ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๑. พุทธวรรค
  8. /
  9. ๑. พุทธาปทาน

๑. พุทธาปทาน

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. พุทธวรรค

หมวดว่าด้วยพระพุทธเจ้าเป็นต้น

๑. พุทธาปทาน

พระประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า

[๑]

พระอานนทเถระ ผู้เป็นมุนีชาวแคว้นวิเทหะ

น้อมกายลงทูลถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่

ณ พระเชตวันมหาวิหารว่า

ได้ทราบว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้ามีอยู่

พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้เป็นนักปราชญ์

ทรงอุบัติขึ้นเพราะเหตุอะไร

[๒]

ลำดับนั้น พระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ได้ตรัสกับพระอานนท์ผู้เจริญด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะว่า

ธีรชนเหล่าใดได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ

ยังไม่ได้ความหลุดพ้นจากกิเลสในศาสนาของพระชินเจ้าทั้งหลาย

[๓]

เพราะมุ่งหน้าต่อสัมโพธิญาณนั้นแล

ธีรชนผู้มีปัญญาแก่กล้าดี

จึงได้บรรลุความเป็นพระสัพพัญญู

ด้วยอัธยาศัยที่เข้มแข็งและด้วยอำนาจแห่งปัญญา

[๔]

ถึงเราก็ได้เป็นผู้มีใจปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า

ในสำนักของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หลายพระองค์

พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงเป็นพระธรรมราชา นับไม่ถ้วน

[๕]

ต่อไปนี้ ขอให้เธอทั้งหลายผู้มีใจหมดจด

จงฟังประวัติในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา

สมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐ ประการ ๑- นับไม่ถ้วน

[๖]

เรายกนิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้วขึ้น

นอบน้อมพระโพธิญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด

อภิวาทพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมด้วยพระสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า

[๗]

ในพุทธเขต ๒- มีรัตนะที่อยู่ในอากาศ

ที่อยู่บนภาคพื้นดิน นับจำนวนไม่ถ้วนอยู่เท่าใด

เราพึงนึกนำรัตนะเท่านั้นทั้งหมดมาได้

[๘]

ณ พื้นที่อันเป็นเงินนั้น

เราได้เนรมิตปราสาทแก้วหลายร้อยชั้น

สูงตระหง่านโชติช่วงในท้องฟ้า

@เชิงอรรถ :

@๑ บารมี ๓๐ ประการ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา,

@ทานอุปบารมี ฯลฯ อุเบกขาอุปบารมี, ทานปรมัตถบารมี ฯลฯ อุเบกขาปรมัตถบารมี ทานบารมี การ

@บำเพ็ญทานตามปกติ ทานอุปบารมี การบำเพ็ญทานยิ่งกว่าปกติ ทานปรมัตถบารมี การบำเพ็ญทาน

@ระดับสูงสุด เช่น สละทรัพย์ภายนอกเป็นทานบารมี สละอวัยวะเป็นทานอุปบารมี สละชีวิตเป็นทาน

@เป็นปรมัตถบารมี (ขุ.พุทฺธ. ๓๓/๗๖/๔๔๖, ขุ.จริยา. (แปล) ๓๓/๗๗๖-๗๗๗)

@๒ พุทธเขต (เขตแดนของพระพุทธเจ้า) มี ๓ คือ ชาติเขต อาณาเขต วิสัยเขต ชาติเขตมีขอบเขตหนึ่ง

@หมื่นจักรวาลจะเกิดการหวั่นไหวทั่วถึงกันในคราวพระพุทธเจ้าถือปฏิสนธิเป็นต้น อาณาเขตมีขอบเขตถึง

@หนึ่งแสนโกฏิจักรวาล เป็นสถานที่ที่อานุภาพแห่งพระปริตรแผ่ไปถึง วิสัยเขตไม่มีขอบเขตที่จะกำหนดได้

@(วิสุทฺธิ. ๒/๔๙-๕๐)

[๙]

