ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๒
  6. /
  7. ๑. พุทธวรรค
  8. /
  9. ๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)

๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)

เล่มที่ ๓๒ · ข้อ ๓ · บรรทัด ๒๙๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. เถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระเถระ

๑. สารีปุตตเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระ

(พระอานนทเถระกล่าวว่า) ๑- ต่อไปนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังประวัติ ในอดีต ชาติของพระเถระทั้งหลาย (ต่อไป)

(พระสารีบุตรเถระบรรลุสาวกบารมีญาณแล้วได้อุทานขึ้นว่า)

[๑๔๑]

ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อลัมพกะ

(ใกล้ๆ ภูเขาลัมพกะนั้น) เขาสร้างอาศรม

และสร้างบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า

[๑๔๒]

ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า มีแม่น้ำสายหนึ่งมีฝั่งตื้น

ท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ

มีทรายสะอาดเรี่ยรายกระจายอยู่ทั่ว

[๑๔๓]

ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้านั้น

มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ไม่มีเงื้อมยื่นง้ำออกมา

น้ำมีรสดี ไม่มีกลิ่น ไหลไป

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๔๔]

ในแม่น้ำ มีฝูงจระเข้ ฝูงมังกร

ฝูงตะโขง และฝูงเต่า แหวกว่ายไปมา

ในแม่น้ำสายนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๔๕]

ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก

ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน

ฝูงปลานกกระจอก ว่ายเวียนไปมา

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

@เชิงอรรถ :

@๑ พระอานนทเถระบอกให้พระเถระทั้งหลายผู้ร่วมทำปฐมสังคายนาตั้งใจฟัง (แปลเพิ่มตาม ขุ.อป.อ. ๑/๑๔๑)

[๑๔๖]

ที่ฝั่งทั้ง ๒ ของแม่น้ำ หมู่ไม้ดอก ไม้ผล

ห้อยระย้าอยู่ทั้ง ๒ ฝั่ง

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๔๗]

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า

ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย มีดอกบานสะพรั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๑๔๘]

ต้นจำปา ต้นช้างน้าว ต้นกระทุ่ม ต้นกากะทิง

ต้นบุนนาค และต้นการะเกด มีดอกบานสะพรั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๑๔๙]

ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ

มีดอกบานสะพรั่ง ต้นปรู และต้นมะกล่ำหลวง

ก็มีดอกบานสะพรั่งอยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๑๕๐]

ต้นลำเจียก ต้นกล้วย ต้นพิกุล และต้นมะลิซ้อน

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๕๑]

ต้นกรรณิการ์ ต้นกรรณิการ์เขา

ต้นประดู่ ต้นอัญชัน มากมาย

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๕๒]

ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา ต้นแคฝอย

มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๕๓]

ต้นราชพฤกษ์ ต้นอัญชันเขียว

ต้นกระทุ่ม และต้นพิกุล มากมาย

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๑๕๔]

ถั่วดำ ถั่วเหลือง ต้นกล้วย

ต้นมะงั่ว งอกงามด้วยน้ำหอม

ออกฝัก ออกผล(เป็นทองคำ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม)

[๑๕๕]

(ในบึงใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม

บางกอมีเกสรกำลังแย้ม บางกอมีเกสร(ในกลีบ)ร่วงหล่น

บางกอมีดอกบานสะพรั่งอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

[๑๕๖]

ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม

เหง้าบัวเลื้อยไปทั่ว กอกระจับมีใบดารดาษ

งดงามอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

[๑๕๗]

ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี ต้นอุตตลี และต้นชบา

มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

อยู่ใกล้ๆ บึง ในครั้งนั้น

[๑๕๘]

ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก

ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน

ฝูงปลาสังกุลา(ปลาลูกดอก) และฝูงปลาทอง

อาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

[๑๕๙]

(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงจระเข้ ฝูงตะโขง ๑-

ฝูงปลาฉนาก ๒- ฝูงผีเสื้อน้ำ(ยักษ์ร้าย)ฝูงงูหลาม

ฝูงงูเหลือมอาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

[๑๖๐]

(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงนกพิราบ ฝูงนกเป็ดน้ำ

ฝูงนกจักรพาก ๓- ฝูงนกกาน้ำ ฝูงนกดุเหว่า

ฝูงนกแก้ว และนกสาลิกา อาศัยสระนั้นหากิน

@เชิงอรรถ :

@๑ ตะโขง มีลักษณะคล้ายจระเข้แต่ปากเรียวและยาวกว่า อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ปลาร้าย

@๒ ปลาฉนาก ได้แก่ปลามีปากมีลักษณะเป็นกระดูกแข็งยื่นออกไปเป็นก้านยาวมีฟันทั้ง ๒ ข้างคล้ายฟันเลื่อย

@๓ จักรพาก หรือ จักรวาก คู่ของนกนี้ต้องพรากจากกันครวญถึงกัน ในเวลากลางคืน

[๑๖๑]

ฝูงนกกวัก (ไก่เถื่อน ไก่ป่า) ฝูงไก่ป่า

ฝูงนกนางนวล ฝูงนกต้อยตีวิด

ฝูงนกแขกเต้า อาศัยสระนั้นหากิน (ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า)

[๑๖๒]

ฝูงหงส์ ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง

ฝูงนกดุเหว่า ฝูงไก่งวง ฝูงนกช้อนหอย ๑-

ฝูงนกโพระดก (นกกระจอก นกออก) อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๖๓]

ฝูงนกแสก (นกเค้าแมว นกทึดทือ) ฝูงนกหัวขวาน

ฝูงนกออกขาว (นกเขา) ฝูงนกเหยี่ยวดำ

ฝูงนกกาน้ำ มากมาย อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๖๔]

ฝูงเนื้อฟาน (อีเก้ง) ฝูงหมูป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอก

(หมาป่า หมาใน) ฝูงแรด ฝูงละมั่ง

ฝูงเนื้อทราย อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๖๕]

ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง

หมี หมาใน เสือดาว

ช้างตระกูลมาตังคะตกมัน ๓ แห่ง ๒- (ไม่ทำอันตราย)

อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๖๖]

เหล่ากินนร (สัตว์ครึ่งคนครึ่งนก) ฝูงวานร

คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ

นายพราน อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๖๗]

ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ๓- ต้นมะซาง

ต้นหมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล

อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า

@เชิงอรรถ :

@๑ นกช้อนหอย นกกินปลา ปมฺปกา ลิงลม ก็แปล

@๒ ตกมัน ๓ แห่ง คือ นัยน์ตา ใบหู และลูกอัณฑะ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๕/๒๖๑, ๖๕๗/๓๗๗

@๓ ต้นไม้ขนาดใหญ่ มีผลคล้ายมะปราง รสเปรี้ยวๆ หวานๆ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๗/๒๖๑)

[๑๖๘]

ต้นคำ ๑- ต้นสน ต้นกระทุ่ม

สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน เผล็ดผลเป็นประจำ

อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า

[๑๖๙]

ต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า

ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า

ต้นมะตูม เหล่านั้น เผล็ดผลเป็นนิตย์

[๑๗๐]

มันเทศ มันอ้อน มันมือเสือ หัวหอม หัวกระเทียม ๒-

ต้นกะเม็ง ๓- ต้นขัดมอน ๔-

มีอยู่มากมายใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๑๗๑]

ใกล้ๆ อาศรม(ของข้าพเจ้า)มีบึงน้ำที่บุญกรรมเนรมิตไว้อย่างดี

มีน้ำใสเย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

[๑๗๒]

