ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๐. ปิลินทวรรค
  8. /
  9. ๓. สรรพกิตติกเถราปทาน (๓๙๓)

๓. สรรพกิตติกเถราปทาน (๓๙๓)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๓๙๕ · บรรทัด ๘๔๖๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สัพพกิตติกเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสัพพกิตติกเถระ

(พระสัพพกิตติกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๓๐๔]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรุ่งเรืองดุจดอกกรรณิการ์

ทรงโชติช่วงดุจต้นพฤกษาประทีป

ทรงรุ่งโรจน์ดุจดาวประกายพรึก

ดุจสายฟ้าในท้องฟ้า

[๓๐๕]

ไม่ครั่นคร้าม ไม่สะดุ้งกลัว

ดุจพญาเนื้อ ทรงประกาศแสงสว่างคือญาณ

ทรงย่ำยีหมู่เดียรถีย์

[๓๐๖]

ทรงช่วยโลกนี้ คลายความสงสัยทั้งปวงได้ไม่ครั่นคร้าม

ดุจพญาราชสีห์ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว

[๓๐๗]

ข้าพเจ้าทรงชฎาและหนังสัตว์

เป็นใหญ่ ซื่อตรง มีความเพียร

ถือเอาผ้าเปลือกปอไปปูลาดที่แทบพระบาท

[๓๐๘]

ข้าพเจ้านำกระลำพักมาชโลมทาพระตถาคต

ครั้นชโลมทาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

ได้ชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

[๓๐๙]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว

ทรงช่วยเหลือสัตว์โลกนี้ ทรงโชติช่วง

ด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ

พระญาณ(ของพระองค์)ประเสริฐสุด

[๓๑๐]

พระองค์ทรงประกาศธรรมจักร ย่ำยีเดียรถีย์อื่น

เป็นผู้องอาจ ชนะสงครามแล้ว

ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว

[๓๑๑]

ทิฏฐิทั้งปวงย่อมแตกทำลายไปเพราะพระญาณของพระองค์

ดุจคลื่นในมหาสมุทรย่อมแตกขจายไปเพราะริมฝั่ง

[๓๑๒]

แหตาเล็กๆ ที่เขาเหวี่ยงลงไปในสระแล้ว

สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในแห

ย่อมถูกบีบคั้นในขณะนั้นฉันใด

[๓๑๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

พวกเดียรถีย์ในโลกเป็นผู้หลงงมงาย

ไม่อิงอาศัยสัจจะ ย่อมเป็นไปภายในพระญาณ

อันประเสริฐของพระองค์ฉันนั้น

[๓๑๔]

พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่ถูกพัดพาไปในห้วงน้ำ

เป็นที่พึ่งของผู้ไม่มีญาติ เป็นสรณะของผู้ที่มีภัย

เป็นจุดมุ่งหมายของผู้ต้องการความหลุดพ้น

[๓๑๕]

เสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีใครเหมือน

ทรงประกอบด้วยพระเมตตากรุณา

ทรงมีปัญญาประกอบด้วยจาคะ

ชำนาญ คงที่ เป็นที่อยู่แห่งคุณ

[๓๑๖]

เป็นนักปราชญ์ ปราศจากความหลง

ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย

เป็นผู้พอพระทัย ทรงคลายโทสะแล้ว

ไม่มีมลทิน ทรงสำรวม มีความบริสุทธิ์

[๓๑๗]

ล่วงธรรมเครื่องข้อง ปราศจากความเมา

ได้วิชชา ๓ ถึงที่สุดภพ ทรงล่วงเขตแดน

เป็นผู้หนักในธรรม ถึงจุดมุ่งหมายแล้ว

ทรงหว่านประโยชน์เกื้อกูล

[๓๑๘]

ทรงช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้นเปรียบเหมือนเรือ(พาคนข้ามฟาก)

ทรงมีขุมทรัพย์ ทรงทำความเบาใจ

ไม่ทรงครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์

ทรงฝึกแล้วเหมือนพญาคชสารที่ฝึกแล้ว

[๓๑๙]

ครั้งนั้น ครั้นข้าพเจ้าสรรเสริญพระมหามุนี

พระนามว่าปทุมุตตระ ด้วยคาถา ๑๐ คาถา

กราบพระบาทของพระศาสดาแล้วได้ยืนนิ่งอยู่

[๓๒๐]

พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา

ประทับยืนอยู่ในท่ามกลางหมู่ภิกษุ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๒๑]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่สรรเสริญศีล

ปัญญา และธรรมของเรา

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๓๒๒]

ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๖๐,๐๐๐ กัป

จักครองอิสริยยศปกครองเทวดาเหล่าอื่น

[๓๒๓]

ภายหลังเขาบวชแล้ว ถูกกุศลมูลตักเตือน

จักบวชในศาสนา

ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

[๓๒๔]

ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทางกาย

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ แล้วนิพพาน

[๓๒๕]

เมฆคำรนกระหึ่ม ทำแผ่นดินนี้ให้ชุ่มฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ชุ่มชื่นด้วยธรรมฉันนั้น

[๓๒๖]

ครั้นข้าพเจ้าเชยชมศีล ปัญญา ธรรม

และพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว

ได้บรรลุนิพพานซึ่งเป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เป็นบทไม่จุติ

[๓๒๗]

โอหนอ พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น

พึงดำรงอยู่นานแน่

ข้าพเจ้าก็พึงรู้แจ้งธรรมที่ยังไม่รู้แจ้ง พึงเห็นอมตบท

[๓๒๘]

ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้ากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๓๒๙]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ

[๓๓๐]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงเข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๓๓๑]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๓๓๒]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระสัพพกิตติกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สัพพกิตติกเถราปทานที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. เสลเถราปทาน (๓๙๒)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๐. ปิลินทวรรคหัวข้อถัดไป๔. มธุทายกเถราทาน (๓๙๔)