มีเสาวิจิตรงดงาม มีค่ามาก

ตั้งอยู่เรียงราย มีขื่อทำด้วยทองคำ

(ติดคู่ห่วงทองคำที่ขื่อหรือจันทัน)

ประดับด้วยนกกระเรียนและฉัตร

[๑๐]

พื้นชั้นแรกทำด้วยแก้วไพฑูรย์

งดงามดังก้อนเมฆปราศจากมลทิน

มีภาพฝูงปลาและดอกบัวอยู่เกลื่อนกลาด

ย่อมงามด้วยพื้นทองคำอย่างดี

[๑๑]

(ที่ปราสาทนั้น) พื้นบางชั้นมีภาพกิ่งไม้อ่อนช้อย

มีสีเหมือนสีแก้วประพาฬ

บางชั้นมีสีแดงสด บางชั้นงดงามเปล่งรัศมีดังสีแมลงค่อมทอง ๑-

บางชั้นสว่างไสวไปทั่วทิศ

[๑๒]

(ที่ปราสาทนั้น) แบ่งพื้นที่เป็นหน้ามุข

ระเบียง หน้าต่าง ไว้อย่างดี

มีพวงอุบะหอม ๒- ที่น่ารื่นรมย์ใจ

ห้อยย้อยจากวลัยไพที ๓- และบานประตูข่ายทั้ง ๔ ด้าน

[๑๓]

(ที่ปราสาทนั้น) ประกอบด้วยเรือนยอดชั้นเยี่ยม

ประดับด้วยรัตนะ ๗ ประการ

มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีดำล้วน

[๑๔]

(ที่ปราสาทนั้น) มีดอกปทุมชูก้านบานสะพรั่ง

งดงามด้วยภาพหมู่เนื้อร้ายและฝูงนก

@เชิงอรรถ :

@๑ แมลงค่อมทอง หมายถึงแมลงปีกแข็ง ตัวเล็กกว่าแมลงทับปีกสีเขียวเหลืองทอง

@๒ พวงอุบะหอม ในที่นี้หมายถึงพวงของหอม (ดอกไม้ร้อยเป็นพวงอย่างพู่สำหรับห้อยระหว่างเฟื่องเป็นต้น

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๒/๑๒๕)

@๓ ไพที ในที่นี้หมายถึงแท่นที่รองเครื่องบูชา (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒/๑๒๕)

ดารดาษด้วยดวงดาวพราวพรายระยิบระยับ

ประดับด้วยรูปดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

[๑๕]

(ปราสาทนั้น) ใช้ตาข่ายทองคำปกคลุม

ติดข่ายกระดิ่งทองคำ พวงดอกไม้ทองคำ น่ารื่นรมย์ใจ

ลมพัดมากระทบเข้าก็เกิดเสียงดังกังวาน

[๑๖]

(ที่ปราสาทนั้น) ขึงธงทิวซึ่งย้อมด้วยสีนานาชนิด

คือ ธงสีหงสบาท สีแดง สีเหลือง สีทองชมพูนุท

[๑๗]

(ที่ปราสาทนั้น) มีที่นอนต่างๆ งดงาม มากมายหลายร้อยชนิด

ทำด้วยแก้วผลึก เงิน แก้วมณี ทับทิม แก้วลาย

ปูด้วยผ้าแคว้นกาสีเนื้อละเอียดอ่อน

[๑๘]

ผ้าห่มสีเหลือง ทอด้วยด้ายขนสัตว์

ทอด้วยผ้าเปลือกไม้ ทอด้วยฝ้ายเมืองจีน

ทอด้วยฝ้ายเมืองปัตตุณณะ

เครื่องปูลาดต่างๆ ทั้งหมดเราอธิษฐานใจปูลาดไว้

[๑๙]

แต่ละชั้นประดับด้วยช่อฟ้าซึ่งทำด้วยรัตนะ

มีคนยืนถือประทีปดวงแก้วสว่างไสวอยู่เรียงราย

[๒๐]

มีเสาระเนียด (เสาปักเรียงรายตลอดรั้ว)

