ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๐. ปิลินทวรรค
  8. /
  9. ๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)

๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๓๙๑)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๓๙๓ · บรรทัด ๗๙๒๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค

หมวดว่าด้วยพระปิลินทวัจฉะเป็นต้น

๑. ปิลินทวัจฉเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระปิลินทวัจฉเถระ

(พระปิลินทวัจฉเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑]

ข้าพเจ้าเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ที่กรุงหงสวดี

ได้รวบรวมโภคสมบัติเก็บไว้ในเรือนมากมายนับไม่ถ้วน

[๒]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสถานที่สงัด

ทำใจให้ร่าเริง นั่งอยู่ในปราสาทที่ประเสริฐ

ได้คิดอย่างนี้ว่า

[๓]

โภคสมบัติของเรามีมาก

ภายในบุรีของเราก็มั่งคั่ง

แม้พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

พระนามว่าอานนท์ ก็ทรงเชื้อเชิญเรา

[๔]

พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นพระมุนี

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้

และโภคสมบัติของเราก็มีอยู่

เราจักถวายทานแด่พระศาสดา

[๕]

พระโอรสของพระราชาพระนามว่าปทุมะ

ทรงถวายทานอย่างประเสริฐ

คือช้างเชือกประเสริฐ บัลลังก์และพนักพิง

ประมาณไม่น้อย ในพระชินเจ้า

[๖]

แม้เราก็จักถวายทาน

ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

ทานอย่างประเสริฐที่ยังไม่เคยมีใครถวาย

เราจักเป็น (ผู้ถวาย) คนแรก

[๗]

ข้าพเจ้าคิดถึงทานหลายอย่าง

ที่มีผลเป็นสุขในเพราะการบูชา

ก็ได้เห็นการถวายบริขาร

เป็นเหตุทำความคิดของข้าพเจ้าให้เต็มได้

[๘]

ข้าพเจ้าจักถวายบริขาร

ในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

การถวายบริขารที่คนเหล่าอื่นยังไม่เคยถวาย

ข้าพเจ้าจักเป็นคนแรก

(การถึงพร้อมแห่งทานวัตถุ)

[๙]

ขณะนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาช่างจักสาน จ้างให้ทำร่ม

รวบรวมร่มได้ ๑๐๐,๐๐๐ คัน

[๑๐]

รวบรวมผ้าได้ ๑๐๐,๐๐๐ ผืน

รวบรวมบาตรได้ ๑๐๐,๐๐๐ ใบ

[๑๑]

จ้างช่างให้ทำมีดโกน มีดเล็ก เข็ม และมีดตัดเล็บ

ที่สมควร(แก่สมณบริโภค) แล้วให้วางไว้ภายใต้ร่ม

[๑๒]

จ้างช่างให้ทำพัดใบตาล พัดขนปีกนกยูง แส้จามร

ผ้ากรองน้ำ ภาชนะน้ำมัน ให้สมควร (แก่สมณบริโภค)

[๑๓]

จ้างช่างให้ทำกล่องเข็ม ผ้าอังสะ

ประคตเอว และเชิงรองบาตร ซึ่งทำอย่างสวยงาม

ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

[๑๔]

ให้บรรจุเภสัชจนเต็มภาชนะสำหรับใส่ของบริโภค

และบรรจุขันสำริดให้วางไว้ภายใต้ร่ม

[๑๕]

ให้บรรจุว่านน้ำ หญ้าคา ชะเอม ดีปลี พริก ผลสมอ

และขิงสด จนเต็มภาชนะทุกอย่าง

[๑๖]

จ้างช่างให้ทำรองเท้า เขียงเท้า

ผ้าสำหรับเช็ดน้ำ และไม้เท้าคนแก่

อย่างสวยงาม ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

[๑๗]

จ้างช่างให้ทำยารักษาไข้ ยาหยอดตา

ไม้ป้ายยาตา กระบอกกรองน้ำ

ลูกกุญแจ และกล่องลูกกุญแจ ซึ่งเย็บด้วยด้าย ๕ สี

[๑๘]

สายโยค กระบอกเป่าควันไฟ ตะเกียงตั้ง

คนโทน้ำและผอบ ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

[๑๙]

จ้างช่างให้ทำแหนบ กรรไกร

วัตถุขัดสนิมและถุงสำหรับใส่เภสัช

ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

[๒๐]

จ้างช่างให้ทำเก้าอี้นอน ตั่งและบัลลังก์ ๔ เท้า

ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)แล้วให้ตั้งไว้ภายใต้ร่ม

[๒๑]

จ้างช่างให้ทำฟูกยัดด้วยขนสัตว์ ฟูกยัดด้วยนุ่น

ฟูกตั่งและหมอนทำอย่างดี

ให้สมควร(แก่สมณบริโภค)

[๒๒]

จ้างช่างให้ทำจุรณสำหรับอาบ

ขี้ผึ้ง น้ำมันที่หุงด้วยมือ

และเตียงที่ปูด้วยแผ่นกระดานเล็กๆ

อันสะอาดพร้อมด้วยเครื่องลาด

[๒๓]

เสนาสนะ ผ้าเช็ดเท้า ที่นอน

ที่นั่ง ไม้เท้า ไม้ชำระฟัน

กระเบื้อง ของหอมสำหรับไล้ทาศีรษะ

[๒๔]

ไม้สีไฟ ตั่งแผ่นกระดาน ฝาบาตร ถุงบาตร

กระบวยตักน้ำ เครื่องอบ (สีผงย้อมผ้า) รางย้อมผ้า

[๒๕]

ไม้กวาด ผ้าอาบน้ำ ผ้าอาบน้ำฝน

ผ้านิสีทนะ ผ้าปิดฝี ผ้าอันตรวาสก (ผ้านุ่ง)

