ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๑. พุทธวรรค
  8. /
  9. ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๒ · บรรทัด ๑๔๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้า

(ต่อไปนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายจงฟังประวัติในอดีตชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้า)

[๘๓]

พระอานนทเถระ ผู้เป็นมุนีชาวแคว้นวิเทหะ

น้อมกายลง ทูลถามพระตถาคตผู้ประทับอยู่

ณ พระเชตวันมหาวิหารว่า ข้าแต่พระธีรเจ้า

ได้ทราบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นนักปราชญ์ อุบัติขึ้นเพราะเหตุอะไร

[๘๔]

ลำดับนั้น พระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ได้ตรัสกับพระอานนท์ผู้เจริญด้วยพระสุรเสียงที่ไพเราะว่า

ธีรชนเหล่าใดได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ

ยังไม่ได้ความหลุดพ้นจากกิเลสในศาสนาของพระชินเจ้าทั้งหลาย

[๘๕]

เพราะมีความสลดใจนั้นแลเป็นตัวนำ

ธีรชนเหล่านั้นผู้มีปัญญาแก่กล้าดี ถึงจะเว้นจากพระพุทธเจ้า ๑-

ก็ย่อมบรรลุปัจเจกโพธิญาณได้ แม้ด้วยอารมณ์เพียงนิดหน่อย

[๘๖]

ในโลกทั้งปวง ๒- ยกเว้นเราเสียแล้ว

ไม่มีใครเสมอกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้เลย

เราจักบอกคุณเพียงสังเขปนี้ของพระปัจเจกพุทธเจ้า

ผู้เป็นมหามุนีเหล่านั้นอย่างชัดเจน

[๘๗]

เธอทุกรูปเมื่อปรารถนาพระนิพพานอันเป็นโอสถวิเศษ

มีใจผ่องใสดีแล้ว ก็จงตั้งใจฟังถ้อยคำที่ไพเราะ

ดุจน้ำผึ้งหยาดน้อยๆ (เกี่ยวกับประวัติ)

@เชิงอรรถ :

@๑ เว้นจากพระพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงเว้นจากคำกล่าวสอนและคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้า

@(ขุ.อป.อ. ๑/๘๕/๑๕๒)

@๒ โลกทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงโลกทั้ง ๓ คือมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๘๖/๑๕๒)

ของพระปัจเจกพุทธเจ้า

ผู้เป็นมหาฤๅษี ผู้ตรัสรู้ได้เองเถิด

[๘๘]

ประวัติในอดีต การพยากรณ์ โทษ

เหตุปราศจากความกำหนัดอันใด

ของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อุบัติขึ้นแต่ละองค์ๆ

และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายได้บรรลุพระโพธิญาณด้วยเหตุอันใด

[๘๙]

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีการกำหนดหมาย

ในวัตถุที่น่ารักใคร่ ๑- ว่าปราศจากความน่ารักใคร่

มีจิตคลายกำหนัดในโลกที่มีสภาวะน่ากำหนัด

ละกิเลสที่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ชนะทิฏฐิ ๒- ที่เป็นเหตุให้ดิ้นรนแล้ว

ได้บรรลุพระโพธิญาณเพราะเหตุอันนั้นนั่นเอง

[๙๐]

บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก

ไม่เบียดเบียนสัตว์หนึ่งสัตว์ใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้น

มีจิตเมตตา หวังประโยชน์เกื้อกูล

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๑]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก

ไม่เบียดเบียนสัตว์หนึ่งสัตว์ใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้น

ก็ไม่ต้องการบุตร(แล้ว) จะพึงต้องการสหายจากไหนเล่า

พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๒]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ความรักย่อมมีแก่ผู้มีความเกี่ยวข้อง

ทุกข์นี้ย่อมเป็นไปตามความรัก

@เชิงอรรถ :

@๑ วัตถุที่น่าใคร่ ในที่นี้หมายถึงวัตถุกามและกิเลสกาม (ขุ.อป.อ. ๑/๘๙/๑๕๓)

@๒ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.อป.อ. ๑/๘๙/๑๕๓)

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นโทษอันเกิดจากความรัก

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๓]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลเมื่ออนุเคราะห์มิตร สหายผู้ใจดี

