ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๐. ปิลินทวรรค
  8. /
  9. ๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕)

๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน (๓๙๕)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๓๙๗ · บรรทัด ๘๕๕๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. ปทุมกูฏาคาริกเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระปทุมกูฏาคาริกเถระ

(พระปทุมกูฏาคาริกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๓๕๓]

พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์เอง

ทรงประสงค์วิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี

[๓๕๔]

พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด

เสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์

ทรงลาดผ้าบังสุกุลแล้วประทับนั่งอยู่

[๓๕๕]

เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าดงทึบ

เที่ยวแสวงหาเนื้อฟานอยู่ในครั้งนั้น

[๓๕๖]

ณ ที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ข้ามโอฆกิเลสได้แล้ว

ไม่มีอาสวะเด่นอยู่ดุจต้นพญาไม้สาละมีดอกบานสะพรั่ง

และดุจดวงอาทิตย์อุทัย

[๓๕๗]

ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ มีพระยศยิ่งใหญ่แล้ว

จึงลงไปยังชาติสระ นำดอกปทุมมาในขณะนั้น

[๓๕๘]

ครั้นนำดอกปทุมร้อยกลีบซึ่งเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจมาแล้ว

จึงสร้างเรือนยอด(ปราสาท)แล้วมุงด้วยดอกปทุม

[๓๕๙]

พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มหามุนี

ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา

ประทับอยู่ในเรือนยอดตลอด ๗ วัน ๗ คืน

[๓๖๐]

ข้าพเจ้านำดอกปทุมที่เก่าๆ ทิ้งแล้ว

มุงด้วยดอกปทุมใหม่

ได้ยืนประคองอัญชลี ในขณะนั้น

[๓๖๑]

พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

เสด็จออกจากสมาธิแล้วประทับนั่งเหลียวดูทิศอยู่

[๓๖๒]

ครั้งนั้น พระเถระผู้อุปัฏฐากนามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก

รู้พระดำริของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี ผู้ศาสดา

[๓๖๓]

มีภิกษุ ๘๐,๐๐๐ รูปแวดล้อมแล้ว

เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ซึ่งประทับนั่งเป็นสุขอยู่ที่ชายป่า

[๓๖๔]

และครั้งนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์

ทราบพระพุทธดำริแล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด

[๓๖๕]

เมื่อพวกยักษ์ กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน

และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึงพร้อมแล้ว

พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า

[๓๖๖]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่บูชาเราตลอด ๗ วัน

และได้สร้างอาวาสถวายเรา

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๓๖๗]

เราจักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก

ลึกซึ้งให้ปรากฏชัดด้วยญาณ

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๓๖๘]

ผู้นั้นจักได้ครองเทวสมบัติตลอด ๑๔ กัป

เรือนยอดของผู้นั้นใหญ่ มุงด้วยดอกปทุม

[๓๖๙]

เทวดาทั้งหลายทรงไว้ในอากาศ

นี้เป็นผลแห่งบุพกรรม

เขาจักเวียนว่ายตายเกิดสับสนใน ๑๑๔ กัป

[๓๗๐]

ในกัปที่ ๑๑๔ นั้น

วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ

น้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวฉันใด

[๓๗๑]

กิเลสทั้งหลายก็ไม่ติดอยู่ในญาณของผู้นี้ฉันนั้น

ผู้นี้จักปลดเปลื้องนิวรณ์ ๕ ออกจากใจได้

[๓๗๒]

ให้ความคิดเกิดในเนกขัมมะแล้ว

จักออกจากเรือนบวช

ในครั้งนั้น วิมานดอกไม้ที่ยังทรงอยู่ก็จักออกไปด้วย

[๓๗๓]

เมื่อผู้นั้นมีปัญญารักษาตน มีสติ อยู่ที่โคนต้นไม้

วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะของผู้นั้นที่โคนต้นไม้นั้น

[๓๗๔]

ผู้นั้นถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย

ที่นอนและที่นั่งแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว

จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

[๓๗๕]

เมื่อเรือนยอดลอยไป ข้าพเจ้าออกบวชแล้ว

กรรมทรงเรือนยอดไว้เฉพาะข้าพเจ้าแม้อยู่ที่โคนต้นไม้

[๓๗๖]

ข้าพเจ้าไม่มีความตั้งใจ(แสวงหา)จีวรและบิณฑบาต

ข้าพเจ้าประกอบด้วยบุญกรรม

จึงได้จีวรและบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว

[๓๗๗]

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ผ่านพ้นข้าพเจ้าไปเปล่าๆ ตั้งหลายพระองค์

ตลอดโกฏิกัปจำนวนมาก โดยนับประมาณมิได้

[๓๗๘]

ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ จึงมาเกิดยังกำเนิดนี้

[๓๗๙]

ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระนามว่าอโนมะ ผู้มีพระจักษุ

ครั้นเข้าเฝ้าพระองค์แล้ว ก็ได้บวชเป็นบรรพชิต

[๓๘๐]

พระพุทธชินเจ้าผู้ทรงทำที่สุดทุกข์ได้

ทรงแสดงพระสัทธรรม

ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว

ได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว

[๓๘๑]

ข้าพเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมศากยะ

ผู้ประเสริฐทรงพอพระทัย

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๓๘๒]

ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๓๘๓]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๓๘๔]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๓๘๕]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระปทุมกูฏาคาริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ปทุมกูฏาคาริกเถราปทานที่ ๕ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. มธุทายกเถราทาน (๓๙๔)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๐. ปิลินทวรรคหัวข้อถัดไป๖. พักกุลเถราปทาน (๓๙๖)