[๒๖]

ผ้าอุตราสงค์(ผ้าห่ม) ผ้าสังฆาฏิ(ผ้าพาดบ่า)

ยานัตถุ์ น้ำบ้วนปาก น้ำส้ม

น้ำปลา น้ำผึ้ง นมส้ม น้ำปานะ

[๒๗]

ขี้ผึ้ง ผ้าเก่า ผ้าเช็ดปาก ด้าย

สิ่งใดชื่อว่าเป็นของควรให้ทานมีอยู่

และสมควรแก่พระศาสดา

[๒๘]

ข้าพเจ้ารวบรวมสิ่งนั้นทั้งหมดได้แล้ว

จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าอานนท์

ครั้นเข้าเฝ้าพระราชาผู้นำหมู่ชน ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่

ถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า

(การขอโอกาสถวายทาน)

[๒๙]

เราทั้ง ๒ เจริญเติบโตมาด้วยกัน มียศร่วมกัน

ร่วมสุข ร่วมทุกข์ และประพฤติคล้อยตามกัน

[๓๐]

ขอเดชะพระองค์ผู้ปราบข้าศึก

ทุกข์ใจที่เกี่ยวเนื่องกับพระองค์ยังมีอยู่

ขอเดชะพระองค์ผู้ขัตติยราช ถ้าพระองค์สามารถ

ก็ขอได้ทรงพระกรุณาบรรเทาทุกข์นั้นด้วยเถิด

[๓๑]

พระราชาตรัสว่า

ทุกข์ของท่านก็เป็นทุกข์ของข้าพเจ้าด้วย

เราทั้ง ๒ มีใจตรงกัน

ท่านย่อมรู้ว่าสำเร็จ ถ้าท่านจะพึงเปลื้องทุกข์นั้น

[๓๒]

ขอเดชะพระมหาราช

ขอจงทรงทราบทุกข์ของข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งบรรเทาได้ยาก

พระองค์บันลือมากไป

ทรัพย์นี้ พระองค์ยังสละได้ยาก

[๓๓]

คือสิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้นประมาณเท่าใด

ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าประมาณเท่าใด

ถ้าพระองค์ต้องการสิ่งเหล่านี้

ข้าพระพุทธเจ้าก็จักให้อย่างไม่หวั่นไหว

[๓๔]

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้ว

การบันลือมากนั้นผิด

ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบพระองค์

วันนี้ ว่าทรงดำรงอยู่ในธรรมทั้งปวง

[๓๕]

ท่านบีบคั้นหนักนัก

เมื่อข้าพเจ้าจะให้

ท่านจะได้ประโยชน์อะไรจากการที่ข้าพเจ้าถูกบีบคั้น

ท่านปรารถนาสิ่งใดจงบอกแก่ข้าพเจ้า

[๓๖]

ขอเดชะพระมหาราช

ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐยิ่ง

ข้าพระพุทธเจ้าจักนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสวย

ชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าอย่าเป็นโทษเลย

[๓๗]

ข้าพเจ้าจะให้พรอย่างอื่นแก่ท่าน

ท่านอย่าขอพระตถาคตเลย

พระพุทธเจ้าไม่มีใครจะให้แก่ใครๆ ได้

เปรียบเหมือนแก้วมณีโชติรส

[๓๘]

ขอเดชะ พระองค์ทรงบันลือแล้วมิใช่หรือว่า กระทั่งชีวิตที่มีอยู่

เมื่อพระองค์ประทานชีวิตได้

ก็ควรพระราชทานพระตถาคตได้

[๓๙]

พระพุทธชินมหาวีรเจ้าควรงดไว้

ไม่พึงให้แก่ใครๆ ได้

เรารับปากให้ไม่ได้

ท่านจงเลือกเอาทรัพย์จนนับไม่ถ้วนเถิด

[๔๐]

ข้าพระพุทธเจ้าจะต้องถึงการวินิจฉัย

พวกเราจักถามผู้วินิจฉัย

ผู้วินิจฉัยจักตัดสินละเอียดฉันใด

พวกเราจักสอบถามข้อนั้นฉันนั้น

[๔๑]

ข้าพเจ้าจับพระหัตถ์พระราชา

พากันไปยังสถานที่วินิจฉัย

ได้กล่าวคำนี้ต่อหน้าผู้พิพากษาทั้งหลายว่า

[๔๒]

ขอผู้พิพากษาจงฟังข้าพเจ้า

พระราชาได้พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้า

พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิต

[๔๓]

เมื่อพระองค์พระราชทานพรแก่ข้าพเจ้าแล้ว

ข้าพเจ้าจึงขอพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

พระพุทธเจ้าเป็นอันพระราชาพระราชทาน

แก่ข้าพเจ้าดีแล้วมิใช่หรือ

ท่านทั้งหลายจงตัดความสงสัยของข้าพเจ้าด้วยเถิด

[๔๔]

(ผู้พิพากษาทั้งหลายกล่าวว่า)

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

จะฟังคำของท่านและพระดำรัสของพระราชา

ผู้ปกครองแผ่นดิน

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายฟังคำของทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว

จักตัดความสงสัยในข้อนี้ได้

[๔๕]

ขอเดชะ พระองค์พระราชทานทุกสิ่ง

ท่านผู้นี้ถือเอาทุกสิ่งแล้วหรือ พระเจ้าข้า

พระองค์ไม่ยกเว้นอะไรๆ ยอมให้ได้แม้กระทั่งชีวิตหรือ

[๔๖]

(พระราชาตรัสว่า)