มีใจผูกพัน ย่อมทำประโยชน์ให้เสื่อมประโยชน์ไปได้

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัยในความเชยชิด

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๔]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

กอไผ่กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวกันไว้ฉันใด

ความห่วงใยในบุตรและทาระ

ก็กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวกันไว้ฉันนั้น

บุคคลเมื่อไม่เกี่ยวข้องเหมือนหน่อไผ่

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๕]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

เนื้อในป่า มิได้ถูกผูกมัดไว้ย่อมเที่ยวหาอาหารได้

ตามความพอใจฉันใด

วิญญูชนเมื่อเพ่งเห็นธรรมที่ให้ถึงความเสรี

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๖]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ในท่ามกลางสหาย ย่อมมีการปรึกษากัน

ในเรื่องที่อยู่ เรื่องการดำรงตน เรื่องการไป เรื่องการเที่ยวจาริก

บุคคลเมื่อเพ่งการบวชที่ให้ถึงความเสรี ๑- ที่พวกคนพาลไม่มุ่งหวัง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ การบวชที่ให้ถึงความเสรี ในที่นี้หมายถึงเจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุปัจเจกโพธิญาณ (ขุ.อป.อ. ๑/๙๖/๑๙๘)

[๙๗]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ในท่ามกลางสหายย่อมมีการเล่น มีความยินดี

และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์

บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๘]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเปล่งอุทานว่า)

พระปัจเจกพุทธเจ้าแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ ไม่ขัดเคือง

ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้

ครอบงำอันตรายทั้งหลายและไม่หวาดเสียว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๙๙]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

แม้บรรพชิตพวกหนึ่งและคฤหัสถ์ที่กำลังครองเรือน

ก็สงเคราะห์ยาก

บุคคลพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยทั้งในผู้อื่นและในบุตร

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๐]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้กล้าหาญ

ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว

ตัดเครื่องผูกพันของคฤหัสถ์แล้ว

เหมือนต้นทองหลางที่ใบร่วงหล่นแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๑]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกัน เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ครอบงำอันตรายทั้งปวงได้แล้ว

พึงมีใจแช่มชื่น มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด

[๑๐๒]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกัน เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเถิด

เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว

ทรงประพฤติอยู่พระองค์เดียว

เหมือนช้างมาตังคะละทิ้งโขลงอยู่ตัวเดียวในป่า ฉะนั้น

[๑๐๓]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้

บุคคลควรคบหาสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ) ผู้เสมอกัน

ถ้าบุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้

พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๔]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลเห็นกำไลทอง ๒ วง อันสุกปลั่ง

ที่ช่างทองทำสำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่ข้อมือแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๕]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเปล่งอุทานว่า)

ด้วยอาการอย่างนี้ การกล่าววาจา

หรือความเกี่ยวข้องกับเพื่อน พึงมีแก่เรา

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัยนี้ต่อไป

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๖]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

เพราะกามทั้งหลาย ๑- สวยงาม มีรสอร่อย

น่ารื่นเริงใจ ยั่วยวนจิตด่วยอารมณ์หลายรูปแบบ

@เชิงอรรถ :

@๑ กามทั้งหลาย หมายถึงกาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกามและกิเลสกาม วัตถุกาม ได้แก่ วัตถุภายนอกที่

@มองเห็นได้มีรูปสวยๆ งามๆ เป็นต้น กิเลสกาม ได้แก่ ความปรารถนาแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๐๖/๒๑๓)

บุคคลเห็นโทษในกามคุณแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๗]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

คำว่า กาม นี้ เป็นอันตราย เป็นดุจฝี

เป็นอุปัททวะ เป็นโรค เป็นดุจลูกศร เป็นภัย ๑-

บุคคลเห็นภัยในกามคุณแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๘]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลพึงครอบงำภัยทั้งปวงแม้เหล่านี้ คือ

ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย

ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๙]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

พระปัจเจกพุทธเจ้าละทิ้งหมู่ มีขันธ์เกิดดีแล้ว

มีดอกบัว (คือธรรม) เป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในป่าตามความชอบใจได้

เหมือนนาคะละทิ้งโขลงแล้วอยู่ในป่าได้ตามความชอบใจ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๐]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า

ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า กาม ชื่อว่าเป็นอันตราย เพราะนำมาซึ่งความฉิบหาย ชื่อว่าเป็นดุจฝี เพราะหลั่งกิเลสออกมา ชื่อ

@ว่าเป็นอุปัททวะ เพราะรบกวน ชื่อว่าเป็นโรค เพราะปล้นเอาความไม่มีโรคไป ชื่อว่าเป็นดุจลูกศร เพราะเสียดแทง

@จิตใจและถอนยาก ชื่อว่าเป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในภพนี้และภพหน้า (ขุ.อป.อ. ๑/๑๐๗/๒๑๔)

บุคคลสัมผัสวิมุตติใด ซึ่งเกิดขึ้นตามสมัย ๑-

วิมุตตินั้น เป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคล

ผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ดังนี้แล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๑]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ประพฤติล่วงทิฎฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ๒-

ถึงนิยาม ๓- ได้เฉพาะมรรคแล้ว ๔-

เป็นผู้มีญาณอันเกิดขึ้นแล้ว

ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๒]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) เป็นผู้ไม่โลภ ไม่หลอกลวง ไม่กระหาย

ไม่มีความลบหลู่ กำจัดสภาวะ (กิเลสดุจน้ำย้อม) และโมหะได้แล้ว

เป็นผู้ไม่มีความหวังในโลกทั้งปวง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ หมายถึง สามยิกวิมุตติ ความหลุดพ้นเฉพาะสมัยที่จิตแน่วแน่ สา หิ (โลกิยสมาปตฺติ) เอว ปจฺจตฺถิเกหิ

@วิมุจฺจนโต สามยิกา วิมุตฺตีติ วุจฺจติ ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๐/๒๑๘-๒๑๙, สามยิกํ เจโตวิมุตฺตินฺติ

@อปฺปิตปฺปิตกฺขเณ ปจฺจนีกธมฺเมหิ วิมุจฺจติ.... โลกิยสมาปตฺติ สามยิกา เจโตวิมุตฺติ นาม สํ.ส.อ. ๑/๑๕๙/

@๑๗๔, ลทฺธตฺตา สามยิกํ ชื่อว่าสามยิกะ เพราะได้เฉพาะสมัย), เป็นคุณที่เสื่อมได้ (อายสฺมา โคธิโก

@อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต สามยิกํ เจโตวิมุตฺตึ ผุสิ... สามยิกาย เจโตวิมุตฺติยา หริหายิ

@ท่านโคธิกะ ไม่ประมาท มีความเพียรในความหลุดพ้น ๖๘ อย่าง (ดู ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๒๐๙/๓๔๖)

@เป็นโลกิยสมาบัติ พระอรรถกถาจารย์กล่าวตามภาษิตของพระสารีบุตรเถระ (กตโม สามยิโก วิโมกฺโข

@จตฺตาริ จ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยฺ สามยิโก วิโมกฺโข) ความหลุดพ้นเฉพาะสมัย คือ

@รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ (สมาบัติ ๘ ก็เรียก)

@๒ ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙)

@๓ ถึงนิยาม ในที่นี้หมายถึงบรรลุโสดาปัตติมรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙)

@๔ ได้มรรคแล้ว หมายถึงได้มรรคที่เหลือ (คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค)

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๑/๒๑๙)

[๑๑๓]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลพึงละเว้นสหายชั่ว

ผู้ไม่เห็นประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่ผิด

ไม่พึงคบผู้ขวนขวาย และผู้ประมาทด้วยตนเอง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๔]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลพึงคบมิตรผู้ได้ศึกษามาก ๑- ทรงธรรม

ผู้ยิ่งใหญ่ มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์แล้ว

พึงกำจัดความสงสัยได้

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๕]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ชื่นชมการเล่น

ความยินดีและความสุขในโลก ไม่ใส่ใจ

งดเว้นจากฐานะแห่งการประดับตกแต่ง พูดคำจริง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๖]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละทิ้งบุตร ภรรยา

บิดา มารดา ทรัพย์ ธัญชาติ

พวกพ้องและกามตามส่วนแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๗]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

กามนี้เป็นเครื่องข้อง

มีความสุขน้อย

@เชิงอรรถ :

