ

ผู้ประเสริฐ ทรงพอพระทัยแล้ว

เป็นสาวกมีนามว่าสุภูติ ของพระศาสดา

[๔๓]

พระศาสดาพระนามว่าโคดม

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว

จักทรงแต่งตั้งท่านว่าเป็นผู้เลิศใน ๒ ตำแหน่ง

คือในพระทักขิไณยบุคคลผู้มีคุณ

และในความเป็นผู้มีธรรมเครื่องอยู่ซึ่งไม่มีข้าศึก

[๔๔]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นผู้นำซึ่งรุ่งเรืองสูงสุด

ผู้เป็นนักปราชญ์ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว

ได้เสด็จเหาะขึ้นไปยังนภากาศดุจพญาหงส์ในท้องฟ้า ฉะนั้น

[๔๕]

ข้าพเจ้าซึ่งพระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ทรงพร่ำสอนแล้ว

นอบน้อมพระตถาคตแล้วมีจิตเบิกบาน

เจริญพุทธานุสสติอันยอดเยี่ยมทุกเมื่อ

[๔๖]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๗]

ข้าพเจ้าได้เป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ

และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๔๘]

ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

ข้าพเจ้าได้เสวยสมบัติอย่างดีนับไม่ถ้วน

นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ

[๔๙]

ข้าพเจ้าเมื่อเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

จะได้โภคสมบัติเป็นอันมาก

ความบกพร่องในโภคะของข้าพเจ้าไม่มีเลย

นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ

[๕๐]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสสติ

[๕๑]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระสุภูติเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สุภูติเถราปทานที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. สุมังคลเถราปทาน (๒๐)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๓. สุภูติวรรคหัวข้อถัดไป๒. อุปวาณเถราปทาน (๒๒)