ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๐. ปิลินทวรรค
  8. /
  9. ๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗)

๗. คิริมานันทเถราปทาน (๓๙๗)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๓๙๙ · บรรทัด ๘๖๖๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. คิริมานันทเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระคิริมานันทเถระ

(พระคิริมานันทเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๔๑๙]

ภริยาของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมแล้ว

บุตรของข้าพเจ้าก็ตกไปอยู่ป่าช้าแล้ว(ตาย)

บิดามารดาและพี่ชายของข้าพเจ้าก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน

[๔๒๐]

เพราะความเศร้าโศกนั้น

ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้รุ่มร้อน ผอมเหลือง

จิตของข้าพเจ้าฟุ้งซ่าน

คับแค้นใจด้วยความเศร้าโศกนั้น

[๔๒๑]

ข้าพเจ้ามากไปด้วยลูกศรคือความเศร้าโศกจึงเข้าไปยังชายป่า

บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง อาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้

[๔๒๒]

พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้กระทำที่สุดทุกข์

พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า

จึงเสด็จมาใกล้ข้าพเจ้า

[๔๒๓]

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้า

พระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

จึงแหงน(หน้า)มองดูพระมหามุนี

[๔๒๔]

พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า

ในครั้งนั้นข้าพเจ้าได้มีใจเบิกบาน

เพราะเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๔๒๕]

ข้าพเจ้าจึงได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ

ประทับนั่งบนใบไม้นั้น ด้วยความอนุเคราะห์

[๔๒๖]

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว

ทรงแสดงธรรมเครื่องบรรเทาลูกศร

คือความเศร้าโศกแก่ข้าพเจ้าว่า

[๔๒๗]

ชนเหล่านั้น ไม่มีใครเชิญก็พากันมาจากปรโลกนั้นเอง

ไม่มีใครอนุญาตก็พากันไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว

เขาก็พากันไปตามที่เขาจะไป

จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของพวกเขานั้น

[๔๒๘]

เมื่อฝนตกลงมาคนเดินทางที่มีสิ่งของ

ก็หลบฝนจนกว่าฝนจะหาย

[๔๒๙]

เมื่อฝนหายแล้ว พวกเขาก็ไปตามปรารถนาฉันใด

มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น

จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น

[๔๓๐]

แขกผู้จรมาผู้ทำเจ้าของบ้านให้หวั่นไหวสั่นสะท้านฉันใด

มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น

จะคร่ำครวญไปทำไมในการตายของเขานั้น

[๔๓๑]

งูลอกคราบเก่าไปฉันใด

มารดาและบิดาของท่านก็ฉันนั้น

ย่อมละกายของตนในโลกนี้ไป

[๔๓๒]

ข้าพเจ้าได้ทราบพระพุทธดำรัสแล้ว

จึงละลูกศรคือความเศร้าโศกได้

เกิดความปราโมทย์แล้ว ได้กราบไหว้

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๔๓๓]

ครั้นแล้ว ใช้ช่อดอกกล้วยไม้ที่มีกลิ่นหอมทิพย์

บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ผู้เป็นพระมหานาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๔๓๔]

ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะระลึกถึงคุณอันเลิศแล้ว

ได้สรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

[๔๓๕]

ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีความเพียรมาก

พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู เป็นผู้นำสัตว์โลก

ทรงข้ามพ้นแล้ว ยังทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ ด้วยพระญาณอีก

[๔๓๖]

ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระจักษุ

พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์

และให้ข้าพระองค์บรรลุมรรคด้วยพระญาณของพระองค์

[๔๓๗]

พระอรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ

ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก

เที่ยวไปในอากาศได้

เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมอยู่ในขณะนั้น

[๔๓๘]

พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผล

เป็นสาวกของพระองค์

สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมเบ่งบาน

เหมือนดอกปทุมแย้มบานเมื่อดวงอาทิตย์อุทัย

[๔๓๙]

มหาสมุทรประมาณมิได้ ไม่มีอะไรเทียมเท่า

ยากที่จะข้ามได้ ฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

พระองค์ก็ทรงสมบูรณ์ด้วยพระญาณนับประมาณมิได้ ฉันนั้น

[๔๔๐]

ข้าพเจ้าได้คุกเข่าน้อมไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะโลก

ผู้มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ทุกทิศแล้วหลีกไป

[๔๔๑]

ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว

มีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า

เร่ร่อนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

ลงมาปฏิสนธิในครรภ์มารดา

[๔๔๒]

ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีความเพียร

มีปัญญารักษาตน

มีปกติเข้าฌาน มีการหลีกเร้นเป็นอารมณ์

[๔๔๓]

ตั้งความเพียร ให้พระมหามุนีทรงพอพระทัย

พ้นจากกิเลส ดังดวงจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆ อยู่ทุกเมื่อ

[๔๔๔]

ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๔๔๕]

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธเจ้าไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๔๔๖]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๔๔๗]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๔๔๘]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระคิริมานันทเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

คิริมานันทเถราปทานที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๖. พักกุลเถราปทาน (๓๙๖)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๐. ปิลินทวรรคหัวข้อถัดไป๘. สลฬมัณฑปิยเถราปทาน (๓๙๘)