@๑ ศึกษามาก หมายถึงศึกษา ๒ อย่าง คือ ศึกษาในปริยัติอันมั่นคงคือพระไตรปิฎก และศึกษาในปฏิเวธ

@อันเป็นเครื่องรู้แจ้งมรรค ผล วิชชา และอภิญญา (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๔/๒๒๔)

ในกามนี้ มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก

ผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดุจขอเหล็กแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๘]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ทำลายสังโยชน์แล้ว

เหมือนสัตว์นำทำลายข่าย

และเหมือนไฟไหม้เชื้อมอดหมดไปไม่กลับมา

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๙]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ภิกษุเป็นผู้ไม่สอดส่ายจักษุ

และไม่เป็นผู้มีเท้าอยู่ไม่สุข

คุ้มครองอินทรีย์ ๑- รักษาใจได้แล้ว

ไม่ชุ่มด้วยกิเลส ไฟกิเลสมิได้เผา

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๐]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว

ครองผ้ากาสาวะออกบวช

เหมือนต้นทองหลางมีใบทึบ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๑]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ไม่ทำความยินดีในรส ไม่โลเล

ไม่ต้องเลี้ยงคนอื่น เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก

มีใจไม่ผูกพันในตระกูลต่างๆ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ อินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) (ขุ.อป.อ. ๑/๑๑๙/๒๒๙)

[๑๒๒]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละเครื่องกั้นทางใจ ๕ ประการ ๑-

ขจัดอุปกิเลส ๒- แห่งจิตทั้งปวงได้แล้ว

ไม่อิงอาศัยเครื่องอาศัยคือทิฏฐิ

ตัดความรักและความชังได้แล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๓]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละสุข และทุกข์

โสมนัส โทมนัส ก่อนๆ ได้แล้ว

ได้อุเบกขาและสมถะอันสะอาดแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๔]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ตั้งความเพียรเพื่อบรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง

มีจิตไม่ย่อหย่อน ไม่ประพฤติเกียจคร้าน

มีความบากบั่นมั่นคง เข้าถึงเรี่ยวแรงและกำลังแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๕]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้ไม่ละการหลีกเร้น ๓- และฌาน ๔-

ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์

พิจารณาเห็นโทษในภพแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ เครื่องกั้นทางใจ ๕ ประการ ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๒/๒๓๒)

@๒ อุปกิเลส หมายถึงอกุศลธรรมที่เข้าไปเบียดเบียนจิต (มี ๑๖ คือ อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ

@อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ)

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๒/๒๓๒)

@๓ การหลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงกายวิเวก สงัดกาย (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๕/๒๓๖)

@๔ ฌาน ในที่นี้หมายถึงจิตตวิเวก สงัดจิต (ขุ.อป.อ. ๑/๑๒๕/๒๓๖)

[๑๒๖]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) เมื่อปรารถนาความสิ้นตัณหา

ไม่ประมาท ไม่โง่เขลา

คงแก่เรียน มีสติ ผู้มีสังขตธรรม

ผู้แน่นอน มีความมุ่งมั่น

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๗]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ไม่สะดุ้งในเพราะเสียงเหมือนราชสีห์

ไม่ติดข่ายเหมือนลม

ไม่เปียกน้ำเหมือนบัว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๘]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

พญาสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่

ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉันใด

พระปัจเจกพุทธเจ้าก็มีปัญญาเป็นกำลัง

ครอบงำบุคคลทั้งหลายด้วยปัญญา

ใช้สอยเสนาสนะอันสงัด

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๒๙]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) เสพอาศัยเมตตา

กรุณา มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นวิมุตติตามกาล

สัตว์โลกทั้งปวงมิได้เกลียดชัง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๓๐]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า) ละราคะ โทสะ

และโมหะ ทำลายสังโยชน์ได้เสีย

ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๓๑]

(พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

ทุกวันนี้ มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ

จงคบและเสพด้วย มิตรที่ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก

มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ไม่สะอาด ๑-

พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๓๒]

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒- มีศีลบริสุทธิ์ (ด้วยปาริสุทธิศีล ๔)

มีปัญญาหมดจดดี มีจิตตั้งมั่น

หมั่นประกอบธรรมเป็นเครื่องตื่น

เห็นแจ้ง(ไตรลักษณ์) เห็นธรรมวิเศษ ๓-

รู้อยู่โดยพิเศษซึ่งอริยธรรมที่ประกอบด้วยองค์มรรคและโพชฌงค์

[๑๓๓]

ธีรชนเหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์

และอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว

ยังไม่บรรลุความเป็นสาวกในศาสนาพระชินเจ้า

ธีรชนเหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกชินเจ้า

[๑๓๔]

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมีธรรมยิ่งใหญ่

มีธรรมกายมาก ๔- มีจิตเป็นอิสระ

ข้ามห้วงแห่งทุกข์ทั้งมวลได้แล้ว มีจิตเบิกบาน

มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือนราชสีห์ เหมือนนอแรด

[๑๓๕]

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้มีอินทรีย์สงบแล้ว มีจิตสงบแล้ว

มีจิตเป็นสมาธิ ประพฤติตอบแทน(ด้วยความเอ็นดูและความกรุณา)

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่สะอาด ในที่นี้หมายถึงประกอบด้วยการกระทำทางกาย วาจา และใจ ในทางไม่ดี

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๑/๒๔๔)

@๒ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวคาถาเฉพาะคาถาที่ ๙๑-๑๓๑ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๕๘-๑๖๕) ตั้งแต่คาถาที่

@๑๓๒ นี้เป็นต้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าให้พระอานนทเถระฟังต่อ

@๓ เห็นธรรมวิเศษ หมายถึงมีปกติเห็นกุศลธรรม ๑๐ สัจจธรรม ๔ หรือโลกุตตรธรรม ๙ (คือ มรรค ๔

@ผล ๔ นิพพาน ๑) โดยวิเศษ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๒/๒๔๔)

@๔ มีธรรมกายมาก ในที่นี้หมายถึงมีกายคือสภาวธรรมมาก (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๔/๒๔๕)

ในเหล่าสัตว์ที่อยู่ตามชายแดน

เหมือนดวงประทีปส่องสว่างอยู่ในโลกนี้

และในโลกหน้า เกื้อกูลสัตว์โลกเป็นนิตย์

[๑๓๖]

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้เป็นผู้สูงสุดในหมู่ชน

ละเครื่องกั้นทั้งปวงได้แล้ว เป็นดวงประทีปของโลก

มีรัศมีเช่นกับประกายแสงแห่งทองแท่ง

เป็นผู้สมควรรับทักษิณาอย่างดีของชาวโลกอย่างแน่นอน

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้เป็นผู้แนบแน่นอยู่เป็นนิตย์ ๑-

[๑๓๗]

ถ้อยคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวไว้ดีแล้ว

ย่อมแผ่ไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ชนพาลเหล่าใดได้ฟังแล้ว

ไม่ใส่ใจถึงคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนั้น

ชนพาลเหล่านั้นย่อมแล่นไปในกองทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

[๑๓๘]

ถ้อยคำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวไว้ดีแล้ว

เป็นถ้อยคำไพเราะ ดุจน้ำผึ้งหยาดน้อยๆ ไหลหยดลงฉะนั้น

ชนเหล่าใดได้ฟังแล้วปฏิบัติตามอย่างนั้น

ชนเหล่านั้น เป็นผู้เห็นสัจจะ มีปัญญา

[๑๓๙]

คาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้แล้ว เป็นคาถาที่โอฬาร

ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นคำที่พระศากยสีหะผู้สูงสุดในนรชน

เสด็จออกผนวชประกาศไว้แล้วเพื่อให้เวไนยสัตว์ได้รู้ธรรม

[๑๔๐]

ถ้อยคำเหล่านี้ ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น

กล่าวไว้แล้วเพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ซึ่งพระสยัมภูผู้สีหะ(นำมา)

ประกาศไว้เพื่อเพิ่มพูนความสลดสังเวช

ความไม่คลุกคลี และปัญญา

ปัจเจกพุทธาปทาน จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ แนบแน่นอยู่เป็นนิตย์ ในที่นี้หมายถึงอิ่มหนำบริบูรณ์เป็นนิตย์ แม้ต้องอดอาหารถึง ๗ วัน ก็บริบูรณ์

@อยู่ได้ด้วยอำนาจสมาบัติ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๓๖/๒๔๖)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. พุทธาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๑. พุทธวรรคหัวข้อถัดไป๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)