ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๓. ติณทายกวรรค
  12. /
  13. ๑๐. สุคันธเถราปทาน

๑๐. สุคันธเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๒๐ · บรรทัด ๒๖๐๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. สุคันธเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสุคันธเถระ

(พระสุคันธเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๘๑]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่ ๑- พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ทรงประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๘๒]

พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ

มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ๒-

ซึ่งมีพระรัศมีประมาณ ๑ วาแวดล้อมแล้ว

ปกคลุมไปด้วยข่ายพระรัศมี

[๘๓]

ทรงทำหมู่สัตว์ให้ยินดีได้เหมือนดวงจันทร์

เปล่งพระรัศมีได้เหมือนดวงอาทิตย์

ทำหมู่สัตว์ให้เยือกเย็นได้เหมือนเมฆฝน

เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือนสาคร

[๘๔]

พระองค์เปรียบดังแผ่นดินโดยศีล

เปรียบดังภูเขาหิมพานต์โดยสมาธิ

เปรียบดังอากาศโดยปัญญา

เป็นผู้ไม่ข้องเกี่ยว(อะไรๆ)เหมือนสายลม

[๘๕]

มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามอัธยาศัย

ไม่บกพร่อง ทรงแกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท

เมื่อจะฉุดมหาชนขึ้น(จากหล่มคือกาม)จึงทรงประกาศสัจจะ

@เชิงอรรถ :

@๑ มีพระยศยิ่งใหญ่ หมายถึงมียศแผ่ไปในโลกทั้ง ๓ คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก

@(ขุ.อป.อ. ๒/๒๕๑/๓๓๑)

@๒ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้

[๘๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุตรเศรษฐี

มียศยิ่งใหญ่ในกรุงพาราณสี

ข้าพเจ้ามีทรัพย์และธัญชาติอย่างล้นเหลือ

จึงมีความองอาจ

[๘๗]

ข้าพเจ้าเดินพักผ่อนไปจนถึงป่ามฤคทายวัน

ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลก

กำลังแสดงอมตบทอยู่

[๘๘]

มีพระดำรัสไพเราะ น่าฟัง

มีพระสุรเสียงดุจเสียงนกการเวก

มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงหงส์และเสียงฟ้าคำรน

ทำมหาชนให้รู้แจ้งชัด ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๘๙]

ครั้นเห็นพระองค์แล้วและได้สดับพระสุรเสียงที่ไพเราะ

ข้าพเจ้าจึงได้สละโภคะมิใช่น้อย ออกบวชเป็นบรรพชิต

[๙๐]

ข้าพเจ้าบวชแล้วเช่นนี้ ไม่นานนักก็เป็นพหูสูต

เป็นพระธรรมกถึก มีปฏิภาณอันวิจิตร

[๙๑]

ข้าพเจ้าเป็นผู้องอาจในการพรรณนา

ได้สรรเสริญพระคุณของพระศาสดา

ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำอยู่บ่อยๆ

ณ ท่ามกลางบริษัทใหญ่ว่า

[๙๒]

พระศาสดาพระองค์นี้ เป็นพระขีณาสพ

เป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีทุกข์ ทรงตัดความสงสัยได้แล้ว

ถึงความสิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงพ้นจากกิเลสแล้ว

ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ

[๙๓]

พระพุทธเจ้าพระองค์นี้นั้น เป็นพระผู้มีพระภาค

พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐอย่างยิ่ง

ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก

[๙๔]

เป็นพระฤาษีทรงฝึกพระองค์เองและฝึกมหาชน

ทรงสงบระงับเองและทำให้มหาชนสงบระงับ

ทรงดับกิเลสเองและทรงยังมหาชนให้ดับกิเลส

ทรงเบาพระทัยเองและทรงให้มหาชนเบาใจ

[๙๕]

ทรงมีความแกล้วกล้า องอาจ กล้าหาญ มีพระปัญญา

ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงได้วสี ทรงมีชัยชนะ

ทรงชนะแล้ว ไม่ทรงคะนอง ทรงหมดความห่วงใย

[๙๖]

เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน เป็นนักปราชญ์

ไม่หลงใหล ไม่มีใครเสมอเหมือน เป็นมุนี ทรงฝักใฝ่ในธุระ

ทรงกล้าหาญแม้ในหมู่เจ้าลัทธิ ดังพญาโคอุสภะ

พญาคชสาร และพญาราชสีห์

[๙๗]