เราได้รับความลำบาก

แสนสาหัสนักจนตลอดชีวิต

รู้ว่าผู้นี้ได้รับความทุกข์อย่างหนัก

จึงได้ให้สิ่งของที่ควรถือเอาไว้ทุกอย่าง

[๔๗]

ขอเดชะ พระองค์ทรงเป็นผู้พ่ายแพ้

ควรจะพระราชทานพระตถาคตให้เขาไป

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตัดความสงสัยของทั้ง ๒ ฝ่ายได้แล้ว

ขอท่านทั้ง ๒ จงตั้งอยู่ในคำมั่นสัญญาเถิด

[๔๘]

พระราชาประทับอยู่ ณ ที่นั้นแล

ได้ตรัสกับผู้พิพากษาดังนี้ว่า

ท่านทั้งหลายพึงให้แก่เราโดยชอบบ้าง

เราจะได้พระพุทธเจ้าอีก

[๔๙]

(ผู้พิพากษาได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า)

ท่านทำความดำริของท่านให้บริบูรณ์

นิมนต์พระตถาคตให้เสวยแล้ว

พึงถวายคืนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ให้แก่พระเจ้าอานนท์ผู้ทรงยศอีก

(กถาว่าด้วยการทูลนิมนต์)

[๕๐]

ข้าพเจ้าไหว้ผู้พิพากษาและถวายบังคม

พระเจ้าอานนท์จอมกษัตริย์แล้ว

มีความยินดีปราโมทย์

ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๕๑]

ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว ไม่มีอาสวะ

ถวายอภิวาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๕๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

ขอพระองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป โปรดรับนิมนต์

พระองค์เมื่อจะทำจิตของข้าพระองค์ให้ร่าเริง

ขอจงเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของข้าพระองค์เถิด

[๕๓]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา

ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของข้าพเจ้า

จึงทรงรับนิมนต์(ด้วยดุษณีภาพ)

[๕๔]

ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว

จึงถวายอภิวาทพระศาสดา

มีจิตร่าเริงเบิกบาน

เข้าไปยังนิเวศน์ของตน

(การตระเตรียมทาน)

[๕๕]

ข้าพเจ้าประชุมมิตรและอำมาตย์แล้ว

ได้กล่าวคำนี้ว่า เราได้สิ่งที่ได้แสนยากแล้ว

เปรียบเหมือนได้แก้วมณีโชติรส

[๕๖]

เราจักบูชาพระองค์ด้วยอะไร

พระชินเจ้ามีคุณหาประมาณมิได้

หาใครเปรียบมิได้ ไม่มีใครเทียบเท่า

ไม่มีใครเสมอ เป็นนักปราชญ์

ไม่มีบุคคลเปรียบ

[๕๗]

หาผู้เสมอเหมือนเช่นนั้นมิได้

ไม่เป็นที่ ๒ (รองใคร) ทรงองอาจกว่านรชน

อธิการ ๑- ที่สมควรแก่พระพุทธเจ้า เราทำได้โดยยาก

[๕๘]

ขอพวกเราจงช่วยกันรวบรวมดอกไม้ต่างๆ

มาทำมณฑปดอกไม้เถิด

นี้ย่อมสมควรแก่พระพุทธเจ้า

ถือเป็นการบูชาด้วยสิ่งทั้งปวง

[๕๙]

ข้าพเจ้าใช้ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง ดอกมะลิ

ดอกลำดวน ดอกจำปา ดอกกากะทิง ทำให้เป็นมณฑป

[๖๐]

ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม

อาสนะของข้าพเจ้าอยู่สุดท้าย มีค่าเกินร้อย

[๖๑]

ปูลาดอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ไว้ใต้เงาร่ม

จัดแจงข้าวและน้ำเสร็จแล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาล

(เวลาอันสมควรเพื่อฉันภัตตาหาร)

[๖๒]

เมื่อคนไปกราบทูลภัตกาลแล้ว

พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ

พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์

ได้เสด็จเข้ามายังนิเวศน์ของข้าพเจ้า

[๖๓]

ร่มกั้นอยู่เบื้องบน ในมณฑปดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

พระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด

ประทับนั่งพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ องค์

[๖๔]

(ข้าพเจ้ากราบทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

ขอพระองค์โปรดทรงรับร่ม ๑๐๐,๐๐๐ คัน

@เชิงอรรถ :

@๑ อธิการ การกระทำที่ยิ่ง เช่น การบริจาคชีวิตเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๘, และดูเทียบ ขุ.อป.อ. ๒/๕-๖/๒๓๒)

และอาสนะ ๑๐๐,๐๐๐ ที่

อันสมควรและไม่มีโทษเถิด

[๖๕]

พระมหามุนีทรงพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา

พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า

ให้ข้ามพ้น(สงสารวัฏ) จึงทรงรับไว้

(ทานกถา)

[๖๖]

ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรแก่ภิกษุรูปละหนึ่งใบ

ภิกษุทั้งหลายสละบาตรที่ตนใช้สอยแล้ว ใช้บาตรเหล็ก

[๖๗]

พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่

ในมณฑปดอกไม้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน

เมื่อจะทรงให้สัตว์จำนวนมากตรัสรู้

จึงทรงประกาศพระธรรมจักร

[๖๘]

เมื่อทรงประกาศพระธรรมจักรภายใต้มณฑปดอกไม้

เทวดาและมนุษย์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม

[๖๙]

เมื่อถึงวันที่ ๗ พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ

ประทับนั่งอยู่ภายในใต้เงาร่ม

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

(พยากรณ์)

[๗๐]

เราจักพยากรณ์มาณพผู้ที่ได้ถวายทานอย่างประเสริฐ

ไม่บกพร่องแก่เรา

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๗๑]

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ

และพลเดินเท้าจักห้อมล้อมมาณพนั้นเป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

[๗๒]

