ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๕. ภัททิยวรรค
  12. /
  13. ๓. สีวลีเถราปทาน

๓. สีวลีเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๓๓ · บรรทัด ๓๕๔๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. สีวลีเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสีวลีเถระ

(พระสีวลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๕๔]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๕๕]

สำหรับพระองค์ ศีลใครๆ ก็นับไม่ได้

สมาธิเปรียบได้ดังเพชร

ญาณที่ประเสริฐใครๆ ก็นับไม่ได้

และวิมุตติก็หาอะไรเปรียบมิได้

[๕๖]

พระผู้ทรงเป็นผู้นำ ทรงแสดงธรรม

ในสมาคมมนุษย์ เทวดา นาค และพรหม

ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์

[๕๗]

พระพุทธองค์ผู้แกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท

ทรงตั้งสาวกของพระองค์ ผู้มีลาภมาก มีบุญ

มีความรุ่งเรืองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

[๕๘]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ในกรุงหงสวดี

ได้ฟังพระชินเจ้าตรัสถึงคุณเป็นอันมากของสาวกนั้น

[๕๙]

ข้าพเจ้าจึงทูลนิมนต์พระชินสีห์พร้อมด้วยสาวก

ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

ครั้นถวายมหาทานแล้ว ก็ได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๖๐]

ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้องอาจกว่าบุรุษ

ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าผู้หมอบอยู่แทบยุคลบาท

จึงได้ตรัสพระดำรัสนี้ด้วยพระสุรเสียงอย่างกึกก้อง

[๖๑]

ลำดับนั้น ผู้ประสงค์จะสดับพระดำรัสของพระชินเจ้า

คือ มหาชน ทวยเทพ คนธรรพ์ พรหมผู้มีฤทธิ์มาก

[๖๒]

อนึ่ง สมณะและพราหมณ์ต่างประนมมือนมัสการ(กราบทูลว่า)

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย

ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษสูงสุด

ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อมพระองค์

[๖๓]

พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานเกิน ๗ วัน

ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ทั้งหลาย

ประสงค์จะฟังผลของมหาทานนั้น

ขอพระองค์โปรดพยากรณ์ด้วยเถิด

[๖๔]

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

ท่านทั้งหลายจงฟังภาษิตของเรา

ทักษิณาที่ตั้งไว้แล้วในพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงคุณหาประมาณมิได้พร้อมทั้งพระสงฆ์

[๖๕]

ใครจะเป็นผู้กล่าวถึงทักษิณาทานได้

เพราะทักษิณานั้นมีผลหาประมาณมิได้

อนึ่ง กษัตริย์ผู้มีโภคะมากนี้ปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุดว่า

[๖๖]

ในบรรดาคนที่มีลาภไพบูลย์

เราก็พึงเป็นผู้มีลาภเหมือนภิกษุชื่อสุทัศนะ

กษัตริย์องค์นี้จักทรงได้ตำแหน่งนั้นในอนาคตกาล

[๖๗]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๖๘]

กษัตริย์องค์นี้จักมีนามว่าสีวลี

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๖๙]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๗๐]

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป

พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงดงาม

ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๗๑]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนโปรดปราน

เป็นคนที่ขยันและขวนขวายในการงาน

แห่งตระกูลหนึ่งอยู่ในกรุงพันธุมดี

[๗๒]

ครั้งนั้น ชุมชนหมู่หนึ่งสั่งให้นายช่างสร้างบริเวณ

ซึ่งปรากฏชื่อว่ามหันต์ ถวายพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

พระนามว่าวิปัสสี

[๗๓]

เมื่อการสร้างบริเวณสำเร็จแล้ว

พวกเขาได้ถวายมหาทานซึ่งประกอบด้วยของเคี้ยว

มัวแต่แสวงหานมส้มใหม่

และน้ำผึ้งใหม่อยู่จึงไม่ได้ถวาย

[๗๔]

ขณะนั้น ข้าพเจ้ากำลังถือนมส้ม

และน้ำผึ้งใหม่เดินไปยังเรือนของนายจ้าง

ชนทั้งหลายที่แสวงหานมส้มและน้ำผึ้งใหม่มาพบข้าพเจ้า

[๗๕]