และเสาค่ายทองคำ เสาค่ายทองชมพูนุท เสาค่ายไม้แก่น

(และ)เสาค่ายเงินที่งดงาม ย่อมทำปราสาทนั้นให้งดงาม

[๒๑]

(ที่ปราสาทนั้น) มีที่ต่อ(ช่อง)หลายแห่งจัดไว้เรียบร้อยดี

มีบานประตูและลูกดาลงดงาม มีกระถางบัวหลวง

บัวขาบเรียงรายอยู่ทั้ง ๒ ด้าน

[๒๒]

เราเนรมิตพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกในอดีตทุกพระองค์

พร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกด้วยวรรณะและรูปตามปกติ

[๒๓]

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์พร้อมด้วยสาวก

เป็นหมู่พระอริยะ เสด็จเข้าไปทางประตูนั้น

ประทับนั่งบนตั่งทองคำล้วน

[๒๔]

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก

ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันทุกพระองค์

ได้เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของเราแล้ว

[๒๕]

พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อยพระองค์

ผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ ๑-

ทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันทั้งหมด

ได้เสด็จขึ้นสู่ปราสาทของเราแล้ว

[๒๖]

ต้นกัลปพฤกษ์ทิพย์ ๒- และต้นกัลปพฤกษ์มนุษย์ มีมากมาย

เราได้นำผ้าทุกอย่างมาจากต้นกัลปพฤกษ์เหล่านั้น

ตัดเย็บเป็นไตรจีวรถวายให้นุ่งห่ม

[๒๗]

ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำปานะ

รวมทั้งอาหารมีอยู่อย่างเพียบพร้อม

เราถวายบรรจุจนเต็มบาตรแก้วมณีลูกงามทุกลูก

[๒๘]

หมู่พระอริยะเหล่านั้น เป็นผู้หมดจดจากกิเลส

ครองจีวรผ้าทิพย์เสมอกัน

อันข้าพเจ้านิมนต์ฉันจนอิ่มหนำ ด้วยน้ำตาลกรวด

น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และข้าวอย่างดี

[๒๙]

ทั้งหมดได้เข้าไปสู่ห้องแก้ว

เหมือนไกรสรราชสีห์เข้าไปสู่ถ้ำ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้ หมายถึง ไม่พ่ายแพ้แก่มาร คือ ขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร

@และเทวปุตตมาร (ขุ.อป.อ. ๑/๒๕/๑๒๗)

@๒ ต้นกัลปพฤกษ์ทิพย์ หมายถึงต้นไม้ที่เกิดในเทวโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖/๑๒๗)

[๓๐]

สำเร็จสีหไสยาสน์บนที่นอนมีค่ามาก

มีสติสัมปชัญญะ ลุกขึ้นแล้ว นั่งขัดสมาธิบนที่นอน

[๓๑]

ซึ่งเป็นอารมณ์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

แนบแน่นด้วยความยินดีในฌาน

หมู่หนึ่งแสดงธรรม หมู่หนึ่งยินดีด้วยฤทธิ์

[๓๒]

หมู่หนึ่งเข้าอัปปนาฌาน

หมู่หนึ่งเจริญอภิญญาวสี ๑-

แสดงฤทธิ์ได้หลายร้อยหลายพันประการ

[๓๓]

ฝ่ายพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ถามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ถึงปัญหาอันเป็นวิสัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณ

พระพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ทรงรู้แจ้งเหตุอันลึกซึ้งละเอียดอ่อนด้วยปัญญา

[๓๔]

สาวกทั้งหลายก็ทูลถามพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ตรัสถามสาวกทั้งหลาย

ทั้งพระพุทธเจ้าและสาวกเหล่านั้นต่างก็ถามตอบกันและกัน

[๓๕]

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกผู้ปรนนิบัติเหล่านั้น

ต่างรื่นรมย์ยินดีในปราสาทด้วยความยินดีด้วยประการฉะนี้

[๓๖]