เป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากมลทิน

เป็นดังพรหม ฉลาดกว่านักปราชญ์

กำจัดเสียซึ่งข้าศึกคือกิเลส หมดเสี้ยนหนาม

ปราศจากความเศร้าโศก ไม่มีใครเสมอเหมือน

เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้หมดจด

[๙๘]

เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นที่พึ่ง เป็นหมอ

เป็นผู้กำจัดลูกศร(คือความโศก) เป็นนักรบ

เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้คงแก่เรียนและเรียนรู้กว้างขวาง

ไม่หวั่นไหว มีใจเบิกบาน ยิ้มแย้ม

[๙๙]

ทรงฝึกอินทรีย์ เป็นผู้นำตนไป เป็นผู้ทำ เป็นผู้นำ

เป็นผู้ประกาศ เป็นผู้ยังสัตว์ให้ร่าเริง

เป็นผู้วิด เป็นผู้ตัด เป็นผู้ฟัง เป็นผู้สรรเสริญ

[๑๐๐]

เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก ปราศจากลูกศร ไม่มีทุกข์

ไม่มีความสงสัย เป็นผู้หมดตัณหา

ปราศจากธุลี เป็นผู้ขุด เป็นผู้ทำลาย

เป็นผู้กล่าว เป็นผู้ทำให้ปรากฏ

[๑๐๑]

เป็นผู้ช่วยสัตว์ให้ข้าม ให้ทำประโยชน์ ให้สร้างประโยชน์

เป็นผู้ช่วยให้ถึงสัมปทา เป็นผู้ช่วยสัตว์ให้บรรลุ

เป็นผู้มีประโยชน์เกื้อกูล เป็นผู้ฆ่า

ทรงทำกิเลสให้เร่าร้อน ทำตัณหาให้เหือดแห้ง

[๑๐๒]

ดำรงอยู่ในสัจจะ หาผู้เสมอเหมือนมิได้

ไม่มีสหาย ทรงมีความกรุณา มีความมหัศจรรย์

ไม่ทรงหลอกลวง เป็นผู้ทำ

เป็นฤๅษี เป็นผู้ประเสริฐ(พระพุทธเจ้า)

[๑๐๓]

ทรงข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว

ไม่ทรงถือพระองค์ ทรงมีพระคุณหาประมาณมิได้

ไม่มีใครเปรียบเทียบ ไม่ยึดถือถ้อยคำทุกชนิด

บรรลุธรรมที่ควรแนะนำทุกประการ ทรงชนะหมู่มาร

[๑๐๔]

ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

พระนามว่าสตรังสีพระองค์นั้น

เป็นเหตุนำอมตมหานิพพานมาให้

เพราะฉะนั้น ความศรัทธาในพระพุทธเจ้า

พระธรรม และพระสงฆ์ จึงมีประโยชน์มาก

[๑๐๕]

ข้าพเจ้าสรรเสริญพระพุทธเจ้า

ผู้เป็นสรณะอย่างสูงสุดของโลกทั้ง ๓

ด้วยคุณมีอย่างนี้เป็นต้น

จึงแสดงธรรมกถาในท่ามกลางบริษัท

[๑๐๖]

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้เสวยความสุขมากในสวรรค์ชั้นดุสิต

จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วเกิดในมนุษย์ เป็นผู้มีกลิ่นหอม

[๑๐๗]

ลมหายใจ กลิ่นปาก และกลิ่นกายของข้าพเจ้า

ก็เช่นนั้นเหมือนกัน(คือมีกลิ่นหอม)

และกลิ่นทั้งหมดนั้น

ของข้าพเจ้าก็หอมอยู่เป็นนิตย์

[๑๐๘]

กลิ่นปากของข้าพเจ้า หอมฟุ้งไปตลอดกาล

เหมือนกลิ่นดอกปทุม ดอกอุบล และดอกจำปา

และกายของข้าพเจ้าก็หอมฟุ้งไปทุกเมื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

[๑๐๙]

ทั้งหมดนั้นเป็นผลแห่งการกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

ผลนั้นน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

ขอท่านทุกคนจงตั้งใจฟังภาษิตของเรา

[๑๑๐]

ครั้นข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

ซึ่งนำประโยชน์และความสุขมาให้แล้ว

เป็นผู้มีจิตผ่องแผ้วในธรรมทั้งปวง

พระสงฆ์เป็นผู้ขวนขวายในความเพียรอย่างยิ่ง

[๑๑๑]

มียศ ถึงความสุข งดงาม รุ่งเรือง น่ารัก น่าชม

เป็นผู้กล่าว ไม่ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีโทษ และเป็นผู้มีปัญญา

[๑๑๒]