(สระน้ำเหล่านั้น) ดารดาษด้วยดอกบัวหลวง ดอกบัวขาบ ๕-

สะพรั่งด้วยบัวขาว ดารดาษด้วยบัวเฝื่อน

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

[๑๗๓]

ครั้งนั้น ๖- ข้าพเจ้าอยู่ในอาศรม

ซึ่งสร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์ ในป่ามีไม้ดอกไม้ผล

สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ดังกล่าวมานี้

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีล ๗-

สมบูรณ์ด้วยข้อวัตร มีปกติเพ่งฌาน

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม้พุ่มชนิดหนึ่ง ต้นแสด หรือต้นคำแสด ก็เรียก

@๒ ต้นดอกซ่อนกลิ่น

@๓ ต้นไม้ขนาดเล็ก ต้นสีม่วง ใบเขียวขนคาย ดอกขาว ใช้ทำยารักษาโรคเด็ก

@๔ ต้นข้าวต้ม ต้นขัดมอน ก็เรียก เปลือกเหนียว ดอกเหลือง เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ใช้ทำไม้กวาดได้

@๕ บัวสีน้ำเงินแก่อมม่วง

@๖ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงในครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นดาบส (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๓/๒๖๒)

@๗ มีศีล ในที่นี้หมายถึงศีล ๕ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๒)

ยินดีในฌานในกาลทุกเมื่อ

สำเร็จอภิญญาพละ ๕ ๑- ประการ

[๑๗๕]

ข้าพเจ้ามีศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ทั้งหมดนั้น

เป็นพราหมณ์ มีชาติตระกูล มียศ

ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่

[๑๗๖]

ศิษย์ของข้าพเจ้าเข้าใจตัวบท(หลักไวยากรณ์)

ฉลาดในการพยากรณ์ สำเร็จวิชาทำนายลักษณะ

วิชาอิติหาสศาสตร์ และไตรเพทอันเป็นธรรมของตน

พร้อมทั้งวิชานิฆัณฑุศาสตร์ และวิชาเกฏุภศาสตร์ ๒-

[๑๗๗]

ศิษย์ของข้าพเจ้าฉลาดในลางบอกเหตุ

ในนิมิตร และในลักษณะ

เป็นผู้ศึกษาดีแล้วในเรื่องดิน

ในภาคพื้นดิน และในอากาศ

[๑๗๘]

ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้มักน้อย

มีปัญญารักษาตน บริโภคแต่น้อย ไม่โลภ

สันโดษตามมีตามได้ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

[๑๗๙]

ศิษย์ของข้าพเจ้ามีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌาน

เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น

ปรารถนาความหมดกังวล ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ อภิญญาพละ ๕ คือ แสดงฤทธิ์ได้ หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ และตาทิพย์ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๓)

@๒ วิชาทำนายลักษณะ หมายถึงคัมภีร์ประกาศลักษณะของหญิงและบุรุษชาวโลกทั้งหมดมีทุกข์และสุข

@อิติหาสศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ชี้แจงคำพูดที่ท่านกล่าวว่า อิติห อาสา

@นิฆัณฑุศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ประกาศชื่อต้นไม้และภูเขาเป็นต้น

@เกฏุภศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ว่าด้วยวิชาการกวี (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๖/๒๖๓, ดูเชิงอรรถเล่ม ๙ ข้อ ๒๕๖)

@ไตรเพท หมายถึงพระเวท ๓ คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)

[๑๘๐]

ศิษย์ของข้าพเจ้าสำเร็จอภิญญา

ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา ๑-

เหาะไปมาทางอากาศได้

เป็นนักปราชญ์ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

[๑๘๑]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น สำรวมทวารทั้ง ๖

ไม่หวั่นไหว ๒- รักษาอินทรีย์ และไม่คลุกคลี

เป็นนักปราชญ์ ๓- หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

[๑๘๒]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ให้เวลาผ่านไปด้วยการนั่งขัดสมาธิ

การยืน และการจงกรม ตลอดคืน

[๑๘๓]

ศิษย์ของข้าพเจ้าไม่กำหนัดในวัตถุที่น่ากำหนัด

ไม่ขัดเคืองในวัตถุที่น่าขัดเคือง

ไม่ลุ่มหลงในวัตถุที่น่าลุ่มหลง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

[๑๘๔]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ด้วยการแข่งดีทดลองแสดงฤทธิ์อยู่เป็นนิตย์

บันดาลให้แผ่นดินไหวได้

[๑๘๕]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

เมื่อจะเล่น ก็เล่นฌาน(เข้าฌาน)

ไปนำผลหว้ามาได้

[๑๘๖]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป

พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป

@เชิงอรรถ :

@๑ บาลี เปตฺติเก โคจเร รตา ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา หมายถึงยินดีในอาหารที่ได้ไม่ใช่ออกปากขอ

@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๔)

@๒ ไม่หวั่นไหว ในที่นี้หมายถึงไม่มีตัณหาเป็นเหตุให้หวั่นไหว (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๑/๒๖๕)

@๓ เป็นนักปราชญ์ ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้มั่นคง ไม่สะทกสะท้านถึงอันตรายที่เกิดจากสัตว์มีราชสีห์และเสือ

@เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๕)

[๑๘๗]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น ส่งหาบ(บริขารดาบส)

ไปข้างหน้า ส่วนตนเองไปทีหลัง

ท้องฟ้าถูกดาบส ๑,๐๒๔ รูป ปิดบังไว้แล้ว

[๑๘๘]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งเผา(ผลไม้น้อยใหญ่และผัก)ไฟฉัน

พวกหนึ่งไม่เผาไฟฉันดิบๆ พวกหนึ่งกระแทะเปลือกออกฉัน

พวกหนึ่งตำฉัน พวกหนึ่งเอาหินทุบฉัน

พวกหนึ่งฉันผลไม้ที่หล่นเอง

[๑๘๙]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

พวกหนึ่งรักความสะอาดลงอาบน้ำทั้งเช้าทั้งเย็น

พวกหนึ่งตักน้ำอาบ

[๑๙๐]

ศิษย์ของข้าพเจ้า(ประพฤติวัตร)

ปล่อยเล็บมือเล็บเท้าและขนรักแร้ยาว

ขี้ฟันเขลอะ ศีรษะเปื้อนธุลี

แต่หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

[๑๙๑]

ดาบสทั้งหลายผู้ทรงชฎา

มีตบะแก่กล้า ประชุมกันแต่เช้าแล้ว

ประกาศลาภน้อย ลาภใหญ่ให้ทราบแล้ว เหาะไปในท้องฟ้า

[๑๙๒]

เมื่อดาบสเหล่านั้นเหาะไป เสียงดังย่อมสะพัดไป

ทวยเทพย่อมยินดีเพราะได้ยินเสียงหนังสัตว์

[๑๙๓]

ฤๅษีผู้เหาะไปทางอากาศไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่

ฤๅษีเหล่านั้นมีกำลังของตนอุปถัมภ์ จึงไปได้ตามปรารถนา

[๑๙๔]

ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมดทำแผ่นดินให้ไหว

เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป

ใครๆ ไม่อาจข่มได้ ผู้อื่นไม่อาจให้หวั่นไหวได้

ดังสมุทรสาครที่ใครอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้

[๑๙๕]

ฤๅษีผู้เป็นศิษย์ของข้าพเจ้า

บางพวกยืนและเดินจงกรม บางพวกถือการนั่งเป็นวัตร

บางพวกฉันใบไม้ที่หล่นเอง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

[๑๙๖]

ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นมีปกติอยู่ด้วยการแผ่เมตตา

แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์

ไม่ยกตน ไม่ข่มใครๆ

[๑๙๗]