(พระเจ้าติโลกวิชัยทรงดำริว่า) ฉัตรตั้งซ้อนกัน

มีรัศมีเปล่งปลั่งดังแก้วไพฑูรย์

ขอให้ทุกคนจงกั้นฉัตร มีตาข่ายทองคำห้อยระย้า

ประดับด้วยตาข่ายเงิน

แวดล้อมด้วยตาข่ายแก้วมุกดาไว้เหนือศีรษะข้าพเจ้า

[๓๗]

มีเพดานผ้าติดดวงดาวทองมีแสงแวววาว

มีพวงมาลัยห้อยอยู่ทั่วงดงามตระการตา

เพดานผ้าทั้งหมด จงดาดอยู่เหนือศีรษะ

@เชิงอรรถ :

@๑ อภิญญาวสี หมายถึงความชำนาญในอภิญญา ๕ ประการ คือ (๑) อาวัชชนวสี ชำนาญในการคำนึงถึง

@(๒) สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้า (๓) วุฏฐานวสี ชำนาญในการออก (๔) อธิฏฐานวสี ชำนาญ

@ในการอธิษฐาน (๕) ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการ พิจารณา (ขุ.อป.อ. ๑/๓๒/๑๒๙)

[๓๘]

สระที่ดารดาษด้วยพวงมาลัย

งดงามด้วยพวงของหอม ๑- มีพวงผ้าห้อยระย้า

ประดับประดาด้วยพวงรัตนะ

[๓๙]

มีดอกไม้เรียงราย งดงามนัก

อบด้วยของหอมกลิ่นฟุ้งขจายไป

ใช้นิ้วมือทั้ง ๕ เจิมด้วยของหอม

มุงด้วยหลังคาทองคำ

[๔๐]

ทั้ง ๔ ทิศ (แห่งปราสาท) ดารดาษด้วยดอกปทุมและดอกอุบล

ปรากฏเป็นสีทอง หอมฟุ้งด้วยละอองเกสรดอกปทุม

[๔๑]

รอบๆ ปราสาท ต้นไม้ทุกต้นจงออกดอกบานสะพรั่ง

ดอกไม้หล่นเอง ปลิวไปโปรยปราสาท

[๔๒]

ใกล้ๆ ปราสาทนั้น ขอฝูงนกยูงจงรำแพน (หาง)

ฝูงหงส์ทิพย์จงส่งเสียงร้อง ฝูงนกการเวกจงร้องขับขาน

วิหคก็จงส่งเสียงขับขานอยู่รอบๆ ปราสาท

[๔๓]

กลองทุกชนิดจงดังขึ้น พิณทุกชนิดจงบรรเลง

เครื่องสังคีตทุกชนิดจงบรรเลงขับกล่อมอยู่รอบๆ ปราสาท

[๔๔-๔๕] ตลอดพุทธเขตและในจักรวาล

ต่อจากนั้นจงมีบัลลังก์ทองขนาดใหญ่ เรืองรองด้วยรัศมี

ไม่มีช่องว่าง ขลิบด้วยรัตนะ ตั้งอยู่ (รอบๆ ปราสาท)

ขอต้นพฤกษาประทีป ๒- จงส่องสว่าง

มีแสงโชติช่วงติดต่อเป็นอันเดียวกันทั้ง ๑๐,๐๐๐ ดวง

@เชิงอรรถ :

@๑ พวงของหอม หมายถึงจันทน์ ดอกบัวบก หรือหญ้าฝรั่นและกฤษณา เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๘/๑๓๐)

@๒ พฤกษาประทีป หมายถึงต้นไม้ที่แขวนตะเกียง, โคมไฟ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕/๑๓๑)

[๔๖]

หญิงนักฟ้อนก็จงฟ้อน หญิงนักร้องก็จงขับร้อง

หมู่นางอัปสรก็จงร่ายรำ สนามเต้นรำต่างๆ

จงปรากฏอยู่รอบๆ ปราสาท

[๔๗]

