ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๔๑. เมตเตยยวรรค
  8. /
  9. ๗. เหมกเถราปทาน (๔๐๗)

๗. เหมกเถราปทาน (๔๐๗)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๔๐๙ · บรรทัด ๙๑๙๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. เหมกเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระเหมกเถระ

(พระเหมกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๘๓]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่ออโนมะ

อาศัยยอดเงื้อมเขาสร้างอาศรมไว้อย่างดี

อยู่ในบรรณศาลา

[๑๘๔]

การบำเพ็ญตบะของข้าพเจ้านั้นสำเร็จแล้ว

ข้าพเจ้าถึงความสำเร็จในพลังของตน

กล้าหาญในสามัญคุณของตน มีความเพียร

มีปัญญารักษาตน เป็นมุนี

[๑๘๕]

แกล้วกล้าในลัทธิสมัยของตน

ฉลาดในการโต้ตอบ

ไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ

ฉลาดในลางร้ายลางดี

[๑๘๖]

ปราศจากความเศร้าโศก ไม่แข่งดี

มีอาหารน้อย(ฉันอาหารน้อย)

ไม่โลภจัด สันโดษตามมีตามได้ (ลาภาลาเภน)

มีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน เป็นมุนี

[๑๘๗]

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณา เป็นมุนี

พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้น(จากวัฏสงสาร)

จึงทรงแผ่พระกรุณาไป

[๑๘๘]

พระมหามุนีทรงพระนามว่าปิยทัสสี

ทรงพิจารณาเห็นคนผู้ควรตรัสรู้แล้ว

ก็เสด็จไปประทานโอวาทในที่ ๑,๐๐๐ จักรวาล

[๑๘๙]

พระองค์ทรงประสงค์จะช่วยเหลือข้าพเจ้า

จึงเสด็จเข้ามายังอาศรมของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระชินเจ้ามาก่อน

และไม่เคยได้ฟังมาจากใครๆ

[๑๙๐]

ลางดีลางร้าย ความฝัน

และลักษณะดีร้าย ข้าพเจ้ารู้ดีแล้ว

ข้าพเจ้าไปได้ทั้งบนพื้นดินและในอากาศ

ฉลาดในบทนักษัตร

[๑๙๑]

ข้าพเจ้านั้นได้ฟังข่าวพระพุทธเจ้าแล้ว

ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธองค์

จะยืนหรือนั่งอยู่ก็ตาม

ย่อมระลึกถึงตลอดกาลเป็นนิตย์

[๑๙๒]

เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงอยู่อย่างนี้

แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงระลึกถึง

เมื่อข้าพเจ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้า ปีติก็เกิดขึ้นทันที

[๑๙๓]

พระมหามุนีทรงรอเวลาอีกหน่อยแล้ว

จึงเสด็จมาหาข้าพเจ้า

แม้เมื่อพระองค์เสด็จมาถึง

ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักว่าผู้นี้คือพระพุทธมหามุนี

[๑๙๔]

พระมหามุนีพระนามว่าปิยทัสสี ผู้อนุเคราะห์

ประกอบด้วยพระกรุณาทรงให้รู้จักพระองค์ว่า

เราเป็นพระพุทธเจ้าในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก

[๑๙๕]

ครั้นข้าพเจ้ารู้จักแน่ชัดว่า

พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี

ผู้เป็นมหามุนีแล้ว

จึงทำจิตของตนให้เลื่อมใส ได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๑๙๖]

นิมนต์ภิกษุทั้งปวงนั่งบนตั่ง

บนบัลลังก์ และบนพนักพิง

ส่วนพระองค์ผู้มีปกติเห็นเหตุทั้งสิ้น

ขอเชิญประทับบนอาสนะที่รุ่งเรือง

[๑๙๗]

ในขณะนั้น ข้าพเจ้าเนรมิตตั่งซึ่งสำเร็จด้วยแก้วล้วนๆ แล้ว

ถวายอาสนะที่เนรมิตด้วยฤทธิ์แด่พระมุนีพระนามว่าปิยทัสสี

[๑๙๘]

เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่ง

บนตั่งแก้วที่ข้าพเจ้าเนรมิตด้วยฤทธิ์แล้ว

ข้าพเจ้าได้ถวายผลหว้าโตประมาณเท่าหม้อทันที

[๑๙๙]

พระมหามุนีทรงให้ความร่าเริงเกิดแก่ข้าพเจ้าแล้ว ทรงเสวยแล้ว

ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว

ถวายอภิวาทพระศาสดา

[๒๐๐]

ส่วนพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก

ทรงองอาจกว่านรชน ประทับนั่งอยู่บนอาสนะแก้ว

ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๒๐๑]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายตั่งแก้วและผลซึ่งเป็นอมตะแก่เรา

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๒๐๒]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ชาติ

[๒๐๓]

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๓๒ ชาติ

จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๒๐๔]

จักได้บัลลังก์ทองคำ บัลลังก์เงิน บัลลังก์แก้วทับทิม

และบัลลังก์แก้วล้วน จำนวนมาก ที่ทำอย่างสวยงาม

[๒๐๕]

บัลลังก์มากมายจักแวดล้อมผู้นี้ซึ่งเกิดเป็นมนุษย์

พรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม แม้เดินอยู่ ทุกเมื่อ

[๒๐๖]

ปราสาทที่เป็นเรือนยอดและที่นอนอันควรค่ามาก

ดังจะรู้จิตของผู้นี้ บังเกิดขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง

[๒๐๗]

ช้างพลายชาติมาตังคะ ๖๐,๐๐๐ เชือก

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

มีสายประโคนพานหน้าและพานหลังทำด้วยทอง

ประกอบด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายล้วนเป็นทอง

[๒๐๘]

มีควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอขึ้นขี่ประจำ

พลช้างเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

[๒๐๙]

ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖๐,๐๐๐ ตัว

เป็นพาหนะวิ่งเร็ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

[๒๑๐]

มีทหารม้าถือธนูสวมเกราะหนังขึ้นขี่ประจำ

พลม้าเหล่านั้นจักบำเรอผู้นี้

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

[๒๑๑]

รถ ๖๐,๐๐๐ คัน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองบ้าง

หุ้มด้วยหนังเสือโคร่งบ้าง ปักธงหน้ารถ

[๒๑๒]

มีนายสารถีถือกริชและธนูขึ้นประจำ

จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

[๒๑๓]

แม่โคนม ๖๐,๐๐๐ ตัว จักตกลูกโคผู้ตัวประเสริฐ

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

[๒๑๔]

สตรี ๖๐,๐๐๐ คน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง

สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

[๒๑๕]

มีตากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง

จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งแก้ว

[๒๑๖]

ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)

พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้มีพระจักษุ

ทรงกำจัดความมืดมนอนธการ จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๑๗]

ผู้นี้อาศัยการได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

จักตัดความกังวลออกบวช

จักให้พระศาสดาทรงพอพระทัยแล้ว ยินดียิ่งอยู่ในศาสนา

[๒๑๘]

ได้ฟังธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว

จักเผากิเลสทั้งหลาย

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงจักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

[๒๑๙]

ข้าพเจ้ามีความเพียรสำหรับนำพาธุระไป

เป็นความเพียรนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ

ข้าพเจ้าปรารถนาประโยชน์สูงสุด อยู่ในศาสนา

[๒๒๐]

นี้เป็นชาติสุดท้ายของข้าพเจ้า

ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่

อาสวะทั้งปวงของข้าพเจ้าสิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๒๒๑]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๒๒]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๒๓]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระเหมกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

เหมกเถราปทานที่ ๗ จบ

ภาณวารที่ ๑๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๖. นันทกเถราปทาน (๔๐๖)กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๔๑. เมตเตยยวรรคหัวข้อถัดไป๘. โตเทยยเถราปทาน (๔๐๘)