ยานพาหนะคือช้าง

ยานพาหนะคือม้า คานหาม และวอ

จักบำรุงเขาเป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

[๗๓]

รถ ๖,๐๐๐ คันประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

จักแวดล้อมเขาเป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

[๗๔]

เครื่องดนตรี ๖,๐๐๐ ชิ้น

กลองที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

จักขับกล่อมเขาเป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

[๗๕]

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง

ผู้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

[๗๖]

มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปงาม เอวเล็กเอวบาง

จักห้อมล้อมเขาเป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง

[๗๗]

เขาจักรื่นรมย์ในเทวโลก ๓,๐๐๐ กัป

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๗๘]

และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๗๙]

เมื่อเขาอยู่ในเทวโลก

พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม

เทวดาจักกั้นฉัตรแก้วไว้ที่ขอบเทวโลก

[๘๐]

เขาจักปรารถนาเมื่อใด

หลังคาผ้าและดอกไม้(ดังจะ)รู้ความคิดของเขา

จักกั้นอยู่เนืองนิตย์เมื่อนั้น

[๘๑]

เขาถูกกุศลมูลตักเตือนจุติจากเทวโลก

แล้วประกอบด้วยบุญกรรม

จักเป็นบุตรของพราหมณ์

[๘๒]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๘๓]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ

ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ

จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ

[๘๔]

เขาจักได้เป็นสาวกมีนามว่าปิลินทวัจฉะ ของพระศาสดา

จักเป็นผู้ที่เทวดา อสูร และคนธรรพ์ สักการะ

[๘๕]

เขาจักเป็นที่รักของภิกษุ ภิกษุณี

และคฤหัสถ์ทั้งปวง อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

(ว่าด้วยอานิสงส์ของทาน)

[๘๖]

กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป

ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้

ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว

ดุจความเร็วของลูกศรที่หลุดพ้นไปจากแล่ง

เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

[๘๗]

น่าปลื้มใจ กรรมข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว

ในเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยม

ซึ่งเป็นฐานะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแล้ว

ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว ๑-

[๘๘]

ก็มาณพใดได้ให้ทานอย่างประเสริฐไม่บกพร่อง

มาณพนั้นได้เป็นหัวหน้าคนแรก

นี้เป็นผลแห่งทานนั้น

(๑. อานิสงส์ของการถวายร่ม)

[๘๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายร่มในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

[๙๐]

คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาว ๑ ไม่รู้สึกร้อน ๑

ละอองและธุลีไม่แปดเปื้อน ๑ เป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑

ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑

[๙๑]

เป็นผู้มีผิวพรรณละเอียด ๑ เป็นผู้มีใจใสสะอาด ๑

เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

ฉัตร ๑๐๐,๐๐๐ คัน

[๙๒]

ซึ่งประกอบด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง

กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า ยกเว้นชาตินี้

เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น

[๙๓]

เพราะฉะนั้น ในชาตินี้

การกั้นฉัตรจึงไม่มีแก่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้ากระทำกรรมทุกอย่าง

ก็เพื่อบรรลุฉัตรคือวิมุตติ

@เชิงอรรถ :

@๑ บทที่ไม่หวั่นไหว ได้แก่พระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖๖/๒๗๖)

(๒. อานิสงส์ของการถวายผ้า)

[๙๔]

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

[๙๕]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดังทอง ๑

ปราศจากธุลี(ปราศจากไฝฝ้า) ๑

มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ มีร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑

เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

[๙๖]

ก็มีผ้าสีขาว ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑

มีผ้าสีเหลือง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑

มีผ้าสีแดง ๑๐๐,๐๐๐ ผืน ๑

กั้นอยู่เหนือศีรษะของข้าพเจ้า

นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า

[๙๗]

ข้าพเจ้าได้ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าป่าน

และผ้าฝ้ายในที่ทุกแห่ง เพราะผลกรรมเหล่านั้น

(๓. อานิสงส์ของการถวายบาตร)

[๙๘]

ข้าพเจ้าได้ถวายบาตรในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

[๙๙]

คือข้าพเจ้าบริโภคโภชนาหารในภาชนะทองคำ

ภาชนะแก้วมณี ภาชนะเงิน

และภาชนะที่ทำด้วยทับทิม ทุกครั้ง ๑

[๑๐๐]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอันตราย ๑ ไม่มีเสนียดจัญไร ๑

ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑

เป็นผู้ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน เป็นปกติ ๑

[๑๐๑]

โภคสมบัติของข้าพเจ้าไม่พินาศ ๑

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตมั่นคง ๑

เป็นผู้ใคร่ธรรมทุกเมื่อ ๑

เป็นผู้มีกิเลสน้อย ๑ ไม่มีอาสวะ ๑

[๑๐๒]

คุณเหล่านี้ ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก

ไม่ละข้าพเจ้าในที่ทุกแห่ง

เปรียบเหมือนเงาต้นไม้

(๔. อานิสงส์ของการถวายมีด)

[๑๐๓]

ข้าพเจ้าได้ถวายมีดเล็กที่ทำอย่างสวยงาม

เนื่องด้วยเครื่องผูกอย่างวิจิตรจำนวนมาก

แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดและแก่สงฆ์แล้ว

[๑๐๔]

ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

คือข้าพเจ้าเป็นผู้กล้า ๑

เป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อน ๑

ถึงความสำเร็จในเวสารัชชธรรม ๑

[๑๐๕]

เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ๑ มีความเพียร ๑

ประคองใจไว้ได้ทุกเมื่อ ๑

ได้ญาณอันสุขุมเป็นเครื่องตัดกิเลส ๑

ได้ความบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียมเท่าในที่ทั้งปวง ๑

เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น

(๕. อานิสงส์ของการถวายมีดเล็ก)

[๑๐๖]

ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสได้ถวายมีดเล็กอันราบเรียบ ไม่หยาบ

ขัดถูดีแล้ว จำนวนมากในพระพุทธเจ้าและในพระสงฆ์แล้ว

[๑๐๗]

ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

คือข้าพเจ้าย่อมได้กัลยาณมิตร ๑ ความเพียร ๑

ขันติ ๑ ศัสตราคือไมตรี ๑

[๑๐๘]

เพราะตัดลูกศรคือตัณหา

จึงได้ศัสตราคือปัญญาอันยอดเยี่ยม

และญาณที่เสมอด้วยเพชร ๑

เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้น

(๖. อานิสงส์ของการถวายเข็ม)

[๑๐๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายเข็มในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๑๐]

คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

เป็นผู้ที่มหาชนนอบน้อม ๑

ตัดความสงสัยได้ ๑

มีรูปร่างงดงาม ๑ มีโภคสมบัติ ๑

มีปัญญาฉลาดหลักแหลม ๑ ทุกเมื่อ

[๑๑๑]

ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นอรรถ

ซึ่งเป็นฐานะละเอียดลึกซึ้งด้วยญาณ

ญาณของข้าพเจ้าเสมอด้วยยอดเพชร

เป็นเครื่องกำจัดความมืด

(๗. อานิสงส์ของการถวายมีดตัดเล็บ)

[๑๑๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายมีดตัดเล็บในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๑๓]

คือข้าพเจ้าย่อมได้ทาสชายหญิง ๑ โคและม้า ๑

ลูกจ้างที่เป็นนางฟ้อนรำ ๑ ช่างตัดผม ๑

พ่อครัวผู้ทำอาหารจำนวนมากในที่ทั้งปวง ๑

(๘. อานิสงส์ของการถวายพัดใบตาล)

[๑๑๔]

ข้าพเจ้าได้ถวายพัดใบตาลสวยงามในพระสุคตแล้ว

ได้รับอานิสงส์ ๘ ประการ

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า

[๑๑๕]

คือข้าพเจ้าไม่รู้สึกหนาวร้อน ๑

ไม่มีความเร่าร้อน ๑

ไม่รู้สึกกระวนกระวาย ที่ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อน ๑

[๑๑๖]

ไฟทั้งหมด คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑

ไฟคือโมหะ ๑ ไฟคือมานะ ๑

ไฟคือทิฏฐิ ๑ ข้าพเจ้าดับได้แล้ว

เพราะผลกรรมของข้าพเจ้านั้น

(๙. อานิสงส์ของการถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามร)

[๑๑๗]

ข้าพเจ้าได้ถวายพัดขนปีกนกยูงและแส้จามรในหมู่สงฆ์

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

เป็นผู้มีกิเลสสงบระงับแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน

(๑๐. อานิสงส์ของการถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรก)

[๑๑๘]

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้ากรองน้ำคือธมกรกในพระสุคตแล้ว

ได้รับอานิสงส์ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๑๙]

คือข้าพเจ้าล่วงพ้นอันตรายทั้งปวงได้ ๑ ได้อายุทิพย์ ๑

โจรหรือข้าศึกข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑

[๑๒๐]

ศัสตราหรือยาพิษไม่เบียดเบียนข้าพเจ้า ๑

ไม่มีความตายในระหว่าง(ไม่ตายก่อนอายุขัย) ๑

เพราะผลแห่งกรรมเหล่านั้นของข้าพเจ้า

(๑๑. อานิสงส์ของการถวายภาชนะน้ำมัน)

[๑๒๑]

ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะน้ำมันในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๒๒]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม ๑ มีความเจริญดี ๑

มีใจเบิกบานดี ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑

ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง ๑

(๑๒. อานิสงส์ของการถวายกล่องเข็ม)

[๑๒๓]

ข้าพเจ้าได้ถวายกล่องเข็มในพระสุคต

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๒๔]

คือข้าพเจ้าย่อมได้คุณเหล่านี้ คือ ความสุขใจ ๑

ความสุขกาย ๑ ความสุขเกิดแต่อิริยาบถ ๑

เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๑๓. อานิสงส์ของการถวายผ้าอังสะ)

[๑๒๕]

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าอังสะในพระชินเจ้า

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๒๖]

คือข้าพเจ้าย่อมได้ความมั่นคงในพระสัทธรรม ๑

ระลึกชาติได้ ๑ เป็นผู้มีผิวพรรณงดงามในที่ทุกแห่ง ๑

เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๑๔. อานิสงส์ของการถวายประคตเอว)

[๑๒๗]

ข้าพเจ้าได้ถวายประคตเอวในพระชินเจ้า

และพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

[๑๒๘]

คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นในสมาธิ(มีสมาธิแน่วแน่) ๑

เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑

มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑

มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑

[๑๒๙]

มีสติตั้งมั่น ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑

คุณเหล่านี้ติดตามข้าพเจ้าไปทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก

(๑๕. อานิสงส์ของการถวายเชิงรองบาตร)

[๑๓๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายเชิงรองบาตรในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

เป็นผู้ไม่มีภัยในเพราะวรรณะ ๕

และไม่หวั่นไหวด้วยอะไรๆ

[๑๓๑]

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีสติ

และญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ ข้าพเจ้าฟังแล้ว

ธรรมที่ข้าพเจ้าทรงจำไว้ย่อมไม่คลาดเคลื่อน

เป็นอันวินิจฉัยดีแล้ว

(๑๖. อานิสงส์ของการถวายภาชนะ)