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นไม่สะดุ้งกลัวอะไร

เหมือนราชสีห์ มีกำลังเหมือนพญาคชสาร

หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

เหมือนพญาเสือโคร่ง ย่อมมาอยู่ใกล้ข้าพเจ้า

[๑๙๘]

พวกวิทยาธร พวกเทวดา นาค

คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ ทานพ(อสูร)

ครุฑ อาศัยสระนั้นหากิน

[๑๙๙]

ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นเกล้าชฎา

คอนบริขาร นุ่งห่มหนังสัตว์

เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อาศัยสระนั้นหากิน

[๒๐๐]

ครั้งนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้เหมาะสมกันและกัน

มีความเคารพต่อกันและกัน

ศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ไม่มีเสียงไอเสียงจามเลย

[๒๐๑]

ศิษย์เหล่านั้นเดินเข้าแถวกัน เงียบเสียง

สำรวมดี ทั้งหมดเข้ามากราบข้าพเจ้าด้วยเศียรเกล้า

[๒๐๒]

ข้าพเจ้ามีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน

อยู่ในอาศรมแห่งนั้นมีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม

ซึ่งเป็นผู้สงบ มีตบะ

[๒๐๓]

อาศรมของข้าพเจ้าหอมด้วยกลิ่น ๒ อย่าง

คือกลิ่นศีลของเหล่าฤๅษีและกลิ่นดอกไม้

ผลไม้ของต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล

[๒๐๔]

ข้าพเจ้าไม่รู้คืนและวัน

ความไม่พอใจมิได้มีแก่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าสั่งสอนศิษย์ของตนได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง

[๒๐๕]

เมื่อดอกไม้บานและผลไม้สุก

มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไป

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๒๐๖]

ข้าพเจ้าออกจากสมาธิแล้ว

มีความเพียรเผากิเลส มีปัญญารักษาตน

คอนหาบบริขาร(ดาบส)เข้าป่าไป

[๒๐๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาจนชำนาญ

ในลางบอกเหตุ ในความฝันและในลักษณะทั้งหลาย

ทรงจำบทแห่งมนตร์ที่แพร่หลายอยู่

[๒๐๘]

พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าอโนมทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

ทรงประสงค์วิเวก ตรัสรู้เองโดยชอบ

จึงเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์

[๒๐๙]

พระองค์ผู้เป็นมุนีผู้เลิศ

ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ผู้สูงสุดแห่งบุรุษ

เสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้วประทับนั่งขัดสมาธิ

[๒๑๐]

ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ทรงมีแสงสว่างเจิดจ้า น่ารื่นรมย์ใจ

ทรงรุ่งเรืองดังดอกบัวเขียว

เป็นดุจแท่นบูชาไฟ สว่างเจิดจ้า

[๒๑๑]

ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ทรงรุ่งเรืองดุจต้นพฤกษาประทีป ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ต้นพฤกษาประทีป หมายถึงดอกไม้ไฟ โคมไฟ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๔-๕๕/๑๓๑, ขุ.พุทฺธ.อ. ๔๕/๗๙, ๓๐/๑๘๙)

ดุจสายฟ้าสว่างจ้ากลางอากาศ

ดุจต้นพญาไม้สาละ มีดอกบานสะพรั่งอยู่

[๒๑๒]

พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ทรงเป็นผู้ประเสริฐ

มีความเพียรมาก เป็นพระมุนีผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว

เวไนยสัตว์ได้อาศัยการพบเห็นนี้แล้ว

ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

[๒๑๓]

ครั้นข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพแล้ว

จึงได้ตรวจดูลักษณะว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่

เอาละ เราจะดูพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุ ๑-

[๒๑๔]

ที่พื้นฝ่าพระบาทอันยอดเยี่ยมปรากฏมีจักรมีกำตั้งพัน

ข้าพเจ้าได้เห็นลักษณะทั้งหลายของพระองค์แล้ว

จึงถึงความแน่ใจในพระตถาคต

[๒๑๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้หยิบไม้กวาดมากวาดสถานที่นั้นแล้ว

ได้นำดอกไม้มา ๘ ดอก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๒๑๖]

ครั้นข้าพเจ้าบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ข้ามพ้นโอฆะได้แล้ว

ไม่มีอาสวะ พระองค์นั้นแล้ว

จึงห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่า

นมัสการพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๒๑๗]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ

ประทับอยู่ด้วยพระญาณอันใด

ข้าพเจ้าจักประกาศพระญาณอันนั้น

ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้ากล่าวเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้มีพระจักษุ หมายถึงทรงมีจักษุ ๕ (คือ มังสจักษุ ตาเนื้อ มีพระเนตรงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว

@และเห็นไกล ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ปัญญาจักษุ ตาปัญญา พุทธจักษุ ตาพระพุทธเจ้า คือทรงทราบ

@อัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ สมันตจักษุ ตาเห็นรอบ

@ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณหยั่งรู้ธรรมทุกประการ) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๓/๒๗๐)

[๒๑๘]

(ดาบสสุรุจิกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคอโนมทัสสีว่า) ๑-

ข้าแต่พระสยัมภู ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้

ขอพระองค์จงทรงช่วยสัตว์โลกนี้ให้พ้นจากสังสารวัฏเถิด ๒-

สัตว์เหล่านั้นอาศัยการพบเห็นพระองค์แล้ว

จะข้ามกระแสแห่งความสงสัยได้

[๒๑๙]

พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด

เป็นธงชัย เป็นเสาหลัก เป็นจุดมุ่งหมาย เป็นที่พึ่ง

เป็นดุจดวงประทีปของเหล่าสัตว์

เป็นผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

[๒๒๐]

ข้าแต่พระสัพพัญญู

น้ำในมหาสมุทรสามารถที่จะประมาณได้ด้วยมาตราตวง

แต่พระญาณของพระองค์ไม่มีใครสามารถจะประมาณได้เลย

[๒๒๑]

ข้าแต่พระสัพพัญญู

แผ่นดินยังสามารถที่จะนำมาวางไว้บนตาชั่งแล้วชั่งดูได้

แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะชั่งดูได้

[๒๒๒]

ข้าแต่พระสัพพัญญู

อากาศยังสามารถที่จะใช้เชือกหรือนิ้วมือวัดดูได้

แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะวัดดูได้

[๒๒๓]

น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดและแผ่นดินทั้งสิ้น

บุคคลก็ยังข้ามได้ แต่พระพุทธญาณ

ไม่ควรโดยการนำมาเปรียบเทียบ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระดาบสสุรุจิเป็นอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระได้พบพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ตามข้อความในคาถาข้างต้น

@ได้กล่าวชมเชยพระองค์

@๒ พ้นจากสังสารวัฏ หมายถึงให้สิ้นจากสงสารแล้วให้ถึงฝั่งคือพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๘/๒๗๐)

[๒๒๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ๑-

จิตของสัตว์เหล่าใดแล่นไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

สัตว์ผู้มีจิตเหล่านั้นได้อยู่ในข่ายคือญาณของพระองค์

[๒๒๕]

ข้าแต่พระสัพพัญญู

พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณ ๒- อย่างสูงสุดทั้งสิ้นด้วยพระญาณใด

พระองค์ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ทั้งหลายด้วยพระญาณนั้น

[๒๒๖]

(พระเถระทั้งหลายผู้ทำสังคายนากล่าวว่า)

ท่านสุรุจิดาบสนั้น ครั้นกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว

จึงปูลาดหนังสัตว์นั่งลงบนแผ่นดิน

[๒๒๗]

