ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๔. กัจจายวรรค
  12. /
  13. ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน

๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๒๘ · บรรทัด ๓๒๑๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระอุรุเวลกัสสปเถระ

(พระอุรุเวลกัสสปเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๒๕๑]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นพระมุนี มีพระจักษุ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๒๕๒]

พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงธรรมให้สัตว์รู้ชัดได้

ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น

ทรงฉลาดในเทศนา เป็นพระพุทธเจ้า

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๒๕๓]

พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา

แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์

ทรงทำเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้งหมดให้ดำรงอยู่ในศีล ๕

[๒๕๔]

เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาจึงหมดความอากูล

ว่างจากพวกเดียรถีย์

และงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ได้วสี ผู้คงที่

[๒๕๕]

พระมหามุนีพระองค์นั้น ทรงมีพระวรกายสูง ๕๘ ศอก

มีพระฉวีวรรณคล้ายทองคำที่ล้ำค่า

มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ๑-

[๒๕๖]

ขณะนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี

พระชินสีห์พระองค์นั้น

ก็ดำรงพระชนมายุอยู่ประมาณเท่านั้น

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๒๕๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชาวกรุงหงสวดี

ประชาชนสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐ

ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลกให้สว่างไสว

แล้วได้ฟังพระธรรมเทศนา

[๒๕๘]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังพระผู้มีพระภาค

ทรงแต่งตั้งสาวกของพระองค์ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ในที่ประชุมใหญ่ จึงพลอยยินดี

[๒๕๙]

ได้ทูลนิมนต์พระมหาชินเจ้าพร้อมกับสาวกจำนวนมาก

แล้วได้ถวายทานพร้อมด้วยพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน

[๒๖๐]

ครั้นถวายมหาทานแล้ว

ข้าพเจ้าได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เป็นผู้เบิกบาน ได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๒๖๑]

‘ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า

ด้วยความเชื่อในพระองค์และด้วยอธิการคุณ

ขอให้ข้าพระองค์ผู้เกิดในภพนั้นๆ จงมีบริวารมากเถิด’

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้

[๒๖๒]

ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงก้อง

เหมือนเสียงคชสารคำราม

มีพระสำเนียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก

ได้ตรัสกับบริษัทว่า ‘จงดูพราหมณ์นี้

[๒๖๓]

ผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ แขนใหญ่

ปากและดวงตาเหมือนดอกปทุม

มีโลมชาติชูชันและมีใจฟูขึ้น ร่าเริงมีศรัทธาในคุณของเรา

[๒๖๔]

เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุผู้มีเสียงเหมือนราชสีห์

ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมความปรารถนา

[๒๖๕]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๖๖]

พราหมณ์นี้จักมีนามว่ากัสสปะ ตามโคตร

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๒๖๗]

ในกัปที่ ๙๒ นับจากกัปนี้ไป

ได้มีพระผู้เป็นผู้นำชั้นเลิศของโลกพระนามว่าผุสสะ

ทรงเป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้

ไม่มีใครเสมอเหมือน

[๒๖๘]

พระศาสดาพระนามว่าผุสสะพระองค์นั้นแล

ทรงกำจัดความมืด ๑- ทั้งปวง ถางรกชัฏใหญ่

ทรงบันดาลฝนคืออมตธรรมให้ตกลง

ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ

@เชิงอรรถ :

@๑ ความมืด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๒/๒๖๘/๒๙๘)

[๒๖๙]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้า ๓ คนพี่น้อง

ได้เป็นราชอำมาตย์ในกรุงพาราณสี

ล้วนแต่เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระราชา

[๒๗๐]

รูปร่างองอาจแกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยพละกำลัง

ไม่พ่ายแพ้ในสงคราม

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้ถูกเจ้าเมืองชายแดนก่อกำเริบ

จึงมีรับสั่งกับพวกข้าพเจ้าว่า

[๒๗๑]

‘ท่านทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน

ปราบปรามขบถของแผ่นดินให้ราบคาบแล้วกลับมา’

และทรงพร่ำสอนว่า ‘พวกท่านบำรุงแว่นแคว้นของเรา

ให้เกษมแล้วจงมอบคืน’

[๒๗๒]

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้กราบทูลว่า

‘ถ้าพระองค์จะพึงประทานพระผู้ทรงเป็นผู้นำ

เพื่อให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอุปัฏฐากบ้าง

พระองค์ทั้งหลายก็จักทำกิจของพระองค์ให้สำเร็จ’

[๒๗๓]

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานพรแล้ว

ถูกพระภูมิบาลส่งไปปราบปรามชายแดนที่กำเริบให้วางอาวุธแล้ว

จึงกลับมายังนครนั้นอีก

[๒๗๔]