ถึงให้ราคาถึง ๑,๐๐๐ กหาปณะ ก็ยังไม่ได้ของ ๒ อย่างนั้น

ลำดับนั้น ข้าพเจ้าคิดว่า

ของอย่างนี้จักไม่ใช่เป็นของเล็กน้อยเลย

[๗๖]

ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระตถาคต ฉันใด

แม้เราก็จักทำสักการะพระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งพระสงฆ์ ฉันนั้น

[๗๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้นำนมส้มและน้ำผึ้งไป ผสมเข้าด้วยกัน

แล้วถวายพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์

[๗๘]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๗๙]

ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ผู้มียศยิ่งใหญ่ในกรุงพาราณสีอีก

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแค้นใจศัตรูจึงสั่งทหาร

ให้ปิดประตูเมือง

[๘๐]

ครั้งนั้น เหล่าพระราชาผู้มีเดช

ที่ถูกล้อมรักษาไว้ได้เพียงวันเดียว

เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงต้องตกนรกที่ร้ายกาจ

[๘๑]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในกรุงโกลิยะ

พระชนนีของข้าพเจ้าพระนามว่าสุปปวาสา

พระชนกของข้าพเจ้าพระนามว่ามหาลิลิจฉวี

[๘๒]

ข้าพเจ้าเกิดในขัตติยตระกูลก็เพราะบุญกรรม

แต่เพราะอานุภาพแห่งการปิดประตูเมือง

ข้าพเจ้าจึงต้องประสบทุกข์

อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี

[๘๓]

ข้าพเจ้าหลงช่องคลอดอีก ๗ วัน ประสบทุกข์หนัก

พระมารดาของข้าพเจ้าต้องประสบทุกข์แสนสาหัสเช่นนี้

ก็เพราะมีความพอใจให้ปิดประตูเมือง

[๘๔]

ข้าพเจ้าผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์แล้ว

จึงคลอดออกจากพระครรภ์ของพระมารดาโดยความสวัสดี

ข้าพเจ้าได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในวันที่คลอดนั่นเอง

[๘๕]

พระสารีบุตรเถระผู้มีปัญญามาก

เป็นพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า

พระมหาโมคคัลลานเถระผู้มีฤทธิ์มาก

เมื่อปลงผมให้ได้พร่ำสอนข้าพเจ้า

[๘๖]

ในขณะกำลังปลงผม ข้าพเจ้าก็ได้บรรลุอรหัตตผล

ทวยเทพ หมู่นาค และมนุษย์ทั้งหลาย

ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวายข้าพเจ้า

[๘๗]

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีใจยินดีปรีดา

บูชาพระโลกนาถพระนามว่าปทุมุตตระ

และพระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

ผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ

[๘๘]

ด้วยผลอันวิเศษแห่งกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงได้ลาภที่อุดมไพบูลย์ในที่ทุกแห่ง

คือในป่า ในบ้าน ในน้ำ และบนบก

[๘๙]

ในคราวใด พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศในโลก

เป็นผู้นำวิเศษพร้อมด้วยภิกษุ ๓๐,๐๐๐ รูป

เสด็จไปเยี่ยมพระเรวตะ

[๙๐]

ในคราวนั้น ข้าพเจ้าบำรุงพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงมีปรีชามาก ทรงมีความเพียรมาก

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔

ที่เหล่าเทวดาน้อมนำมาถวายข้าพเจ้า

[๙๑]

พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมพระเรวตะแล้ว

ภายหลังเสด็จกลับไปยังพระเชตวันมหาวิหาร

จึงทรงแต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในเอตทัคคะ

[๙๒]

พระศาสดาผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์

ได้ตรัสสรรเสริญข้าพเจ้าในท่ามกลางบริษัทว่า

ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสาวกของเรา

ภิกษุชื่อว่าสีวลีนี้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ที่มีลาภมาก

[๙๓]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๙๔]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๙๕]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สีวลีเถราปทานที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. กังขาเรวตเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๕. ภัททิยวรรคหัวข้อถัดไป๔. วังคีสเถราปทาน