ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๔. กัจจายวรรค
  12. /
  13. ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน

๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๒๔ · บรรทัด ๒๙๒๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระทัพพมัลลปุตตเถระ

(พระทัพพมัลลบุตรเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๐๘]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นพระมุนี ทรงมีพระจักษุ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๑๐๙]

พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงธรรมให้สัตว์รู้ชัดได้

ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น

ทรงฉลาดในเทศนา เป็นพระพุทธเจ้า

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๑๑๐]

พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา

ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์

ทรงทำเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้งหมดให้ดำรงอยู่ในศีล ๕

[๑๑๑]

เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาจึงหมดความอากูล

ว่างจากพวกเดียรถีย์

และงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้วสี ผู้คงที่

[๑๑๒]

พระมหามุนีพระองค์นั้นทรงมีพระวรกายสูง ๕๘ ศอก

มีพระฉวีวรรณคล้ายทองคำที่ล้ำค่า

มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ๑-

[๑๑๓]

ครั้งนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี

พระชินสีห์พระองค์นั้น

ก็ดำรงพระชนมายุอยู่ประมาณเท่านั้น

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๑๑๔]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุตรเศรษฐีผู้มียศใหญ่ในกรุงหงสวดี

ได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้ส่องโลกให้สว่างไสว

แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา

[๑๑๕]

ข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ซึ่งตรัสยกย่องภิกษุ

พร้อมด้วยสาวกผู้จัดแจงเสนาสนะให้ภิกษุทั้งหลายก็พลอยยินดี

[๑๑๖]

จึงทำสักการะอย่างยิ่งใหญ่แด่พระองค์

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พร้อมทั้งพระสงฆ์

หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า

แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๑๑๗]

ความจริง ในครั้งนั้น พระมหาวีระพระองค์นั้น

ได้ทรงพยากรณ์กรรมของข้าพเจ้าไว้ว่า

‘บุตรเศรษฐีนี้ได้นิมนต์พระผู้เป็นผู้นำสัตว์โลก’

พร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

[๑๑๘]

เขาจักมีดวงตาเหมือนกลีบบัว มีช่วงไหล่เหมือนราชสีห์

มีผิวพรรณดุจทองคำ หมอบอยู่แทบเท้าของเรา

ปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุด

[๑๑๙]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้

[๑๒๐]

บุตรเศรษฐีนี้จักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปรากฏโดยชื่อว่าทัพพะ

เป็นภิกษุผู้เลิศฝ่ายภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะตามปรารถนา’

[๑๒๑]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๒๒]

ครองเทวสมบัติตลอด ๓๐๐ ชาติ

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ชาติ

[๑๒๓]

และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงมีความสุขในทุกภพ

[๑๒๔]

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้ทรงเป็นผู้นำ

ผู้มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๒๕]

ข้าพเจ้ามีจิตขัดเคือง ได้กล่าวตู่สาวกของพระพุทธเจ้า

ผู้คงที่พระองค์นั้น ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว

ทั้งที่รู้อยู่ว่า ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์

[๑๒๖]

อนึ่ง ข้าพเจ้าจับสลากแล้วถวายข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนม

แด่พระสาวกทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ของพระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้ากว่านรชนพระองค์นั้นแหละ

[๑๒๗]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ทรงประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๒๘]

พระองค์พร้อมด้วยสาวกประกาศศาสนาให้รุ่งเรือง

ข่มเดียรถีย์ผู้หลอกลวงได้แล้ว

ทรงแนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ ปรินิพพานแล้ว

[๑๒๙]

เมื่อพระโลกนาถพร้อมด้วยสาวกปรินิพพานแล้ว

เมื่อศาสนากำลังจะสิ้นไป เทพและมนุษย์พากันสลดใจ

สยายผม มีน้ำตานองหน้า คร่ำครวญว่า

[๑๓๐]

‘ดวงตาคือพระธรรมจักดับ

เราทั้งหลายจักไม่ได้เห็นท่านผู้มีวัตรดีงาม

จักไม่ได้ฟังพระสัทธรรม น่าสังเวชใจ เราทั้งหลายช่างมีบุญน้อย’

[๑๓๑]

ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา

ได้ไหว สาครดังจะมีความเศร้าโศก

ส่งเสียงดังกึกก้องอย่างน่าสงสาร

[๑๓๒]

เหล่าอมนุษย์ตีกลองอยู่ทั่วทั้ง ๔ ทิศ

อสนีบาตที่น่าสะพรึงกลัวก็ฟาดลงอยู่โดยรอบ

[๑๓๓]

อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ปรากฏเป็นลำเพลิง

มีควันและเปลวเพลิงพวยพุ่ง

หมู่สัตว์ร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร

[๑๓๔]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นภิกษุรวม ๗ รูปด้วยกัน

ได้เห็นความอุบาทว์ที่ร้ายแรง

แสดงเหตุถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งศาสนา

จึงเกิดความสังเวชใจ คิดกันว่า

[๑๓๕]

‘เราทั้งหลายเว้นศาสนาไม่ควรจะมีชีวิตอยู่

จึงเข้าไปยังป่าใหญ่แล้ว

บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์เถิด’

[๑๓๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้พบภูเขาหินสูงในป่า

จึงไต่บันไดขึ้นไปยังภูเขาลูกนั้นแล้วผลักบันไดให้ตกลง

[๑๓๗]

ครั้งนั้น พระเถระได้ตักเตือนพวกข้าพเจ้าว่า

‘การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าหาได้แสนยาก

อีกประการหนึ่ง ศรัทธาที่ได้ไว้ก็หายาก

และศาสนายังเหลืออีกเล็กน้อย

[๑๓๘]

ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไป จะต้องตกลงไปในสาคร

คือความทุกข์ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุด

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายควรกระทำความเพียร

ตลอดเวลาที่ศาสนายังดำรงอยู่เถิด’

[๑๓๙]

ครั้งนั้น พระเถระนั้นเป็นพระอรหันต์

องค์รองได้เป็นพระอนาคามี

พวกข้าพเจ้าที่เหลือจากนั้น เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์

ประกอบความเพียร จึงได้ไปเกิดยังเทวโลก

[๑๔๐]

พระเถระองค์ที่ข้ามสงสารไป

ได้ปรินิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสเพียงองค์เดียว

ข้าพเจ้าทั้งหลาย คือ (๑) ตัวข้าพเจ้า (๒) พระปุกกุสาติ

(๓) พระสภิยะ (๔) พระพาหิยะ

[๑๔๑]

(๕) พระกุมารกัสสปะ เกิดในที่นั้นๆ

อันพระโคดมทรงอนุเคราะห์

จึงหลุดพ้นจากเครื่องจองจำคือสงสารได้

[๑๔๒]

ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลมัลลกษัตริย์

ในกรุงกุสินารา เมื่อยังอยู่ในครรภ์นั่นแหละ

มารดาได้สิ้นพระชนม์ เขาช่วยกันยกขึ้นสู่จิตกาธาน

ข้าพเจ้าได้ตกลงมาจากจิตกาธานนั้น

[๑๔๓]

ตกลงไปในกองไม้ จากนั้น จึงปรากฏนามว่าทัพพะ

ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์

ข้าพเจ้ามีอายุได้ ๗ ขวบก็หลุดพ้นจากกิเลส

[๑๔๔]

ด้วยผลที่ข้าพเจ้าถวายข้าวสุกที่หุงด้วยน้ำนม

ข้าพเจ้าจึงประกอบด้วยองค์ ๕

เพราะบาปที่ข้าพเจ้ากล่าวตู่พระขีณาสพ

จึงถูกคนชั่วจำนวนมากโจท(กล่าวหา)

[๑๔๕]

บัดนี้ ข้าพเจ้าล่วงบุญและบาปทั้ง ๒ แล้ว

ได้บรรลุสันติสุขอย่างยิ่ง อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๑๔๖]

ข้าพเจ้าจัดแจงเสนาสนะให้ท่านผู้มีวัตรดีงามทั้งหลายยินดี

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้น

จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

[๑๔๗]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๔๘]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๔๙]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระทัพพมัลลบุตรเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ทัพพมัลลปุตตเถราปทานที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. มหากัปปินเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๔. กัจจายวรรคหัวข้อถัดไป๕. กุมารกัสสปเถราปทาน