[๑๓๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายภาชนะสำหรับใส่ของบริโภคในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่สูงสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๓๓]

คือข้าพเจ้าย่อมได้ภาชนะทองคำ ภาชนะแก้วมณี

ภาชนะแก้วผลึก และภาชนะแก้วทับทิม ๑

[๑๓๔]

ได้ภริยา ได้ทาสชายหญิง พลช้าง

พลม้า พลรถ พลเดินเท้า

และหญิงผู้เคารพนาย ๑

ได้เครื่องบริโภคทุกเวลา ๑

[๑๓๕]

วิชาในบทมนตร์ในอาคมต่างๆ

จำนวนมากและศิลปะทั้งปวง

ข้าพเจ้าย่อมใคร่ครวญให้เป็นที่ใช้สอยได้ทุกเวลา

(๑๗. อานิสงส์ของการถวายขัน)

[๑๓๖]

ข้าพเจ้าได้ถวายขันในพระสุคต

และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๓๗]

คือข้าพเจ้าย่อมได้ขันทองคำ ขันแก้วมณี

ขันแก้วผลึก และขันแก้วทับทิม ๑

[๑๓๘]

ข้าพเจ้าได้ขันรูปต้นโพธิ์ รูปผลไม้

รูปใบบัว และสังข์สำหรับดื่มน้ำผึ้ง ๑

[๑๓๙]

ข้าพเจ้าย่อมได้ข้อปฏิบัติในวัตรอันงาม

ในอาจาระและกิริยา ๑

ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้

เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๑๘. อานิสงส์ของการถวายเภสัช)

[๑๔๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายเภสัชในพระสุคต

และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

[๑๔๑]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑

เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะ ๑

มียศ ๑ มีสุข ๑ ไม่มีอันตราย ๑

ไม่มีเสนียดจัญไร ๑ ชนทั้งหลายยำเกรงทุกเมื่อ ๑

ไม่มีความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ๑

เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น

(๑๙. อานิสงส์ของการถวายรองเท้า)

[๑๔๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายรองเท้าในพระชินเจ้า

และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๔๓]

คือยานคือช้าง ยานคือม้า

วอ และคานหาม ๑

รถ ๖๐,๐๐๐ คันแวดล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑

[๑๔๔]

เมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ รองเท้าแก้วมณี

รองเท้าทองแดง รองเท้าทองคำ

รองเท้าเงิน ผุดขึ้นรองรับทุกย่างเท้า ๑

[๑๔๕]

บุญกรรมทั้งหลายย่อมช่วยชำระอาจารคุณให้สะอาดแน่นอน

ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๒๐. อานิสงส์ของการถวายเขียงเท้า)

[๑๔๖]

ข้าพเจ้าได้ถวายเขียงเท้าในพระสุคต

และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้สวมเขียงเท้า

ซึ่งสำเร็จด้วยฤทธิ์แล้วอยู่ได้ตามปรารถนา

(๒๑. อานิสงส์ของการถวายผ้าเช็ดน้ำ)

[๑๔๗]

ข้าพเจ้าได้ถวายผ้าเช็ดน้ำในพระสุคต

และในหมู่สงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๔๘]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีผิวพรรณดุจทองคำปราศจากธุลี ๑

มีรัศมีผ่องใส ๑ มีตบะ ๑ ร่างกายมีผิวเกลี้ยงเกลา ๑

ฝุ่นละอองไม่ติดร่างกายข้าพเจ้า ๑

ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๒๒. อานิสงส์ของการถวายไม้เท้าคนแก่)

[๑๔๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายไม้เท้าคนแก่ในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๕๐]

คือข้าพเจ้ามีบุตรมาก ๑ ไม่มีความสะดุ้งกลัว ๑

ได้รับการคุ้มครองโดยการอารักขาทั้งปวง

ใครๆ ข่มไม่ได้ทุกเมื่อ ๑

ไม่รู้จักความพลั้งพลาด ๑ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ๑

(๒๓. อานิสงส์ของการถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา)

[๑๕๑]

ข้าพเจ้าได้ถวายยารักษาไข้และยาหยอดตา(ในพระสุคต)

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

[๑๕๒]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีนัยน์ตาโต ๑

มีนัยน์ตาสีขาว ๑ มีนัยน์ตาสีเหลือง ๑

มีนัยน์ตาสีแดง ๑ มีนัยน์ตาแจ่มใสไม่มัว ๑

ปราศจากโรคตาโดยประการทั้งปวง ๑

[๑๕๓]

มีตาทิพย์ ๑ มีดวงตาคือปัญญาอย่างสูงสุด ๑

ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๒๔. อานิสงส์ของการถวายลูกกุญแจ)

[๑๕๔]

ข้าพเจ้าได้ถวายลูกกุญแจในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้ว

ได้ลูกกุญแจคือญาณสำหรับเปิดประตูแห่งธรรม

(๒๕. อานิสงส์ของการถวายแม่กุญแจ)

[๑๕๕]

ข้าพเจ้าได้ถวายแม่กุญแจ(ในพระสุคต)

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ

คือเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

เป็นคนมีความโกรธน้อย ๑ ไม่มีความคับแค้นใจ ๑

(๒๖. อานิสงส์ของการถวายสายโยก)

[๑๕๖]

ข้าพเจ้าได้ถวายสายโยกในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๕๗]

คือข้าพเจ้าย่อมไม่หวั่นไหวในสมาธิ ๑

เป็นผู้ชำนาญในสมาธิ ๑

มีบริวารไม่แตกแยกกัน ๑

มีถ้อยคำที่เชื่อถือได้ทุกเมื่อ ๑

โภคสมบัติย่อมเกิดเมื่อข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ๑

(๒๗. อานิสงส์ของการถวายกระบอกเป่าควันไฟ)