ข้าพเจ้าทูลขอการรับอุปัฏฐากพระศาสดาจากพระราชา

ได้พระศาสดาทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

เป็นพระมุนีผู้ประเสริฐแล้ว ได้บูชาพระองค์จนตลอดชีวิต

[๒๗๕]

ผ้ามีค่ามาก อาหารมีรสเลิศ

เสนาสนะเป็นที่รื่นรมย์และเภสัชที่มีประโยชน์

[๒๗๖]

พวกข้าพเจ้ามีศีล มีกรุณา มีใจประกอบด้วยภาวนา

จึงถวายปัจจัยที่พวกข้าพเจ้าให้เกิดขึ้นโดยธรรม

แด่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์

[๒๗๗]

อุปัฏฐากพระผู้ทรงเป็นผู้นำด้วยจิตเมตตาตลอดเวลา

เมื่อพระผู้ทรงเป็นผู้นำ ผู้เลิศในโลกนั้นปรินิพพานแล้ว

ก็ทำการบูชาตามกำลัง

[๒๗๘]

ทุกคนจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เสวยสุขอย่างมากในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๒๗๙]

ข้าพเจ้าเมื่อเกิดอยู่ในภพ

เป็นเหมือนนายช่างดอกไม้

ได้ดอกไม้ตามแต่จะหามาได้แล้ว

จัดแสดงให้เป็นแบบต่างๆ มากมาย

ได้เป็นพระเจ้าวิเทหราช

[๒๘๐]

ข้าพเจ้ามีอัธยาศัยเป็นมิจฉาทิฏฐิ

เพราะถ้อยคำของอเจลกคุณ

ตกนรกเพราะไม่เชื่อคำตักเตือนของธิดาของข้าพเจ้านามว่ารุจา

[๒๘๑]

ถูกนารทพรหมพร่ำสอนมากมาย

จึงละทิฏฐิอันชั่วช้านั้นได้

[๒๘๒]

แล้วบำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดยพิเศษ

ละกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ ดุจไปยังที่อยู่ของตน

[๒๘๓]

เมื่อถึงภพสุดท้าย

ข้าพเจ้าได้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล ในกรุงพาราณสีที่มั่งคั่ง

[๒๘๔]

ข้าพเจ้ากลัวต่อความแก่ ความเจ็บ และความตาย

จึงเข้าป่าใหญ่ แสวงหาบทคือพระนิพพาน

ได้บวชในสำนักของชฎิล

[๒๘๕]

ครั้งนั้น น้องชายทั้ง ๒ ของข้าพเจ้า

ก็ได้บวชพร้อมกับข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าได้สร้างอาศรมอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา

[๒๘๖]

ข้าพเจ้ามีชื่อว่ากัสสปะ ตามโคตร

แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา

จึงได้นามบัญญัติว่าอุรุเวลกัสสปะ

[๒๘๗]

เพราะน้องชายของข้าพเจ้าอาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำ

เขาจึงได้นามว่านทีกัสสปะ

เพราะน้องชายอีกคนหนึ่งของข้าพเจ้า

อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงประกาศนามว่าคยากัสสปะ

[๒๘๘]

น้องชายคนเล็กมีศิษย์ ๒๐๐ คน

น้องชายคนกลางมีศิษย์ ๓๐๐ คน

ส่วนข้าพเจ้ามีไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน

ศิษย์ทุกคนล้วนประพฤติตามข้าพเจ้า

[๒๘๙]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศในโลก

เป็นสารถีฝึกนรชน ได้เสด็จมาหาข้าพเจ้า

ทรงทำปาฏิหาริย์ต่างๆ แก่ข้าพเจ้า และทรงแนะนำ

[๒๙๐]

ข้าพเจ้ากับบริวาร ๑,๐๐๐ ได้อุปสมบท

ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

ได้บรรลุอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุกรูป

[๒๙๑]

ภิกษุเหล่านั้นและภิกษุเหล่าอื่นจำนวนมาก

แวดล้อมข้าพเจ้าเป็นบริวารยศ

และข้าพเจ้าก็สามารถสั่งสอนได้

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เป็นฤๅษี

ผู้ประเสริฐก็สั่งสอนข้าพเจ้า

[๒๙๒]

พระองค์ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

คือความเป็นผู้มีบริษัทมาก

โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระพุทธเจ้า

ได้ก่อให้เกิดผลแก่ข้าพเจ้าแล้ว

[๒๙๓]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๙๔]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๙๕]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

อุรุเวลกัสสปเถราปทานที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. มหาโกฏฐิตเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๔. กัจจายวรรคหัวข้อถัดไป๙. ราธเถราปทาน