(ดาบสสุรุจินั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล้วกล่าวว่า)

ผู้คนกล่าวกันในบัดนี้ว่า

ขุนเขา ๓- หยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์

สูงขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์เช่นกัน

[๒๒๘]

ภูเขาสิเนรุก็สูงสุดเท่านั้น ภูเขาสิเนรุนั้น

ทั้งด้านยาว ทั้งด้านกว้างถึงเพียงนั้น

ก็ยังถูกบดให้ละเอียดเป็นแสนโกฏิด้วยการนับ

[๒๒๙]

ข้าแต่พระสัพพัญญู เมื่อตั้งคะแนนไว้ ๔-

ผงแห่งภูเขาสิเนรุก็จะพึงหมดสิ้นไปก่อน

แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะนับได้

[๒๓๐]

ผู้ใดพึงเอาข่ายตาถี่ๆ ขึงล้อมน้ำไว้

สัตว์น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ก็จะพึงเข้าไปอยู่ภายในข่าย ฉันใด

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเชิงอรรถ หน้า ๓๖ ในเล่มนี้

@๒ พระโพธิญาณ หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๕/๒๗๑)

@๓ ขุนเขา หมายถึงขุนเขาพระสุเมรุ (ชื่อภูเขากลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งแผ่นดินของสวรรค์ดาวดึงส์ซึ่งมี

@พระอินทร์อยู่) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๗/๒๗๒)

@๔ ตั้งคะแนน หมายถึงนับพระญาณของพระองค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๙/๒๗๒)

[๒๓๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

เดียรถีย์มากมายบางพวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ย่อมเข้าไปสู่ป่าทึบคือทิฏฐิ ถูกความยึดถือทำให้ลุ่มหลง

[๒๓๒]

เดียรถีย์เหล่านั้นเข้าไปภายในข่าย ๑-

เพราะพระญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์

ซึ่งมีปกติเห็นสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรขัดขวาง

เดียรถีย์เหล่านั้นหาล่วงเลยพระญาณของพระองค์ไปไม่

[๒๓๓]

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี

ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ออกจากสมาธิแล้วตรวจดูทิศ

[๒๓๔]

พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระภาค

พระนามว่าอโนมทัสสี

ผู้เป็นมุนี มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป

เป็นผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ แวดล้อมแล้ว ๒-

[๒๓๕]

ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้บริสุทธิ์ ผู้ได้อภิญญา ๖ ๓-

ผู้คงที่ ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว

จึงเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๒๓๖]

สาวกเหล่านั้นยืนกลางอากาศ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคนั้น

ได้กระทำประทักษิณ ประนมมือ

นมัสการแล้วลงมาเฝ้า ณ สำนักพระพุทธเจ้า

[๒๓๗]

พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ

@เชิงอรรถ :

@๑ ข่าย ในที่นี้หมายถึงข่ายคือพระญาณของพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๒/๒๗๓)

@๒ ผู้คงที่ หมายถึงผู้ไม่หวั่นไหวในอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๔/๒๗๓)

@๓ อภิญญา ๖ หมายถึงความรู้ยิ่งคือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้, ทิพพโสต หูทิพย์, เจโตปริยญาณ

@ทายใจคนอื่นได้, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้, ทิพพจักขุ ตาทิพย์, อาสวักขยญาณ

@ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป (องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๒/๔๑๒-๔๑๔)

[๒๓๘]

พระสาวกนามว่าวรุณะ

ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี

ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วทูลถามพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

[๒๓๙]

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรหนอ

เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นจะไม่ทรงแย้มพระโอษฐ์ โดยไม่มีเหตุ

[๒๔๐]

พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

[๒๔๑]

เราจักพยากรณ์ดาบสผู้ที่ใช้ดอกไม้บูชาเรา

และชมเชยญาณของเราเนืองๆ

ขอท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๒๔๒]

เทวดาทั้งปวง ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วมาประชุมกัน

เทวดาเหล่านั้น ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม

จึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๒๔๓]

หมู่เทวดาผู้มีฤทธิ์มากทั้ง ๑๐ โลกธาตุ ๑- เหล่านั้น

ประสงค์จะฟังพระสัทธรรมจึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๒๔๔]

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) กองทัพ ๔ เหล่า

คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า

จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๒๔๕]

เครื่องดนตรี ๑,๐๖๐ ชิ้น

กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม

จักบำรุงบำเรอผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

@เชิงอรรถ :

@๑ ๑๐ โลกธาตุ หมายถึง หมื่นจักรวาล (ที.ม.อ. ๒/๓๓๑/๒๙๓)

[๒๔๖]

สตรีสาวล้วน ๑๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งสวยงาม

สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

[๒๔๗]

มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม

เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๒๔๘]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ

[๒๔๙]

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๒๕๐]

เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ผู้นี้จักไปเกิดเป็นมนุษย์

นางพราหมณีชื่อสารี จักตั้งครรภ์

[๒๕๑]

ผู้นี้จักปรากฏนามว่าสารีบุตร

ตามชื่อและโคตรของมารดา จักเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม

[๒๕๒]

จักเป็นผู้ไม่มีความกังวล

ละทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช

เที่ยวแสวงหาทางแห่งความสงบทั่วแผ่นดินนี้

[๒๕๓]

ในกัปที่นับมิได้นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๕๔]

ดาบสนี้จักมีนามว่าสารีบุตร

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นอัครสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๒๕๕]

แม่น้ำภาคีรถีนี้ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์

ไหลลงสู่มหาสมุทร ทำมหาสมุทรให้เต็ม ฉันใด

[๒๕๖]

สารีบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จักเป็นผู้สามารถแกล้วกล้าในไตรเพท

จักสำเร็จปัญญาบารมี แล้วให้หมู่สัตว์อิ่มเอิบได้

[๒๕๗]

ตั้งแต่ป่าหิมพานต์จนถึงทะเลมีห้วงน้ำกว้างใหญ่

ในช่วงระหว่างนี้ มีกองทรายอยู่ขนาดเท่าใด

คำนวณนับไม่ได้

[๒๕๘]

แม้กองทรายขนาดเท่านั้นสามารถจะคำนวณนับได้

โดยไม่มีเหลือด้วยการนับวิธีใด

แต่ปัญญาของสารีบุตรจะมีที่สุดโดยวิธีนับนั้นๆ ก็หามิได้

[๒๕๙]

เมื่อตั้งคะแนนไว้

บรรดาทรายในแม่น้ำคงคาก็จะพึงหมดสิ้นไป

แต่ปัญญาของสารีบุตรหาหมดสิ้นไปไม่

[๒๖๐]

คลื่นในมหาสมุทรคำนวณนับไม่ได้

ปัญญาของสารีบุตร จักไม่มีที่สุดอย่างนั้นเหมือนกัน

[๒๖๑]

สารีบุตรนั้นจักทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงโปรดปรานแล้ว

สำเร็จปัญญาบารมีเป็นอัครสาวก(ของพระองค์)

[๒๖๒]

สารีบุตรนั้น จักประพฤติตามพระธรรมจักร

ที่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตร

ผู้คงที่ ทรงประกาศไว้แล้ว

บันดาลเม็ดฝนคือธรรมให้ตกลงโดยชอบ

[๒๖๓]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ

ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ

จักทรงตั้ง(สารีบุตร)ไว้ในตำแหน่งอัครสาวก

[๒๖๔]

