ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๑. เมตเตยยวรรค
  8. /
  9. ๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน (๔๐๑)

๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน (๔๐๑)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๔๐๓ · บรรทัด ๘๘๗๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔๑. เมตเตยยวรรค

หมวดว่าด้วยพระเมตเตยยะเป็นต้น

๑. ติสสเมตเตยยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระติสสเมตเตยยเถระ

(พระติสสเมตเตยยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑]

(ข้าพเจ้าเป็น)ดาบสชื่อโสภิตะ

บริโภคแต่ผลไม้ที่หล่นเอง

อาศัยยอดเงื้อมอยู่ในระหว่างภูเขา

[๒]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์อย่างสูงสุด

เพื่อเกิดในพรหมโลก

จึงนำฟืนสำหรับก่อไฟมาสุมไฟให้ลุกโพลง

[๓]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา

พระองค์ประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า

จึงเสด็จมาในสำนักของข้าพเจ้า

[๔]

ตรัสถามว่า ทำอะไรอยู่หรือ ท่านผู้มีบุญมาก

ขอท่านจงให้ฟืนสำหรับก่อไฟแก่เราบ้าง

เราจะบำเรอไฟ

เพราะการบำเรอไฟนั้น

ความบริสุทธิ์จักมีแก่เรา

[๕]

ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นมนุษย์

ท่านเป็นผู้เจริญดี ท่านเข้าใจเทวดาดี

เชิญท่านบำเรอไฟ

เชิญท่านนำฟืนสำหรับก่อไฟไปเถิด

[๖]

ลำดับนั้น พระชินเจ้าทรงถือฟืนจากที่นั้นไปก่อไฟ

แต่ไม่ทำฟืนให้ไหม้ในกองไฟนั้น

เพราะพระองค์ผู้แสวงหาคุณ

อันยิ่งใหญ่ทรงทำปาฏิหาริย์

[๗]

พระชินเจ้าตรัสว่า ไฟของท่านไม่ลุกโพลง

เครื่องบูชาของท่านไม่มีการบำเรอ

ไฟของท่านไร้ประโยชน์

เชิญท่านบำเรอไฟของเราบ้างซิ

[๘]

ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก

ไฟของท่านเป็นเช่นไร

ขอจงบอกไฟของท่าน

เมื่อบอกแก่ข้าพเจ้าแล้ว

เราทั้ง ๒ จะบูชา(ร่วมกัน)

[๙]

พระชินเจ้าตรัสว่า การบูชาของเรามีไว้

(เพื่อประโยชน์) ๓ ประการนี้

คือเพื่อดับธรรมที่เป็นเหตุ ๑ เพื่อเผากิเลส ๑

เพื่อละความริษยาและความตระหนี่ ๑

[๑๐]

ข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก

ผู้นิรทุกข์ พระองค์เป็นคนเช่นไร มีตระกูลอย่างไร

ข้าพเจ้าชอบใจอาจาระและข้อปฏิบัติของพระองค์นัก

[๑๑]

พระชินเจ้าตรัสตอบว่า

เราเกิดในตระกูลกษัตริย์

ถึงความสำเร็จแห่งอภิญญา

สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๑๒]

ข้าพเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ส่องแสงสว่าง

ทรงบรรเทาความมืด

ถ้าพระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า

ข้าพระองค์จักขอนอบน้อมพระองค์

พระองค์เป็นผู้ทำที่สุดทุกข์

[๑๓]

ข้าพเจ้าจึงปูหนังสัตว์ถวายให้เป็นที่ประทับนั่ง

พระสัพพัญญูประทับนั่งบนหนังสัตว์นั้น

ข้าพเจ้าอุปัฏฐากพระองค์

[๑๔]

พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนหนังสัตว์ที่ข้าพเจ้าปูถวายนั้น

ข้าพเจ้านิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปยังภูเขา

[๑๕]

เก็บผลมะพลับใส่หาบจนเต็ม

นำผลมาคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งแล้ว

ได้ถวายแด่พระพุทธเจ้า

[๑๖]

เมื่อข้าพเจ้ามองดูอยู่ พระชินเจ้าทรงเสวยในขณะนั้น

ข้าพเจ้ามองดูพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์

[๑๗]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา

ประทับนั่งอยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๑๘]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่เลื่อมใสได้ถวายผลไม้

ให้เราฉันจนอิ่มหนำ ด้วยมือของตน

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๑๙]

ผู้นั้นจักครองเทวสมบัติ ๒๕ ชาติ

และจักเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๒๐]

ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ซึ่งสมควรแก่ค่ามาก

ดังจะรู้ความดำริของเขา ผู้ประกอบด้วยบุญกรรม

[๒๑]

ปัจจัยทั้งหลาย ประกอบด้วยบุญกรรมจักบังเกิดขึ้นทันที

ผู้นี้จักบันเทิง และไม่มีโรคตลอดเวลา

[๒๒]

เขาเกิดในกำเนิดใด

คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ในกำเนิดนั้น เขาจักได้เป็นมนุษย์ มีสุขในที่ทุกแห่ง

[๒๓]

เขาเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท

เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจักเป็นพระอรหันต์

[๒๔]

ตั้งแต่ข้าพเจ้าจำความได้ รู้เดียงสา

ความพร่องในโภคสมบัติไม่มีแก่ข้าพเจ้าเลย

นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้

[๒๕]

ข้าพเจ้าบรรลุถึงธรรมอย่างประเสริฐแล้ว

ถอนราคะและโทสะขึ้นได้แล้ว

สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๒๖]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๗]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๘]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระติสสเมตเตยยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ติสสเมตเตยยเถราปทานที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. อชิตเถราปทาน (๔๐๐)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๑. เมตเตยยวรรคหัวข้อถัดไป๒. ปุณณกเถราปทาน (๔๐๒)