เรา(ผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่าติโลกวิชัยในครั้งนั้น)

สั่งให้ยกธงทุกชนิด วิจิตรงดงาม ๕ สี ๑-

ไว้บนยอดไม้ บนยอดภูเขา และบนยอดภูเขาสิเนรุ

[๔๘]

หมู่มนุษย์ หมู่นาค หมู่คนธรรพ์ และหมู่เทวดา ทั้งหมดนั้น

จงเข้ามาประนมมือนอบน้อมแวดล้อมปราสาทของเรา

[๔๙]

กุศลกรรมใดๆ ควรเพื่อบังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์

ที่ข้าพเจ้าพึงกระทำด้วยกาย วาจา ใจ

กุศลกรรมนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว

[๕๐]

สัตว์เหล่าใดมีสัญญาก็ตาม

และสัตว์เหล่าใดไม่มีสัญญาก็ตามมีอยู่

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นผู้มีส่วนเสวยผลบุญที่เราทำแล้ว

[๕๑]

สัตว์เหล่าใดรู้ว่าเราทำบุญ

ขอสัตว์เหล่านั้น จงมีส่วนเสวยผลบุญที่เราให้แล้ว

ก็ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้

ขอเทวดาจงไปประกาศให้สัตว์เหล่านั้นทราบ

[๕๒]

เหล่าสัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีวิตทุกจำพวก

ขอจงได้โภชนาหารที่น่าพอใจ ตามเจตนาของเรา

@เชิงอรรถ :

@๑ วิจิตรงดงาม ๕ สี หมายถึงสีมีสีเขียวและสีแดงเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗/๑๓๑)

[๕๓]

เราให้ทานด้วยใจ ยึดถือความเลื่อมใสด้วยใจ

เรา ๑- ได้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

พร้อมทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระชินเจ้าแล้ว

[๕๔]

ด้วยกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น

เราละร่างกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๕๕]

เรารู้จักแต่ภพทั้ง ๒

คือความเป็นเทวดาหรือความเป็นมนุษย์

มิได้รู้จักคติอื่นเลย

นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ

[๕๖]

(เมื่อเราเกิดเป็นเทวดา) เราก็ยิ่งใหญ่กว่าพวกเทวดา

(เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์) เราก็ยิ่งใหญ่กว่าพวกมนุษย์

เราสมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ ไม่มีใครเสมอด้วยปัญญา

[๕๗]

โภชนะมีรสอร่อยหลายชนิด รัตนะมิใช่น้อย

ผ้าชนิดต่างๆ จากฟากฟ้า ย่อมเข้ามาหาเราเร็วพลัน

[๕๘]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

ภักษาหารอันเป็นทิพย์ (อาหารทิพย์)

จากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๕๙]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

รัตนะทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๐]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

ของหอมทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

@เชิงอรรถ :

@๑ เรา ในที่นี้หมายถึงพระเจ้าจักรพรรดิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓/๑๓๒)

[๖๑]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

ยานพาหนะทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๒]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

ดอกไม้ทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๓]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

เครื่องประดับทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๔]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

หญิงสาวทั้งมวลจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๕]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๖]

เราเหยียดมือไปในที่ใดๆ จะเป็นบนพื้นดิน

ภูเขา อากาศ ในน้ำ และในป่า ก็ตาม

ของขบเคี้ยวทุกอย่างจากที่นั้นๆ ย่อมเข้ามาหาเรา

[๖๗]

เราให้ทานอย่างดีแก่คนไร้ทรัพย์

คนเดินทางไกล คนขอทาน และคนหลงทาง

เพื่อต้องการจะบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ

[๖๘]

เราทำให้ภูเขาศิลาล้วนบันลือ

ทำให้ภูเขาหนาทึบกระหึ่ม

ทำให้มนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกร่าเริง

จะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก

[๖๙]

ทิศทั้ง ๑๐ ในโลก เมื่อคนเดินไป

ย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ในส่วนแห่งทิศนั้น

พุทธเขตก็นับจำนวนไม่ถ้วน(เหมือนกัน)

[๗๐]

แสงสว่างตามปกติของเรา(ในสมัยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ)

ปรากฏเปล่งรังสีออกมาเป็นคู่ๆ

ข่ายรัศมีมีอยู่ในระหว่างนี้ แสงสว่างมีอย่างไพบูลย์

[๗๑]

ขอประชาชนทั้งหมดในโลกธาตุประมาณเท่านี้

จงมองเห็นเรา ทั้งหมดจงดีใจ ทั้งหมดจงคล้อยตามเรา

[๗๒]

เราตีกลองอมฤต ๑- มีเสียงไพเราะกังวาน

ขอประชาชนในระหว่างนี้ จงฟังเสียงที่ไพเราะ(ของเรา)

[๗๓]

เมื่อตถาคตบันดาลเมฆฝนคือพระธรรมให้ตกลง

ขอชนทั้งหมดจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ

บรรดาผู้ที่ประชุมกันอยู่ในที่นี้

ผู้มีคุณต่ำสุด จงเป็นพระโสดาบัน

[๗๔]

เราให้ทานที่ควรให้แล้ว บำเพ็ญศีลบารมีอย่างเต็มเปี่ยม

สำเร็จเนกขัมมบารมีแล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ๒-

[๗๕]

เราสอบถามบัณฑิตทั้งหลาย (บำเพ็ญปัญญาบารมีแล้ว)

บำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว

สำเร็จขันติบารมีแล้วบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

[๗๖]

เราบำเพ็ญอธิษฐานบารมีแล้ว

บำเพ็ญสัจจบารมีแล้ว สำเร็จเมตตาบารมีแล้ว

บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

[๗๗]

เรามีใจสม่ำเสมอในอารมณ์ทั้งปวง

คือทั้งในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสุข ในความทุกข์

@เชิงอรรถ :

@๑ กลองอมฤต หมายถึงกลองสวรรค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๗๒/๑๓๔)

@๒ สัมโพธิญาณอันสูงสุด หมายถึงมรรคญาณ ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๗๔/๑๓๔)

ในการนับถือและในการถูกดูหมิ่น (บำเพ็ญอุเบกขาบารมีแล้ว)

บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด

[๗๘]

ท่านทั้งหลาย จงเห็นความเกียจคร้านเป็นสิ่งน่ากลัว

แต่จงเห็นความเพียรเป็นสิ่งปลอดภัย

จงบำเพ็ญเพียรกันเถิด

นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

[๗๙]

ท่านทั้งหลาย จงเห็นการวิวาทกันเป็นสิ่งน่ากลัว

แต่จงเห็นการไม่วิวาทกันเป็นสิ่งปลอดภัย

จงสมัครสมานสามัคคีกัน พูดจาไพเราะกันเถิด

นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

[๘๐]

ท่านทั้งหลาย จงเห็นความประมาทเป็นสิ่งน่ากลัว

แต่จงเห็นความไม่ประมาทเป็นสิ่งปลอดภัย

จงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เถิด ๑-

นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

[๘๑]

พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์จำนวนมากมาประชุมพร้อมกัน

ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์เถิด

[๘๒]

ตามที่กล่าวมานี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย ๒-

ธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย

สำหรับผู้ที่เลื่อมใสในอจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงให้พระอานนทเถระทราบพุทธจริตของ พระองค์จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อว่าพุทธาปทานิยะ (การประกาศประวัติในอดีต- ชาติของพระพุทธเจ้า) ด้วยประการฉะนี้

พุทธาปทานจบ

@เชิงอรรถ :

@๑ มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

@สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๐/๑๓๕)

@๒ อจินไตย หมายถึงสภาวะที่พ้นความคิดของตนที่จะคิดได้ คือไม่อยู่ในวิสัยที่จะคิดได้ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๒/๑๓๖)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๑. พุทธวรรคหัวข้อถัดไป๒. ปัจเจกพุทธาปทาน