โอ ! กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญญาธิการ

แด่พระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีแล้ว

สำเร็จบารมีในจำนวนคุณทั้งสิ้น

ชื่อว่าเป็นกรรมที่ทำไว้ดีแล้วหนอ

[๒๖๕]

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้

แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้

ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว ดุจความเร็วแห่งลูกศรพ้นไปจากแล่ง

เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

[๒๖๖]

ข้าพเจ้านั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง

ที่ไม่หวั่นไหวคือนิพพาน อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

เลือกเฟ้นเจ้าลัทธิทั้งปวงจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

[๒๖๗]

คนเป็นไข้พึงแสวงหายารักษา

พึงสะสมทรัพย์ทั้งปวงไว้เพื่อพ้นจากความเจ็บไข้ ฉันใด

[๒๖๘]

ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง

คืออมตนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

จึงได้บวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ ติดต่อกัน

[๒๖๙]

ข้าพเจ้าเพียบพร้อมด้วยชฎาและภาระ(บริขาร)

นุ่งห่มหนังสัตว์ สำเร็จอภิญญา ได้ไป(เกิด)ยังพรหมโลก

[๒๗๐]

เว้นศาสนาของพระชินเจ้าเสียแล้ว

ก็หาความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่ได้

เหล่าสัตว์ผู้มีปัญญาย่อมบริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า

[๒๗๑]

สิ่งที่สำเร็จด้วยการทำของตนนั้น

ไม่เป็นดังที่ได้ยินกันต่อๆ มาว่า เป็นอย่างนี้ๆ

ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาทางที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

จึงเที่ยวไปในลัทธิที่ผิด

[๒๗๒]

คนที่ต้องการแก่นไม้ตัดต้นกล้วยแล้วผ่า

ก็จะไม่พึงได้แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น

เขาย่อมเป็นผู้ไร้แก่นไม้ ฉันใด

[๒๗๓]

เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น

มีทิฏฐิต่างกัน ถึงจะมีจำนวนมาก

ก็เป็นผู้ว่างเปล่าจากนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้

ดุจต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นไม้ ฉะนั้น

[๒๗๔]

เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ข้าพเจ้าเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์

ได้ละทิ้งโภคสมบัติมากมายแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต

ภาณวารที่ ๑ จบ

[๒๗๕]

(พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า) ๑-

ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพราหมณ์นามว่าสัญชัย

ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท

[๒๗๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พราหมณ์นามว่าอัสสชิ

สาวกของพระองค์ ซึ่งหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

มีเดชแผ่ไป เที่ยวบิณฑบาตในครั้งนั้น

[๒๗๗]

ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้ประเสริฐนั้น ผู้มีปัญญา

เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี

มีจิตสงบ เบิกบานดุจดอกปทุมที่แย้มบาน

[๒๗๘]

เพราะเห็นท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว

มีจิตบริสุทธิ์ องอาจ ประเสริฐ มีความเพียร

ความคิดของข้าพเจ้าจึงเกิดขึ้นว่า

ท่านผู้นี้คงจะเป็นพระอรหันต์

@เชิงอรรถ :

@๑ ตั้งแต่คาถานี้ไปพระเถระได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทราบเรื่องราวของท่าน สมตามข้อความในธรรม

@บทอรรถกถาด้วย

[๒๗๙]

ท่านผู้นี้ เคลื่อนไหวกิริยาท่าทางน่าเลื่อมใส

รูปงาม สำรวมดี ฝึกฝนแล้วในอุบายเครื่องฝึกอย่างสูงสุด

คงจะเป็นผู้เห็นทางอมตะ

[๒๘๐]

ทางที่ดี เราควรจะถามท่านผู้มีประโยชน์อย่างสูงสุด

ผู้มีจิตยินดี หากท่านถูกเราถามแล้วจักตอบ

เราก็จะย้อนถามท่านอีก ในครั้งนั้น

[๒๘๑]

ข้าพระองค์ได้เดินตามไปข้างหลังท่านผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาต

รอคอยโอกาสอยู่เพื่อจะสอบถามทางอมตะ

[๒๘๒]

จึงเข้าไปหาท่านซึ่งอยู่ในระหว่างถนนแล้วถามว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้มีความเพียร

ท่านมีโคตรตระกูลอย่างไร เป็นศิษย์ของใคร

[๒๘๓]

ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้วก็ไม่ครั่นคร้าม

เป็นดังพญาไกรสรราชสีห์ตอบว่า

ท่านผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก

อาตมาเป็นศิษย์ของพระองค์

[๒๘๔]

(ข้าพระองค์ได้ถามต่อไปว่า)

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ท่านผู้มียศยิ่งใหญ่เกิดตามมา

ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าของท่านเป็นเช่นไร

ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอโอกาส

ขอท่านโปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

[๒๘๕]

ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้ว

จึงแสดงบททุกบทที่ลึกซึ้งละเอียด

สำหรับกำจัดลูกศรคือตัณหา

สำหรับเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงว่า

[๒๘๖]

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ

พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น

พระมหาสมณะมีปกติตรัสสอนอย่างนี้

[๒๘๗]

เมื่อพระอัสสชิเถระแก้ปัญหาแล้ว

ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง(โสดาปัตติผล)

เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส

ปราศจากมลทินคือกิเลส เพราะได้ฟังคำสอนของพระชินเจ้า

[๒๘๘]

ข้าพระองค์ได้ฟังคำของพระมุนีแล้ว

ได้เห็นธรรมอันสูงสุด หยั่งรู้พระสัทธรรมจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

[๒๘๙]

ถ้ามีเพียงเท่านั้น ธรรมนี้นั่นแหละ(ที่ข้าพเจ้าพึงบรรลุ)

ท่านรู้แจ้งทางที่ไม่เศร้าโศก ๑-

ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นแล้ว ล่วงเลยมาหลายหมื่นกัป

[๒๙๐]

ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาธรรม ได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด

(บัดนี้)ได้บรรลุความประสงค์นั้นแล้ว

จึงมิใช่เวลาที่ข้าพเจ้าจะประมาท

[๒๙๑]

ข้าพระองค์ที่พระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว

บรรลุทางที่ไม่หวั่นไหว ๒- เมื่อจะไปเสาะหาสหาย

จึงได้ไปยังอาศรม

[๒๙๒]

สหายของข้าพระองค์ ผู้ได้ศึกษามาดี

เพียบพร้อมด้วยอิริยาบถ เห็นข้าพระองค์แต่ไกลเทียว

จึงได้กล่าวคำนี้ว่า

[๒๙๓]

ท่านมีหน้าตาผ่องใส ปรากฏประหนึ่งว่าจะเป็นมุนี

ท่านได้บรรลุอมตนิพพานหรือได้บรรลุบทคือพระนิพพานอันไม่จุติ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทางที่ไม่เศร้าโศก หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๘๙/๒๗๘)

@๒ ทางที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงการถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๙๑/๒๗๘)

[๒๙๔]

ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความงาม เป็นเหมือนผู้ฝึกฝนตนมาแล้ว

เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอก ไม่หวั่นไหว

พราหมณ์ ท่านเป็นผู้มีการฝึกฝนมาดี

จึงสงบระงับแล้ว ในทางเป็นที่ฝึก

[๒๙๕]

ข้าพระองค์ตอบว่า ข้าพเจ้าได้บรรลุอมตธรรม

ซึ่งเป็นเครื่องบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกแล้ว

ถึงตัวท่านก็จะบรรลุอมตธรรมนั้นได้

พวกเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากันเถิด

[๒๙๖]