ขวนขวายในธรรมเป็นที่สิ้นกิเลส

พระนิพพานอันเหล่าชนผู้ภักดีต่อพระพุทธเจ้าพึงได้โดยง่าย

ข้าพเจ้าจักกล่าวถึงเหตุของพวกเขา

เชิญท่านทั้งหลายฟังเหตุนั้นตามเป็นจริง

[๑๑๓]

ข้าพเจ้าถวายอภิวาทก็เพราะค้นพบพระยศ

ที่มีอยู่ของพระผู้มีพระภาค

เพราะเหตุนั้น แม้ข้าพเจ้าจะเกิดในภพใดๆ ก็เป็นผู้มียศในภพนั้นๆ

[๑๑๔]

ข้าพเจ้าสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทำที่สุดทุกข์ได้

และพระธรรมที่สงบซึ่งปัจจัยปรุงแต่งมิได้

เป็นผู้ให้ความสุขแก่สรรพสัตว์

เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รับแต่ความสุข

[๑๑๕]

ข้าพเจ้าผู้ประกอบด้วยปีติในพระพุทธเจ้า

สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

เป็นที่พอใจของตนเอง และเป็นที่พอใจของคนอื่น

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีความพอใจ

[๑๑๖]

พระชินเจ้าพระองค์ใด ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์

ล่วงพ้นเดียรถีย์ได้

ข้าพเจ้าเมื่อสรรเสริญคุณของพระชินเจ้าพระองค์นั้น

จึงชมเชยพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีแต่ความรุ่งเรือง

[๑๑๗]

ข้าพเจ้าเมื่อกล่าวสรรเสริญคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้กระทำตนให้เป็นที่รักแม้ของประชาชน

เป็นเหมือนดวงจันทร์อันมีในสารทกาล ๑-

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้น่ารัก น่าชม

[๑๑๘]

ข้าพเจ้าชมเชยพระสุคตด้วยวาจาทุกอย่างตามความสามารถ

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีปฏิภาณวิจิตรเหมือนท่านพระวังคีสะ

[๑๑๙]

คนพาลเหล่าใดเป็นผู้มีความสงสัย จึงดูหมิ่นพระมหามุนี

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงข่มคนพาลเหล่านั้นโดยการข่มขี่ที่ชอบธรรม

[๑๒๐]

ข้าพเจ้าช่วยกำจัดกิเลสทั้งหลายของเหล่าสัตว์

ด้วยการสรรเสริญพระพุทธเจ้า

เพราะอานุภาพของกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีจิตปราศจากกิเลส

@เชิงอรรถ :

@๑ สารทกาล หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ฤดูสารท ย่างเข้าฤดูหนาว (องฺ.ติก.(แปล) ๒๐/๖๔/๒๔๘, ๙๕/๓๒๘)

[๑๒๑]

ข้าพเจ้าแสดงพุทธานุสสติ

ได้ทำปัญญาเครื่องตรัสรู้ให้เกิดแก่ผู้ฟัง

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้งอรรถที่ละเอียด

[๑๒๒]

ข้าพเจ้าเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่าง

จักข้ามพ้นห้วงน้ำคือสังสารวัฏไปได้

และเป็นผู้ได้วสี ไม่ถือมั่น ๑- ถึงความดับสนิท

[๑๒๓]

ในกัปนี้เอง ข้าพเจ้าได้สดุดีพระชินเจ้าไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๑๒๔]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๒๕]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๒๖]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สุคันธเถราปทานที่ ๑๐ จบ

ติณทายกวรรคที่ ๕๓ จบบริบูรณ์

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า ไม่ถือมั่น หมายถึงไม่ถือกิเลสเครื่องยึดมั่นถือมั่น คือ อุปาทาน ๔ ประการ คือ (๑) กามุปาทาน

@(๒) ทิฏฐุปาทาน (๓) สีลัพพตุปาทาน (๔) อัตตวาทุปาทาน (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๒๙๓)

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทาน ๒. เวจจกทายกเถราปทาน

๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทาน

๕. สุปฏทายกเถราปทาน ๖. ทัณฑทายกเถราปทาน

๗. คิริเนลปูชกเถราปทาน ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทาน

๙. อามัณฑผลทายกเถราปทาน ๑๐. สุคันธเถราปทาน

ในวรรคนี้ บัณฑิตนับคาถาได้ ๑๒๓ คาถา

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๙. อามัณฑผลทายกเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๓. ติณทายกวรรคหัวข้อถัดไป๑. มหากัจจายนเถราปทาน