ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๔. กัจจายวรรค
  12. /
  13. ๖. พาหิยเถราปทาน

๖. พาหิยเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๒๖ · บรรทัด ๓๐๖๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. พาหิยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระพาหิยเถระ

(พระพาหิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๗๘]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงเป็นผู้นำ(สัตว์โลก) มีพระรัศมีมาก

เป็นผู้เลิศในโลกทั้ง ๓ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๗๙]

ข้าแต่พระมุนี เมื่อพระผู้มีพระภาค

ตรัสสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน

ข้าพระองค์ได้ฟังแล้วมีจิตเบิกบาน

จึงได้ทำสักการะพระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๑๘๐]

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ถวายทานตลอด ๗ วัน

แด่พระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระสาวก

ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

ปรารถนาตำแหน่งนั้นในกาลนั้น

[๑๘๑]

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ข้าพเจ้าว่า

‘จงดูพราหมณ์ที่หมอบอยู่แทบเท้าของเรานี้

ผู้มีโสมนัสเอิบอิ่มสมบูรณ์ เห็นประจักษ์

[๑๘๒]

มีร่างกายที่บุญกรรมสร้างสรรค์ให้คล้ายทองคำ

ผุดผ่อง ผิวบาง ริมฝีปากแดงเหมือนผลตำลึงสุก

มีฟันขาวคมเรียบเสมอ

[๑๘๓]

มีกำลังคือคุณมาก มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น

เป็นบ่อเกิดแห่งกระแสน้ำคือคุณ

มีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยปีติ

[๑๘๔]

เขาปรารถนาตำแหน่งของภิกษุผู้ตรัสรู้เร็วพลัน

ในอนาคต จักมีพระมหาวีระพระนามว่าโคดม

[๑๘๕]

เขาจักมีนามว่าพาหิยะ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น’

[๑๘๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้ายินดีแล้ว

หมั่นกระทำสักการะแด่พระมหามุนีจนตลอดชีวิต

จุติแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ ดุจไปยังที่อยู่ของตน

[๑๘๗]

ข้าพเจ้าจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ย่อมเป็นผู้มีความสุข เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น

ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิดจึงได้เสวยสมบัติ

[๑๘๘]

เมื่อสิ้นศาสนาของพระกัสสปธีรเจ้า

ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปยังภูเขาศิลาล้วน

บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระชินสีห์

[๑๘๙]

เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีปัญญา

ทำตามคำสอนของพระชินสีห์

ข้าพเจ้า ๕ คนด้วยกัน

จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้ไปเกิดยังเทวโลก

[๑๙๐]

ข้าพเจ้าชื่อพาหิยะ เกิดในภารุกัจฉนคร

ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์

ภายหลังได้แล่นเรือไปในสาคร

ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์เพียงเล็กน้อย

[๑๙๑]

แต่นั้น เรือแล่นไปได้ ๒-๓ วัน ก็อับปางลง

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าตกลงไปในสาคร

ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งมังกรที่ร้ายกาจ น่าสะพรึงกลัว

[๑๙๒]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าพยายามว่ายน้ำข้ามทะเลใหญ่

ไปถึงท่าประเสริฐชื่อสุปปารกะ

ข้าพเจ้ามีคนรู้จักน้อย

[๑๙๓]

นุ่งผ้าเปลือกไม้เข้าไปยังบ้านเพื่อก้อนข้าว

ครั้งนั้น หมู่ชนพากันยินดีกล่าวว่า

‘ผู้นี้เป็นพระอรหันต์มาที่นี้แล้ว

[๑๙๔]

พวกเราสักการะพระอรหันต์นี้ด้วยข้าว น้ำ

ผ้า ที่นอน และเภสัชแล้ว จักถึงความสุข’

[๑๙๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ปัจจัย เป็นผู้ที่พวกเขาสักการบูชาแล้ว

จึงเกิดความดำริโดยไม่แยบคายขึ้นว่า เราเป็นพระอรหันต์

[๑๙๖]

ลำดับนั้น บุพเทวดารู้วารจิตของข้าพเจ้า

จึงตักเตือนว่า ‘ท่านไม่รู้ทางที่เป็นอุบาย ๑-

จะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไรเล่า’

[๑๙๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกเทวดาตักเตือนแล้ว

ก็เกิดความสลดใจ จึงสอบถามเทวดานั้นว่า

‘พระอรหันต์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

ในโลกเหล่านี้คือใคร ‘อยู่ที่ไหน’

[๑๙๘]

เทวดานั้นตอบว่า ‘พระชินเจ้าผู้มีพระปัญญามาก

ผู้ประเสริฐ มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน

พระองค์เป็นโอรสของเจ้าศากยะ เป็นพระอรหันต์

ไม่มีอาสวะ ทรงแสดงธรรมเพื่อบรรลุอรหัต

อยู่ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศลในกรุงสาวัตถี’

[๑๙๙]

ข้าพเจ้าได้ฟังคำของเทวดานั้นแล้ว

เอิบอิ่มใจเหมือนคนกำพร้าได้ขุมทรัพย์

@เชิงอรรถ :