สหายนั้นอันข้าพระองค์ให้ศึกษาอย่างดีแล้ว

จึงรับคำว่า ดีละ แล้วได้จูงมือกันมายังสำนักของพระองค์

[๒๙๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ข้าพระองค์ทั้ง ๒

จักบวชในสำนักของพระองค์

อาศัยคำสอนของพระองค์อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๒๙๘]

ท่านโกลิตะเป็นผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์เลิศด้วยปัญญา

ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จะร่วมมือกันทำศาสนาให้งดงาม

[๒๙๙]

(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด

จึงได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด

(แต่บัดนี้)เพราะได้อาศัยทัศนะของพระองค์

ความดำริของข้าพระองค์จึงเต็ม

[๓๐๐]

หมู่ไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมแย้มบานในฤดูกาล

กลิ่นทิพย์หอมอบอวลไปทำให้สรรพสัตว์ยินดี (ฉันใด)

[๓๐๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ผู้เป็นศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว

ย่อมแสวงหากาลเวลาเพื่อจะแย้มบาน

[๓๐๒]

ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้คือวิมุตติ ๑-

ซึ่งเป็นเหตุหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

ให้สรรพสัตว์ยินดีด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ

[๓๐๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ตลอดพุทธเขต ๒-

ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหามุนีเสีย

ก็ไม่มีใครจะมีปัญญาเหมือนกับข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของพระองค์เลย

[๓๐๔]

ศิษย์และชุมนุมชนของพระองค์ที่พระองค์ทรงแนะนำดีแล้ว

ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกฝนในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด

แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๐๕]

ท่านเหล่านั้นมีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน

เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เป็นมุนี

สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๐๖]

ท่านเหล่านั้นมักน้อย มีปัญญารักษาตน

เป็นนักปราชญ์ ฉันอาหารแต่น้อย ไม่โลภ

สันโดษตามมีตามได้ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๐๗]

ท่านเหล่านั้นถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในธุดงค์

เข้าฌาน ใช้จีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในความสงัด

เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๐๘]

ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ(พรั่งพร้อมด้วยมรรค)

ดำรงอยู่ในผล และเป็นพระเสขะพรั่งพร้อมด้วยผล ๓-

มุ่งหวังประโยชน์อย่างสูงสุด(คือพระนิพพาน)

แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ ดอกไม้คือวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๒/๒๗๙)

@๒ พุทธเขต หมายถึงมีแสนโกฏิจักรวาล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๓/๒๘๐)

@๓ ผล ในที่นี้หมายถึงผลเบื้องต่ำ ๓ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๘/๒๘๐)

[๓๐๙]

ท่านเหล่านั้นทั้งที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี

ทั้งที่เป็นพระอนาคามี และที่เป็นพระอรหันต์

เป็นผู้ปราศจากมลทิน(คือกิเลส) แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๑๐]

สาวกของพระองค์จำนวนมาก

ฉลาดในสติปัฏฐาน ๑- ยินดีในการเจริญโพชฌงค์

ทุกท่านแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๑๑]

ท่านเหล่านั้นฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญสมาธิ

หมั่นประกอบสัมมัปปธาน แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๑๒]

ท่านเหล่านั้นได้วิชชา ๓ ๒- ได้อภิญญา ๖

ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์

ถึงความสำเร็จแห่งปัญญา

แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๑๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ศิษย์ของพระองค์เป็นเช่นนี้

เป็นผู้ศึกษาดีแล้ว หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

มีเดชแผ่ไป แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

[๓๑๔]

พระองค์มีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม

ผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ เป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามดังราชสีห์

ย่อมทรงงดงามดังดวงจันทร์

[๓๑๕]

ต้นไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมงอกงามไพบูลย์บนแผ่นดิน

ต้นไม้เหล่านั้นย่อมเผล็ดผล (โดยลำดับ)

@เชิงอรรถ :

@๑ สติปัฏฐาน หมายถึงสติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา

@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๐/๒๘๐)

@๒ วิชชา ๓ หมายถึง (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้

@(๒) จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม (๓) อาสวักขยญาณ

@ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความตรัสรู้ (ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๗, ๓๕๓/๒๔๕,

@องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๐๒/๒๔๓-๒๔๔)

[๓๑๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่

พระองค์ทรงเป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ (เป็นเช่นกับต้นไม้)

ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้ผลเป็นอมตะ

[๓๑๗]

แม่น้ำสินธุ แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำจันทภาคา

แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี

[๓๑๘]

เมื่อแม่น้ำหลายสายนั้นไหลไป(ถึงทะเล)ทะเลย่อมรองรับไว้

แม่น้ำเหล่านั้นย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าทะเล ฉันใด

[๓๑๙]

วรรณะทั้ง ๔ ๑- เหล่านี้ก็ฉันนั้น

มาบวชในสำนักของพระองค์แล้ว

ก็ย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าพุทธบุตร

[๓๒๐]

ดวงจันทร์ปราศจากมลทินโคจรอยู่ในอากาศ

มีแสงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหมู่ดาวในโลกทั้งหมด ฉันใด

[๓๒๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศิษย์แวดล้อม

ก็ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นทั้งหมดในกาลทุกเมื่อ

[๓๒๒]

คลื่นเกิดขึ้นในน้ำลึกย่อมไม่ล่วงเลยล้นฝั่งไปได้

คลื่นเหล่านั้นกระทบฝั่งเป็นระลอก

กระจายหายไปหมด ฉันใด

[๓๒๓]

เดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น

มีทิฏฐิต่างกัน เป็นชนจำนวนมาก

พวกเขาต้องการจะกล่าวธรรม

แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้

[๓๒๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าเดียรถีย์เหล่านั้น

เข้ามาหาพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน

ครั้นมาถึงสำนักของพระองค์แล้ว ก็จะกลายเป็นจุรณไป

@เชิงอรรถ :

@๑ วรรณะทั้ง ๔ หมายถึงตระกูล ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร (ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๗-๓๑๙/๒๘๑)

[๓๒๕]

ดอกโกมุท ดอกบัวเผื่อน จำนวนมาก

เกิดในน้ำแล้วติดอยู่กับน้ำและเปือกตม ฉันใด

[๓๒๖]

เหล่าสัตว์จำนวนมากก็ฉันนั้น เกิดมาในโลกแล้ว

ถูกราคะและโทสะเบียดเบียน ย่อมงอกงาม(ในวัฏฏสงสาร)

ดุจดอกโกมุทงอกงามในเปือกตม ฉะนั้น

[๓๒๗]

ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ งดงามอยู่กลางน้ำ

(แต่)ดอกบัวหลวงนั้นยังคงบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉันใด

[๓๒๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น

เป็นมหามุนี เกิดมาแล้วในโลก (แต่)ไม่ทรงติดอยู่กับโลก

ดุจดอกบัวหลวงไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉะนั้น

[๓๒๙]

ดอกไม้หลายชนิดที่เกิดในน้ำ

ย่อมแย้มบานในเดือน ๑๒ ไม่ล่วงเลยเดือน ๑๒ นั้นไป

เพราะเดือน ๑๒ นั้นเป็นกาลสมัยที่ดอกไม้จะบาน ฉันใด

[๓๓๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้ว ฉันนั้น

เหล่าศิษย์ของพระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ

ไม่ล่วงเลยคำสั่งสอนของพระองค์ไปได้

ดุจดอกบัวหลวงซึ่งแย้มบานด้วยน้ำ

ไม่ล่วงเลยกาลสมัยเป็นที่แย้มบานไปได้ ฉะนั้น

[๓๓๑]

ต้นพญาไม้สาละออกดอกบานสะพรั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปคล้ายกลิ่นทิพย์