[๑๕๘]

ข้าพเจ้าได้ถวายกระบอกเป่าควันไฟในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๕๙]

คือข้าพเจ้ามีสติตั้งมั่น ๑

เส้นเอ็นต่อเนื่องกันดี ๑

ได้ที่นอนทิพย์ ๑ เพราะผลแห่งกรรมนั้น

(๒๘. อานิสงส์ของการถวายตะเกียง)

[๑๖๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายตะเกียงในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๓ ประการ

[๑๖๑]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีตระกูล ๑ มีอวัยวะสมบูรณ์ ๑

มีปัญญาที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ๑

ข้าพเจ้าได้คุณเหล่านี้เพราะผลแห่งกรรมของข้าพเจ้านั้น

(๒๙. อานิสงส์ของการถวายคนโทน้ำและผอบ)

[๑๖๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายคนโทน้ำและผอบในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

[๑๖๓]

คือครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับการคุ้มครอง ๑

พรั่งพร้อมด้วยความสุข ๑

มียศยิ่งใหญ่ ๑ มีการดำเนินชีวิตที่ดี ๑

มีร่างกายที่ได้สัดส่วน ๑

เป็นสุขุมาลชาติ ๑ ปราศจากเสนียดจัญไรทั้งปวง ๑

[๑๖๔]

ได้คุณอันไพบูลย์ ๑

ได้รับการยกย่องนับถืออย่างมั่นคง

ปราศจากความหวาดเสียว ๑

[๑๖๕]

ได้คนโทน้ำและผอบ ๔ สี และช้างแก้ว ม้าแก้ว ๑

คุณของข้าพเจ้าเหล่านั้นไม่พินาศ

นี้เป็นผลในการถวายคนโทน้ำและผอบ

(๓๐. อานิสงส์ของการถวายวัตถุขัดสนิม)

[๑๖๖]

ข้าพเจ้าได้ถวายแปรงมือในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๖๗]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยลักษณะทั้งปวง ๑

มีอายุยืน ๑ มีปัญญา ๑ มีจิตตั้งมั่น ๑

มีร่างกายพ้นจากความยากลำบาก

ทุกอย่างในกาลทุกเมื่อ ๑

(๓๑. อานิสงส์ของการถวายกรรไกร)

[๑๖๘]

ข้าพเจ้าได้ถวายกรรไกรที่มีคมบางซึ่งลับไว้ดีในพระสงฆ์

แล้วได้ญาณเป็นเครื่องตัดกิเลส

ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเปรียบปาน

(๓๒. อานิสงส์ของการถวายแหนบ)

[๑๖๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายแหนบในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

ย่อมได้ญาณเป็นเครื่องถอนกิเลส

ซึ่งบริสุทธิ์ไม่มีอะไรเทียบเท่า

(๓๓. อานิสงส์ของการถวายยานัตถุ์)

[๑๗๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายยานัตถุ์ในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๘ ประการ

[๑๗๑]

คือข้าพเจ้ามีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ มีหิริ ๑

มีโอตตัปปะ ๑ มีสุตะ ๑

มีจาคะ ๑ มีขันติ ๑ มีปัญญา ๑

(๓๔. อานิสงส์ของการถวายตั่ง)

[๑๗๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๗๓]

คือข้าพเจ้าย่อมเกิดในตระกูลสูง เป็นผู้มีโภคสมบัติมาก ๑

ชนทั้งปวงยำเกรงข้าพเจ้า ๑

ชื่อเสียงของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไป ๑

[๑๗๔]

บัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมห้อมล้อมข้าพเจ้าเป็นนิตย์

ตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป ๑ ยินดีในการจำแนกทาน ๑

(๓๕. อานิสงส์ของการถวายฟูก)

[๑๗๕]

ข้าพเจ้าได้ถวายฟูกในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

[๑๗๖]

คือข้าพเจ้ามีร่างกายสมส่วนที่บุญกรรมก่อให้

เป็นผู้อ่อนโยน มีรูปงาม น่าดู ๑

ข้าพเจ้าย่อมได้ญาณอันประเสริฐ ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก

[๑๗๗]

ข้าพเจ้าย่อมได้ฟูกที่ยัดด้วยนุ่น

อันวิจิตรด้วยรูปสัตว์ต่างๆ มีรูปราชสีห์

และเสือโคร่งเป็นต้น ด้วยผ้าไหม

แกมดิ้นที่ปักเพชรพลอย ๑

ผ้าป่านอย่างดี และผ้ากัมพลต่างๆ จำนวนมาก ๑

[๑๗๘]

ได้ผ้าปาวารที่มีขนอ่อนนุ่ม

ผ้าทำด้วยขนสัตว์อ่อนนุ่มในที่ต่างๆ ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก

[๑๗๙]

เมื่อใดข้าพเจ้าระลึกถึงตน

เมื่อใดข้าพเจ้าเป็นผู้รู้เดียงสา

เมื่อนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่เปล่า มีฌานเป็นเตียงนอน ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายฟูก

(๓๖. อานิสงส์ของการถวายหมอน)

[๑๘๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายหมอนในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๖ ประการ

[๑๘๑]

คือข้าพเจ้าใช้หมอนที่ยัดด้วยขนสัตว์

หมอนที่ยัดด้วยเกสรบัวหลวง

และหมอนที่ยัดด้วยจุรณจันทน์แดง

หนุนศีรษะของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑

[๑๘๒]

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในอัฏฐังคิกมรรคอย่างประเสริฐ

และในสามัญผล ๔ เหล่านั้น อยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ๑

[๑๘๓]

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในทาน

ทมะ สัญญมะ อัปปมัญญา

และรูปฌานเหล่านั้น อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑

[๑๘๔]