@๑ รู้ทางที่เป็นอุบาย คือรู้ทางที่จะให้บรรลุถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๒/๑๙๖/๒๙๑)

ยิ้มแย้ม เบิกบานใจที่จะได้พบพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ

น่าชม น่าพึงใจ ผู้มีพระญาณเป็นโคจรไม่มีที่สิ้นสุด

[๒๐๐]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าออกจากที่นั้นไปด้วยตั้งใจว่า

‘เราเมื่อชนะกิเลสได้ก็จะได้เห็นพระพักตร์

ที่ปราศจากมลทินของพระศาสดาในกาลทุกเมื่อ’

ไปถึงแคว้นที่รื่นรมย์นั้นแล้วได้ถามพวกพราหมณ์ว่า

‘พระศาสดาผู้ทำชาวโลกให้เพลิดเพลินประทับอยู่ ณ ที่ไหน’

[๒๐๑]

ครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายตอบว่า

‘พระศาสดาผู้ที่มนุษย์และเทวดากราบไหว้

เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมือง

ท่านผู้ขวนขวายจะเข้าเฝ้าพระมุนี

จงรีบกลับไปเฝ้ากราบไหว้พระองค์ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศ’

[๒๐๒]

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ไปยังกรุงสาวัตถี

ที่อุดมสมบูรณ์โดยด่วน ได้เห็นพระองค์ผู้ไม่มักมาก

และไม่ติดในรสอาหาร กำลังเสด็จบิณฑบาต

[๒๐๓]

ทรงบาตร มีพระเนตรสำรวม

ทรงยังอมตธรรมให้โชติช่วงอยู่ในนครนี้

ประหนึ่งเป็นที่อยู่ของพระสิริ

มีพระพักตร์โชติช่วงดังรัศมีดวงอาทิตย์

[๒๐๔]

ครั้นพบพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้หมอบลงแล้ว

กราบทูลดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระโคดม

ขอพระองค์โปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์

ผู้วิบัติในทางที่น่ารังเกียจด้วยเถิด’

[๒๐๕]

พระมุนีผู้ประเสริฐได้ตรัสว่า ‘เรากำลังเที่ยวบิณฑบาต

เพื่อประโยชน์แก่การช่วยสัตว์ให้ข้ามพ้น

เวลานี้ไม่ใช่เวลาแสดงธรรมแก่ท่าน’

[๒๐๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีความปรารถนาแรงกล้าในธรรม

จึงได้ทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าบ่อยๆ

พระองค์แสดงธรรมอันเป็นสุญญตบทที่ลึกซึ้งแก่ข้าพเจ้า

[๒๐๗]

ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว

ก็บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ

โอ! ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

เป็นผู้มีอายุสิ้นแล้ว

[๒๐๘]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๐๙]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๑๐]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

[๒๑๑]

พระพาหิยทารุจิริยเถระ

ถูกแม่โคตัวที่ถูกผีสิงไม่เห็นตัวขวิดให้ล้มลงที่กองขยะ

ได้กล่าวพยากรณ์ด้วยประการดังนี้

[๒๑๒]

พระเถระผู้มีปัญญามาก เป็นนักปราชญ์

ครั้นกล่าวบุพจริตของตนแล้ว

ปรินิพพานในกรุงสาวัตถี ที่อุดมสมบูรณ์

[๒๑๓]

พระฤๅษีผู้ประเสริฐ เสด็จออกจากนคร

ทอดพระเนตรเห็นพระพาหิยทารุจิริยะผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้

เป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีความเร่าร้อนอันลอยได้แล้ว

[๒๑๔]

ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจคันเสาธงใหญ่อันลมพัดให้ล้มลง

หมดอายุ กิเลสเหือดแห้ง ทำกิจในศาสนาของพระชินเจ้า

[๒๑๕]

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสาวกทั้งหลาย

ผู้ยินดีในศาสนามาสั่งว่า เธอทั้งหลายจงช่วยกันยกร่าง

ของเพื่อนพรหมจารีแล้วนำไปเผาเสียเถิด

[๒๑๖]

จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชามากนิพพานแล้ว

สาวกผู้ทำตามคำของเรา

เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็วพลัน

[๒๑๗]

คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียวที่คนฟังแล้วสงบระงับได้

ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา ๑-

[๒๑๘]

ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ตั้งอยู่ในนิพพานใด

ในพระนิพพานนั้น ดาวฤกษ์ที่สุกสกาวก็ส่องแสงไปไม่ถึง

ดวงอาทิตย์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง

[๒๑๙]

ดวงจันทร์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง ความมืดก็ไม่มี

อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมุนี

เพราะเป็นผู้สงบ รู้จริงด้วยตนเองแล้ว

[๒๒๐]

เมื่อนั้น เขาย่อมพ้นจากรูปภพ อรูปภพ สุข และทุกข์ ๒-

พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓

ได้ตรัสไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

ได้ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

พาหิยเถราปทานที่ ๖ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๑๐๑/๖๑

@๒ ดูเทียบ ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๑๐/๑๘๘

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. กุมารกัสสปเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๔. กัจจายวรรคหัวข้อถัดไป๗. มหาโกฏฐิตเถราปทาน