แวดล้อมด้วยไม้สาละชนิดอื่น ย่อมงดงาม ฉันใด

[๓๓๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ทรงแย้มบานด้วยพระพุทธญาณ มีหมู่ภิกษุแวดล้อม

ย่อมงดงาม ดุจพญาไม้สาละ ฉะนั้น

[๓๓๓]

เปรียบเหมือนภูเขาศิลาล้วนชื่อหิมวา

เป็นภูเขาที่มีโอสถสำหรับสรรพสัตว์

เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย

[๓๓๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น

ทรงเป็นดุจโอสถของสรรพสัตว์ ๑- ทรงได้วิชชา ๓

ได้อภิญญา ๖ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์

[๓๓๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้วนั้น

ย่อมยินดีในธรรม อยู่ในศาสนาของพระองค์

[๓๓๖]

ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อพอออกจากถ้ำที่อาศัยแล้ว

เหลียวดูทิศทั้ง ๔ จึงบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง

[๓๓๗]

เมื่อราชสีห์ผู้พญาเนื้อคำราม

สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งกลัว อันที่จริง ชาติราชสีห์นี้

ย่อมทำให้เหล่าสัตว์สะดุ้งกลัวทุกเมื่อ ฉันใด

[๓๓๘]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่

พื้นพสุธานี้ย่อมหวั่นไหว เหล่าสัตว์ผู้ควรตรัสรู้ก็ย่อมตรัสรู้

เหล่าสัตว์ผู้อยู่ในหมู่มารย่อมสะดุ้ง ฉันนั้น

[๓๓๙]

ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่

เหล่าเดียรถีย์ทั้งปวงย่อมสะดุ้ง ดุจฝูงกา ฝูงเหยี่ยวบินกระเจิงไป

ดุจฝูงสัตว์แตกกระเจิงไปเพราะราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อ ฉะนั้น

[๓๔๐]

เหล่าคณาจารย์บางพวกประชาชนเรียกกันว่า เป็นศาสดาในโลก

ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมที่สืบๆ กันมาแก่ชุมนุมชน

[๓๔๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แต่พระองค์หาเป็นอย่างนั้นไม่

ครั้นทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เองแล้ว

จึงทรงแสดงโพธิปักขิยธรรมทั้งมวลแก่เหล่าสัตว์

@เชิงอรรถ :

@๑ เพราะทรงปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นจากชรา พยาธิ และมรณะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๓๓-๓๓๔/๒๘๒)

[๓๔๒]

พระองค์ทรงทราบอัธยาศัยและอนุสัย

ทรงทราบว่าอินทรีย์มีกำลังแก่กล้าและไม่แก่กล้า

ทรงทราบบุคคลสมควรและไม่สมควร ๑-

จึงทรงบันลือดุจมหาเมฆ

[๓๔๓]

เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของชุมนุมชนที่จะพึงนั่งรอบจักรวาล

ผู้มีทิฏฐิต่างกัน มีความคิดคิดต่างกัน

[๓๔๔]

พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงรู้จิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวง

ทรงฉลาดในข้ออุปมา ตรัสแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น

ก็ทรงตัดความสงสัยของเหล่าสัตว์เสียได้

[๓๔๕]

พื้นแผ่นดินพึงเต็มด้วยมนุษย์ผู้เช่นกับจอกแหน

พวกเขาทั้งหมดพึงประคองอัญชลี

ประกาศคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๓๔๖]

อีกอย่างหนึ่งเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น

เมื่อประกาศคุณอยู่ตลอดกัปหนึ่ง ๒-

พึงประกาศคุณโดยประการต่างๆ

ก็ยังไม่สามารถจะประกาศคุณให้สิ้นสุดได้

พระตถาคตมีพระคุณหาประมาณมิได้

[๓๔๗]

ก็ข้าพระองค์สรรเสริญพระชินเจ้าด้วยกำลังของตนอย่างไร

เหล่าเทวดาและมนุษย์เมื่อสรรเสริญอยู่ตลอดโกฏิกัป

ก็พึงสรรเสริญอย่างนั้นเหมือนกัน

@เชิงอรรถ :

@๑ สมควรและไม่สมควร ในที่นี้หมายถึงผู้สามารถบรรลุธรรมและไม่สามารถบรรลุธรรม

@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๒/๒๘๒)

@๒ กัปหนึ่ง ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน กำหนดกันว่าโลกคือสากลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง ท่านเปรียบด้วย

@อุปมาว่า เหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑ โยชน์ ทุกๆ ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อบาง

@ละเอียดอย่างดีมาลูบเขานั้นครั้งหนึ่งๆ จนกว่าภูเขาลูกนั้น จะสึกหรอหมดสิ้นไป กัปหนึ่งยังยาวนานกว่า

@นั้นอีก

[๓๔๘]

ก็ถ้าใครๆ จะเป็นเทวดา หรือมนุษย์ก็ตาม

ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว จะพึงกำหนดเพื่อจะประมาณ(คุณ)

ผู้นั้นจะพึงได้รับความลำบากเปล่า

[๓๔๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่

ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว

สำเร็จปัญญาบารมีอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๓๕๐]

ข้าพระองค์จะย่ำยีเหล่าเดียรถีย์

วันนี้ ข้าพระองค์เป็นจอมทัพธรรมในศาสนาของพระศากยบุตร

ประกาศศาสนาของพระชินเจ้า

[๓๕๑]

กรรมที่ข้าพระองค์ได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้

แสดงผลแก่ข้าพระองค์แล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้

ข้าพระองค์หลุดพ้นดีแล้ว ดุจกำลังลูกศรหลุดพ้นไปจากแล่ง

เผากิเลสของข้าพระองค์ได้แล้ว

[๓๕๒]

มนุษย์คนใดคนหนึ่งพึงทูนของหนักไว้บนศีรษะตลอดเวลา

เขาต้องลำบากเพราะของหนัก

เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักทั้งหลาย

[๓๕๓]

ข้าพระองค์ถูกไฟ ๓ กอง ๑- เผาไหม้อยู่

เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักคือภพ ๒- โดยประการนั้น

ท่องเที่ยวไปแล้วในภพทั้งหลาย

ภูเขาสิเนรุอันบุคคลถอนขึ้นแล้วฉันใด

[๓๕๔]

ก็ภาระอันหนักข้าพระองค์ยกลงแล้ว

ภพทั้งหลายข้าพระองค์ก็เพิกได้แล้ว ฉันนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒/๒๘๓, ๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖)

@๒ ของหนักคือภพ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดในภพ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒-๓๕๓/๒๘๓)

กิจที่ควรทำทั้งหมด ๑- ในศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร

ข้าพระองค์ก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว

[๓๕๕]

ตลอดพุทธเขตยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ ผู้ประเสริฐ

ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์

[๓๕๖]

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์

วันนี้ เมื่อต้องการจะเนรมิตคน ๑,๐๐๐ คนก็ได้

[๓๕๗]

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมหามุนี

เป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม

ตรัสสอนแก่ข้าพระองค์ นิโรธสมาบัติเป็นที่นอนของข้าพระองค์

[๓๕๘]

ข้าพระองค์มีทิพยจักษุบริสุทธิ์หมดจด

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ๒-

ยินดีในการเจริญโพชฌงค์

[๓๕๙]

ข้าพระองค์ได้ทำกิจทุกอย่างที่สาวกจะพึงบรรลุแล้ว

ยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกเสียแล้ว

ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์

[๓๖๐]

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ

ได้ฌานและวิโมกข์ ๓- เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์

เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีญาณ

@เชิงอรรถ :

