ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๓. สุภูติวรรค
  8. /
  9. ๓. ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓)

๓. ตีณิสรณาคมนียเถราปทาน (๒๓)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๒๕ · บรรทัด ๑๖๘๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. ติสรณคมนิยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระติสรณคมนิยเถระ

(พระติสรณคมนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๐๖]

ข้าพเจ้าเป็นคนเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ในกรุงจันทวดี

มารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด

ข้าพเจ้าเลี้ยงดูท่านทั้ง ๒ อยู่ในครั้งนั้น

[๑๐๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่สงัดจึงคิดอย่างนี้ว่า

เราเลี้ยงดูมารดาและบิดาอยู่ จึงไม่ได้บวช

[๑๐๘]

มวลมนุษย์ถูกความมืดมนอนธการปิดบังไว้แล้ว

ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่

เมื่อเกิดความเป็นเช่นนี้ขึ้นแล้ว ไม่มีใครจะเป็นผู้แนะนำ

[๑๐๙]

บัดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก

ประกาศคำสั่งสอนให้รุ่งเรือง

สัตว์ผู้ใคร่บุญอาจเพื่อจะถอนตนขึ้นได้

[๑๑๐]

ข้าพเจ้ารับสรณะ ๓ แล้ว รักษาให้บริบูรณ์

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

ข้าพเจ้าจึงพ้นทุคติได้

[๑๑๑]

ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาสมณะนามว่านิสภะ

ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วรับสรณคมน์

[๑๑๒]

ครั้งนั้น เหล่าสัตว์มีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ข้าพเจ้าได้รักษาสรณคมน์ให้บริบูรณ์ตลอดระยะเวลาเท่านั้น

[๑๑๓]

เมื่อจิตดวงสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่

ข้าพเจ้าระลึกถึงสรณคมน์นั้นได้แล้ว

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

ข้าพเจ้าจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๑๔]

เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเทวโลกได้ประกอบแต่บุญกรรม

ไปถึงภูมิประเทศใดๆ

ย่อมได้เหตุ ๘ ประการ ในภูมิประเทศนั้นๆ

[๑๑๕]

คือ (๑) ข้าพเจ้าได้รับการบูชาทุกทิศ

(๒) เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม

(๓) เทวดาทั้งปวงย่อมประพฤติตาม

(๔) ได้โภคสมบัตินับไม่ถ้วน

[๑๑๖]

(๕) เป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ

(๖) เป็นผู้มีไหวพริบในทุกเรื่อง

(๗) เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อมิตร

(๘) มียศฟุ้งขจรไป

[๑๑๗]

ข้าพเจ้าเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๘๐ ชาติ

มีเหล่านางเทพอัปสรห้อมล้อม ได้เสวยทิพยสุข

[๑๑๘]

ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ

ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๑๑๙]

เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าประกอบแต่บุญกรรม

ได้เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลมั่งคั่งที่สุดในกรุงสาวัตถี

[๑๒๐]

เวลาเย็น (วันหนึ่ง) ข้าพเจ้าต้องการจะเล่น

จึงออกจากนคร มีพวกเด็กๆ ห้อมล้อม เข้าไปยังสังฆาราม

[๑๒๑]

ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้พบสมณะรูปหนึ่งผู้หลุดพ้น ไม่มีอุปธิ

ท่านแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า และได้ให้สรณะแก่ข้าพเจ้า

[๑๒๒]

ข้าพเจ้านั้นฟังสรณะแล้ว ระลึกถึงสรณะของข้าพเจ้าได้

นั่งอยู่บนอาสนะเดียวได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

[๑๒๓]

ข้าพเจ้าเกิดได้ ๗ ขวบ ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ

ทรงรู้คุณสมบัติของข้าพเจ้าแล้ว จึงประทานอุปสมบทให้

[๑๒๔]

ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป

ข้าพเจ้าได้ถึงสรณะทั้งหลาย

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วเพียงนั้น

แสดงผลแก่ข้าพเจ้าในอัตภาพสุดท้ายนี้

[๑๒๕]

สรณะข้าพเจ้า ก็รักษาไว้ดีแล้ว

ใจข้าพเจ้า ก็ได้ตั้งไว้มั่นแล้ว

ข้าพเจ้าจึงเสวยยศทุกอย่างแล้ว

ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว(คือนิพพาน)

[๑๒๖]

บรรดาท่านที่ต้องการจะฟังจงฟังข้าพเจ้ากล่าว

ข้าพเจ้าจักบอกบทอันเป็นประโยชน์ที่ข้าพเจ้าเห็นเองแก่ท่านทั้งหลาย

[๑๒๗]

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก

ศาสนาของพระชินเจ้าแผ่ไปอยู่

พระองค์ทรงลั่นอมตเภรีบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกได้

[๑๒๘]

ท่านทั้งหลายควรทำอธิการ ๑-

ในนาบุญที่ยอดเยี่ยมตามกำลังของตน

ท่านทั้งหลายจักพบพระนิพพาน

[๑๒๙]

ท่านทั้งหลายจงรับสรณะ ๓ จงรักษาศีล ๕

ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วจักทำที่สุดทุกข์ได้

[๑๓๐]

พวกท่านทุกคนจงถือข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง

รักษาศีลแล้วก็จักบรรลุอรหัตตผลได้โดยไม่นานเลย

[๑๓๑]

(พระติสรณคมนิยเถระกราบทูลว่า)

ข้าพระองค์เป็นผู้ได้วิชชา ๓ มีฤทธิ์

ฉลาดในเจโตปริยญาณ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์

ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา

[๑๓๒]

ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป

ข้าพระองค์ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ

[๑๓๓]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระติสรณคมนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ติสรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ อธิการ หมายถึงการสะสมบุญอันเป็นการทำที่ยิ่ง (ขุ.อป.อ. ๒/๕/๒๓๒)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. อุปวาณเถราปทาน (๒๒)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๓. สุภูติวรรคหัวข้อถัดไป๔. เบญจสีลสมาทานนิยเถราปทาน (๒๔)