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในวัตร คุณ การปฏิบัติ

อาจาระและกิริยา อยู่ตลอดกาลทั้งปวง ๑

[๑๘๕]

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในการจงกรม

ในความเพียรที่เป็นประธาน

และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น อยู่ตามปรารถนา ๑

[๑๘๖]

ข้าพเจ้าทำญาณให้เกิดในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ

และในวิมุตติญาณทัสสนะเหล่านั้นแล้ว อยู่เป็นสุข ๑

(๓๗. อานิสงส์ของการถวายตั่งแผ่นกระดาน)

[๑๘๗]

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งแผ่นกระดานในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ

[๑๘๘]

คือข้าพเจ้าได้บัลลังก์อย่างประเสริฐ

ทำด้วยทอง ทำด้วยแก้วมณี ๑

และทำด้วยงาช้างจำนวนมาก ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแผ่นกระดาน

(๓๘. อานิสงส์ของการถวายตั่งวางเท้า)

[๑๘๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายตั่งวางเท้าในพระชินเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๒ ประการ

คือข้าพเจ้าย่อมได้ยานพาหนะจำนวนมาก ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า

[๑๙๐]

ทาสหญิงชาย ภรรยา และคนผู้อาศัยเหล่าอื่น

บำรุงบำเรอข้าพเจ้าโดยชอบ ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งวางเท้า

(๓๙. อานิสงส์ของการถวายน้ำมันทาเท้า)

[๑๙๑]

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำมันทาเท้า(ในพระชินเจ้า)

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๙๒]

คือข้าพเจ้าไม่มีความเจ็บไข้ ๑ มีรูปงาม ๑

มีเส้นประสาทรับรสได้เร็ว ๑ ได้ข้าวและน้ำ ๑

มีอายุยืนเป็นคำรบ ๕

(๔๐. อานิสงส์ของการถวายเนยใสและน้ำมัน)

[๑๙๓]

ข้าพเจ้าได้ถวายเนยใสและน้ำมัน(ในพระชินเจ้า)

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๙๔]

คือข้าพเจ้าเป็นคนมีกำลังแข็งแรง ๑

มีร่างกายสมบูรณ์ ๑

เป็นคนร่าเริงทุกเมื่อ ๑ มีบุตรได้ทุกเมื่อ ๑

และเป็นคนไม่เจ็บไข้ทุกเมื่อ ๑

นี้เป็นผลแห่งการถวายเนยใสและน้ำมัน

(๔๑. อานิสงส์ของการถวายน้ำบ้วนปาก)

[๑๙๕]

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำบ้วนปาก(ในพระชินเจ้า)

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๕ ประการ

[๑๙๖]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีลำคอบริสุทธิ์ ๑ มีเสียงไพเราะ ๑

ปราศจากโรคไอ ๑ ปราศจากโรคหืด ๑

กลิ่นดอกอุบลฟุ้งออกจากปากของข้าพเจ้าทุกเมื่อ ๑

(๔๒. อานิสงส์ของการถวายนมส้ม)

[๑๙๗]

ข้าพเจ้าได้ถวายนมส้มอย่างดีในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุด

ได้บริโภคอมตภัตคือกายคตาสติอันประเสริฐ

(๔๓. อานิสงส์ของการถวายน้ำผึ้ง)

[๑๙๘]

ข้าพเจ้าได้ถวายน้ำผึ้งที่มีสีกลิ่นและรสในพระชินเจ้า

และในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุดแล้ว

ได้วิมุตติรสที่ไม่มีรสอื่นเปรียบปานได้ ไม่เป็นอย่างอื่น

(๔๔. อานิสงส์ของการถวายรส)

[๑๙๙]

ข้าพเจ้าได้ถวายรสตามเป็นจริงในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับผล ๔ ประการ

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า

(๔๕. อานิสงส์ของการถวายข้าวและน้ำ)

[๒๐๐]

ข้าพเจ้าได้ถวายข้าวและน้ำในพระพุทธเจ้า

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

[๒๐๑]

คือข้าพเจ้าเป็นผู้มีอายุยืน ๑ มีกำลัง ๑

เป็นนักปราชญ์ ๑ มีวรรณะสวยงาม ๑

มียศ ๑ มีสุข ๑ เป็นผู้ได้ข้าว ๑ เป็นผู้ได้น้ำ ๑

เป็นคนกล้า ๑ เป็นผู้มีปัญญา ๑

ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ได้คุณเหล่านี้

(๔๖. อานิสงส์ของการถวายธูป)

[๒๐๒]

ข้าพเจ้าได้ถวายธูปในพระสุคต

และในพระสงฆ์ซึ่งเป็นหมู่คณะที่ประเสริฐสุดแล้วได้รับอานิสงส์

ซึ่งสมควรแก่กรรมของข้าพเจ้า ๑๐ ประการ

[๒๐๓]

คือเป็นผู้มีกลิ่นตัวหอมฟุ้ง ๑ มียศ ๑

มีปัญญาไว ๑ มีชื่อเสียง ๑

มีปัญญาเฉียบแหลม ๑ มีปัญญากว้างขวาง ๑

มีปัญญาร่าเริง ๑ มีปัญญาลึกซึ้ง ๑

[๒๐๔]

มีปัญญาไพบูลย์ ๑ มีปัญญาแล่นไปเร็ว ๑

เพราะผลแห่งการถวายธูปนั้น

ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นสันติสุข ในกาลบัดนี้

(อานิสงส์ทั่วๆ ไป)

[๒๐๕]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๐๖]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๐๗]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (๓๙๐)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๐. ปิลินทวรรคหัวข้อถัดไป๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)