@๑ กิจที่ควรทำทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงกรรมเป็นเครื่องกำจัดกิเลสโดยลำดับแห่งมรรค

@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๔/๒๘๔)

@๒ สัมมัปปธานมี ๔ คือ (๑) เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (๒) เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว

@(๓) เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว (ที.ปา. ๑๑/๓๑๐/๒๐๑)

@๓ วิโมกข์ คือ ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวเต็มที่

@ในอรรถกถาหมายเอาโลกุตตรวิโมกข์ ๘ (อฏฺฐนฺนํ โลกุตฺตรวิโมกฺขานญฺจ ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๐/๒๘๔) คือ

@๑-๒-๓. ผู้เจริญกสิณต่างๆ แล้วได้รูปฌาน ๔; ๔-๖-๗. ผู้ได้อรูปฌาน ๔; ๘. ผู้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ

@ดูอีก (สํ.นิ.อ. ๒/๗๐/๑๔๓)

[๓๖๑]

ข้าพระองค์เป็นคนมีคารวะอย่างสูงสุด ๑-

เพราะได้บรรลุสาวกบารมีญาณด้วยความรู้

ข้าพระองค์มีจิตอนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารี ๒- ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ

[๓๖๒]

ข้าพระองค์ละทิ้งความถือตัวและความเย่อหยิ่งแล้ว

ดุจงูถูกถอนเขี้ยวเสียแล้ว ๓- (หรือ) ดุจโคอุสภะตัวเขาหักเสียแล้ว

เข้าหาหมู่คณะด้วยความเคารพหนักแน่น

[๓๖๓]

หากปัญญาของข้าพระองค์จะพึงมีรูปร่าง

ปัญญาของข้าพระองค์ก็จะต้องเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย

นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณของพระผู้มีพระภาค

พระนามว่าอโนมทัสสี

[๓๖๔]

ข้าพระองค์ประพฤติตามโดยชอบซึ่งพระธรรมจักร ๔-

นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณ

[๓๖๕]

บุคคลผู้มีความปรารถนาเลวทราม เป็นคนเกียจคร้าน

ละความเพียร มีการศึกษาน้อย ไม่มีมารยาท ๕-

อย่าได้มาสมาคมกับข้าพระองค์ในที่ไหนๆ สักคราวเลย

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า ปุริสุตฺตมคารวา ในฉบับพม่า และ ขุ.เถร.อ. ๒/๔๓๓ (ซึ่งท่านยกคาถาจากอปทานไปกล่าวไว้)เป็น

@ปุริสุตฺตมภารวา จึงแปลตามนั้น ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่า เพราะคำว่า ปุริสุตฺตมคารวา เป็นพหูพจน์ ดูไม่สม

@กับข้อความข้างต้นและข้างท้าย ซึ่งท่านกล่าวเป็นเอกพจน์ ส่วน ปุริสุตฺตมภารวา เป็นเอกพจน์ สมกับ

@ข้างต้นและข้างท้าย ในอปทานอรรถกถาท่านมิได้แก้ไว้

@๒ เพื่อนสพรหมจารี หมายถึงผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน เพื่อนบรรพชิต

@๓ คำว่า อุทฺธฏทาโฒ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น อุทฺธตวิโส ถูกรีดพิษออกแล้ว (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๒/๒๘๔)

@๔ ธรรมจักร ในที่นี้หมายถึงพระไตรปิฎก (พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม) (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๔/๒๘๕)

@๕ หีน ใช้ในอรรถว่าละ หา จาเค อิโน ทีฆาทิ หีโน = หา ธาตุใช้ในอรรถว่าละ อินปัจจัย ทีฆะต้นธาตุ

@สำเร็จรูปเป็นหีโน (อภิธา.ฏีกา ข้อ ๗๕๔), มีความปรารถนาเลวทราม หมายถึงมีความปรารถนาลามกแล้ว

@ประพฤติชั่ว,

@เป็นคนเกียจคร้าน หมายถึงเกียจคร้านในการทำวัตรปฏิบัติในอิริยาบถมีการยืนและนั่งเป็นต้น

[๓๖๖]

ส่วนบุคคลผู้มีการศึกษามาก มีปัญญา

มีจิตตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย หมั่นประกอบความสงบทางใจ

ขอจงมาดำรงอยู่บนศีรษะของข้าพระองค์เถิด

[๓๖๗]

(เมื่อพระสารีบุตรเถระจะชักชวนภิกษุอื่นๆ

ในคุณสมบัตินั้น จึงกล่าวว่า)

เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับท่านทั้งหลาย

ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย

ตามจำนวนที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้

ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มักน้อย สันโดษ

ยินดีให้ทานทุกเมื่อเถิด

[๓๖๘]

ข้าพเจ้าพบสาวกรูปใดก่อนแล้ว

ได้เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทินคือกิเลส

สาวกรูปนั้นมีนามว่าอัสสชิ เป็นนักปราชญ์ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า

[๓๖๙]

ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระอัสสชิเถระนั้น

วันนี้ ข้าพเจ้าได้เป็นธรรมเสนาบดีถึงความสำเร็จในคุณทั้งปวง

จึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๓๗๐]

พระสาวกรูปใดชื่อว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า

อยู่ ณ ทิศใด ข้าพเจ้าจะนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

[๓๗๑]

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ

ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว

ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุ

ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งอัครสาวก

[๓๗๒]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว

@เชิงอรรถ :

@ละความเพียร หมายถึงละความเพียรในการเจริญฌาณ สมาธิและมรรคเป็นต้น

@มีการศึกษาน้อย หมายถึงเว้นจากคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ

@ไม่มีมารยาท หมายถึงไม่มีมารยาทในบุคคลมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๕/๒๘๕)

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้อยู่อย่างอิสระ

[๓๗๓]

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วหนอ

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๓๗๔]

คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ ๑- วิโมกข์ ๘ ๒-

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ๓- ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สารีปุตตเถราปทานที่ ๑ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ปฏิสัมภิทา ๔ คือ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ, ปรีชาแจ้งในความหมาย (๒) ธัมมปฏิ-

@สัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม, ปรีชาแจ้งในหลัก (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ

@ปรีชาแจ้งในภาษา (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ, ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ

@มีไหวพริบ (องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๒/๒๔๒-๒๔๓, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๑๐/๑๗๐,

@อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๒๕/๔๖๑)

@๒ วิโมกข์ ๘ คือ (๑) ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณที่กำหนด

@วัตถุในกายของตน เช่น สีผม) (๒) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก (ได้แก่ อรูปฌาน

@๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก) (๓) ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า “งาม” (ได้แก่ ฌานของ

@ผู้เจริญวรรณกสิณกำหนดสีที่งาม หรือเจริญอัปปมัญญา) (๔) เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดย

@ประการทั้งปวงเพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพระไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย

@มนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ (๕) เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง

@วิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ (๖) เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดย

@ประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่าไม่มีอะไรเลย (๗) เพราะล่วงเสียซึ่ง

@อากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ (๘) เพราะล่วงเสียซึ่งเนว-

@สัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ (ที.ปา. ๑๑/๓๓๙/๒๓๑,

@องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๖๖/๓๖๘-๓๖๙) หรือ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ หรือ รูปฌาน และอรูปฌาน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖)

@๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำให้สำเร็จแล้ว หมายถึงคำสั่งสอนเป็นอนุศาสนีและโอวาท

@ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าให้สำเร็จด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. ปัจเจกพุทธาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๒๑. พุทธวรรคหัวข้อถัดไป๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒)