ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๔. กัจจายวรรค
  12. /
  13. ๓. มหากัปปินเถราปทาน

๓. มหากัปปินเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๒๓ · บรรทัด ๒๘๔๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. มหากัปปินเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระมหากัปปินเถระ

(พระมหากัปปินเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๖๖]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง

ทรงปรากฏแล้วในอากาศทั้งสิ้น

เหมือนดวงอาทิตย์ปรากฏในท้องฟ้าในสารทกาล

[๖๗]

ทรงทำดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้เบ่งบานด้วยพระรัศมีคือพระดำรัส

พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระองค์นั้น

ทรงทำเปือกตมคือกิเลสให้แห้งไปด้วยพระรัศมีคือปัญญา

[๖๘]

พระผู้ทรงวชิรญาณขจัดยศของพวกเดียรถีย์

เหมือนดวงอาทิตย์

พระทิวากรพุทธเจ้าทรงส่องสว่าง

ทั้งกลางวันและกลางคืน ในที่ทุกแห่ง

[๖๙]

พระพุทธองค์เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ

เหมือนทะเลเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ

ทรงทำเมฆฝนคือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์

เหมือนเมฆทำฝนให้ตก

[๗๐]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาอยู่ในกรุงหงสวดี

ได้เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

[๗๑]

ซึ่งกำลังประกาศคุณของสาวกผู้มีสติ

ผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายอยู่ ทรงทำใจของข้าพเจ้าให้ยินดี

[๗๒]

ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วเกิดปีติโสมนัส

ทูลนิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยสาวกให้เสวยและฉันแล้ว

ปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๗๓]

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีส่วนเปรียบด้วยหงส์

มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงหงส์และเสียงมโหระทึก ๑-

ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้องอาจในการตัดสิน

[๗๔]

ซึ่งหมอบอยู่แทบเท้าของเรา

มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น

@เชิงอรรถ :

@๑ มโหระทึก หมายถึงกลองโลหะชนิดหนึ่งของชนชาติที่อยู่ตอนใต้ประเทศจีน ใช้ตีเป็นสัญญาณและประโคม

@(พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, พ.ศ. ๒๕๒๕, หน้า ๖๓๕)

มีวรรณะเหมือนแก้วมุกดาที่งดงาม

มีนัยน์ตาและใบหน้าที่ผ่องใส

[๗๕]

มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ มียศใหญ่

มหาอำมาตย์นี้ปรารถนาตำแหน่งภิกษุผู้กล่าวสอน

เพราะร่วมยินดีด้วย

[๗๖]

ด้วยบิณฑบาต ด้วยการบริจาค

และด้วยการตั้งความปรารถนาไว้นี้

เขาจะไม่เกิดยังทุคติเลยตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป

[๗๗]

จักเสวยความเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นเทวดาในหมู่เทพ

และความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์

จักบรรลุพระนิพพานด้วยผลกรรมที่เหลือ

[๗๘]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๗๙]

มหาอำมาตย์นี้จักมีนามว่ากัปปินะ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวกของพระศาสดา

[๘๐]

จากนั้น ข้าพเจ้าได้ทำสักการะที่กระทำไว้ดีแล้ว

ในศาสนาของพระชินเจ้า ละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

[๘๑]

ข้าพเจ้าครองราชสมบัติในเทวโลก

และมนุษยโลกโดยธรรม แล้วเกิดในตระกูลช่างหูก

ในหมู่บ้านใกล้กรุงพาราณสี

[๘๒]

ข้าพเจ้ากับภรรยามีบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ คน

ได้อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์

[๘๓]

นิมนต์ให้ฉันตลอดไตรมาส แล้วให้ครองไตรจีวร

ข้าพเจ้าทั้งหมดจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๘๔]

ข้าพเจ้าทั้งหลายจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว

กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ในกุกกุฏบุรี ข้างภูเขาหิมพานต์

[๘๕]

ข้าพเจ้าได้เป็นโอรสผู้มียศใหญ่นามว่ากัปปินะ

พวกที่เหลือเกิดในตระกูลอำมาตย์แวดล้อมข้าพเจ้า

[๘๖]

ข้าพเจ้ามีความสุขในราชสมบัติเป็นอันมาก

สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ

ได้ฟังข่าวการอุบัติของพระพุทธเจ้าที่พวกพ่อค้าบอกดังนี้ว่า

[๘๗]

‘พระพุทธเจ้าผู้เป็นเอกอัครบุคคล ไม่มีใครเหมือน

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรงประกาศพระสัทธรรม

ซึ่งเป็นอมตะเป็นสุขอย่างประเสริฐ

[๘๘]

และสาวกของพระองค์ขวนขวายดีแล้ว

หลุดพ้นดีแล้ว ไม่มีอาสวะ’

ครั้นข้าพเจ้าได้ฟังคำของพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว

ได้ทำสักการะพวกพ่อค้า

[๘๙]

สละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์ ได้เป็นพุทธมามกะ

พากันออกเดินทาง ได้เห็นแม่น้ำมหาจันทามีน้ำเต็มเสมอขอบฝั่ง

[๙๐]

ทั้งไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก

และยังมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว

ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำไปได้โดยความสวัสดี

เพราะระลึกถึงพระพุทธคุณว่า

[๙๑]

‘ถ้าพระพุทธเจ้าทรงข้ามกระแสน้ำคือภพ

ทรงถึงที่สุดแห่งโลก ทรงรู้แจ้งไซร้

ด้วยสัจวาจานี้ ขอการไปของข้าพเจ้าจงสำเร็จ

[๙๒]

ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบได้

เป็นเครื่องให้โมกขธรรมอันเป็นสันติสุขได้

ด้วยสัจวาจานี้ ขอการไปของข้าพเจ้าจงสำเร็จ

[๙๓]

ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นความกันดารไปได้

เป็นเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยม

ด้วยสัจวาจานี้ ขอการไปของข้าพเจ้าจงสำเร็จ’

[๙๔]

พร้อมกับที่ข้าพเจ้าทำสัจจะอย่างประเสริฐนี้

น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ข้ามขึ้นฝั่งแม่น้ำที่น่ารื่นรมย์ใจได้โดยสะดวก

[๙๕]

ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่

เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์อุทัย รุ่งเรืองดุจภูเขาทอง

โชติช่วงดุจต้นพฤกษาประทีป

[๙๖]

ผู้อันสาวกห้อมล้อม เปรียบดังดวงจันทร์

ที่ล้อมรอบด้วยดาวนักษัตร

ทำเทวดาและมนุษย์ให้เพลิดเพลิน

ประหนึ่งท้าววาสวะ ทำฝนคือรัตนะให้ตก

[๙๗]

ข้าพเจ้าพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคม

เข้าเฝ้า ณ ที่สมควร

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยแล้ว

จึงได้ทรงแสดงธรรม

[๙๘]

ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังธรรมที่ปราศจากมลทินแล้ว

ได้ทูลขอพระชินเจ้าว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก

ขอได้โปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้บรรพชาเถิด

ข้าพระองค์ทั้งหลายข้ามภพได้แล้ว’

[๙๙]

พระมุนีผู้ประเสริฐสุดตรัสว่า

‘ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว

เธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์เถิด’

[๑๐๐]

พร้อมกับพุทธดำรัสนี้ ข้าพเจ้าทุกคนล้วนทรงเพศเป็นภิกษุ

ได้อุปสมบท เป็นพระโสดาบันในศาสนา

[๑๐๑]

จากนั้น พระผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ได้เสด็จไปยังพระเชตวัน แล้วทรงพร่ำสอน

ข้าพเจ้าผู้อันพระชินเจ้าทรงพร่ำสอนแล้วก็ได้บรรลุพระอรหัต

[๑๐๒]

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้สั่งสอนภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป

แม้ภิกษุเหล่านั้นก็ปฏิบัติตามคำสอนของข้าพเจ้า

เป็นผู้ไม่มีอาสวะ

[๑๐๓]

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น

จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ในท่ามกลางมหาชนว่า

‘ภิกษุชื่อกัปปินะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ’

[๑๐๔]

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐

ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพนี้

ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว(จากกิเลส)

ดุจความเร็วแห่งลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

[๑๐๕]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๐๖]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๐๗]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระมหากัปปินเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

มหากัปปินเถราปทานที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. วักกลิเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๔. กัจจายวรรคหัวข้อถัดไป๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน