ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๕. ภัททิยวรรค
  12. /
  13. ๔. วังคีสเถราปทาน

๔. วังคีสเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๓๖๒๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. วังคีสเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระวังคีสเถระ

(พระวังคีสเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๙๖]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๙๗]

ศาสนาของพระองค์งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย

เหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า

[๙๘]

พระชินเจ้าผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ อสูร

และนาคห้อมล้อมในท่ามกลางหมู่ชน

ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยสมณะและพราหมณ์

[๙๙]

พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงถึงที่สุดโลก

ทรงทำสัตว์โลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี

ทรงทำดอกบัวคือเวไนยสัตว์ให้เบ่งบานด้วยพระดำรัส

[๑๐๐]

ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ ๑- ประการ

เป็นบุรุษผู้สูงสุด ละความกลัวและความกำหนัดได้แล้ว

ทรงบรรลุธรรมที่เกษม มีความแกล้วกล้า

[๑๐๑]

พระผู้ทรงเป็นผู้เลิศในโลก

ทรงปฏิญาณฐานะที่ประเสริฐ ล้ำเลิศ

และพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหนๆ

[๑๐๒]

เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้น

บันลือสีหนาทที่น่าสะพรึงกลัวอยู่

ย่อมไม่มีเทวดา มนุษย์ หรือพรหมบันลือตอบได้

[๑๐๓]

พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า

ทรงแสดงธรรมที่ประเสริฐ ทรงช่วยมนุษย์และเทวดา

ให้ข้าม(สงสารวัฏ)ทรงประกาศธรรมจักรในท่ามกลางบริษัท

[๑๐๔]

ตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก

แล้วตั้งพระสาวกผู้เลิศกว่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ

ที่ชาวโลกยกย่องว่าเป็นคนดีนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

@เชิงอรรถ :

@๑ เวสารัชชธรรม ๔ (ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๕๐/๑๔๘, ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๘/๑๓-๑๔,

@ขุ.อป.อ. ๒/๑๐๐/๓๑๕)

[๑๐๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ชาวกรุงหงสวดี

ประชาชนสมมติว่าเป็นผู้ประเสริฐ

รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะ

มีวาทะที่เป็นประโยชน์

[๑๐๖]

ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้น

สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว

ได้ปีติอย่างประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของสาวก

[๑๐๗]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ทูลนิมนต์พระสุคตผู้ทำสัตว์โลกให้เพลิดเพลิน

พร้อมทั้งพระสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วันแล้ว

ให้ครองผ้าชุดใหม่

[๑๐๘]

ข้าพเจ้าได้หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า

ได้โอกาสจึงยืนประนมมืออยู่ ณ ที่สมควร

เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีพระชินเจ้าผู้สูงสุดว่า

[๑๐๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีวาทะที่เป็นประโยชน์

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีผู้ประเสริฐ

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้เลิศในโลกทั้งปวง

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ขจัดภัย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

[๑๑๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแสดงทิฏฐิ

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานสันติสุข

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำที่พึ่ง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

[๑๑๑]

พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง

ทรงประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายที่ตื่นกลัว

ทรงเป็นที่ไว้วางใจของคนทั้งหลายที่มีภูมิธรรม ๑- สงบระงับ

ทรงเป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก

[๑๑๒]

เราได้สดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ด้วยคำกล่าวสดุดีมีอาทิอย่างนี้แล้ว

ได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่

จึงได้บรรลุคติของภิกษุผู้เป็นนักพูดผู้กล้า

[๑๑๓]

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงมีปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุด

ได้ตรัสว่า ผู้นั้นใดเป็นผู้เลื่อมใสทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า

พร้อมทั้งสาวกให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

[๑๑๔]

ด้วยมือทั้ง ๒ ของตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา

ผู้นั้นปรารถนาตำแหน่งของภิกษุผู้เป็นนักพูดผู้แกล้วกล้า

[๑๑๕]

ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สมความปรารถนา

เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติมีประมาณไม่น้อย

[๑๑๖]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๑๑๗]

พราหมณ์นี้จักมีนามว่าวังคีสะ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ภูมิธรรม หมายถึงโสดาปัตติมรรคเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๒/๑๑๑/๓๑๕)

[๑๑๘]

ข้าพเจ้าได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว

เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา

อุปัฏฐากพระชินเจ้าผู้ตถาคตด้วยปัจจัยทั้งหลาย

จนตลอดชีวิตในครั้งนั้น

[๑๑๙]

ด้วยกรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๒๐]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลปริพาชก

เมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นครั้งสุดท้าย มีอายุได้ ๗ ขวบ

[๑๒๑]

เป็นผู้รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์

แกล้วกล้าในวาทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ

มีถ้อยคำวิจิตร สามารถย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้

[๑๒๒]

เพราะข้าพเจ้าเกิดที่วังคชนบท

และเป็นใหญ่ในถ้อยคำ ข้าพเจ้าจึงได้ชื่อว่าวังคีสะ

เพราะฉะนั้น ถึงแม้ชื่อของข้าพเจ้าจะเป็นเลิศ ก็เป็นชื่อสมมติตามโลก

[๑๒๓]

ในกาลที่ข้าพเจ้ารู้เดียงสา อยู่ในวัยเริ่มเป็นหนุ่ม

ได้เห็นท่านพระสารีบุตรในกรุงราชคฤห์ที่รื่นรมย์

ภาณวารที่ ๒๕ จบ

[๑๒๔]

ท่านอุ้มบาตรสำรวม สายตาไม่ลอกแลก

พูดพอประมาณ และมองดูเพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่

[๑๒๕]

ครั้นเห็นท่านแล้วก็ยิ้มแย้ม

ได้กล่าวบทคาถาที่สมควรอันวิจิตร

เหมือนดอกกรรณิการ์ที่เป็นกลุ่ม

[๑๒๖]

ท่านบอกข้าพเจ้าถึงพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ครั้งนั้น พระสารีบุตรผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์นั้น

ได้พูดกับข้าพเจ้าให้ยิ่งขึ้นไป

[๑๒๗]

ข้าพเจ้าอันพระเถระผู้คงที่กล่าวถ้อยคำ

อันประกอบด้วยวิราคธรรม ยอดเยี่ยมที่เห็นได้ยาก

ให้ยินดีแล้ว ด้วยปฏิภาณอันวิจิตร

[๑๒๘]

จึงหมอบลงแทบเท้าของท่านด้วยเศียรเกล้า

แล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด

ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก

ได้นำข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๑๒๙]

ข้าพเจ้าหมอบลงแทบพระยุคลพระบาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว

นั่ง ณ ที่ใกล้พระศาสดา

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย

ได้ตรัสถามข้าพเจ้าว่า

วังคีสะ ศิลปะอะไรๆ ของท่านมีอยู่จริงหรือ

[๑๓๐]

(ข้าพเจ้ากราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตายไปแล้วว่า

ไปสู่สุคติหรือทุคติจริงหรือ

ถ้าท่านสามารถรู้ได้ด้วยวิชาพิเศษของท่าน จงบอกมา

[๑๓๑]

เมื่อข้าพเจ้าทูลรับรองแล้ว

พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงกะโหลกศีรษะ ๓ กะโหลก

ข้าพเจ้าได้กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา

[๑๓๒]

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้นำ

ได้แสดงกะโหลกศีรษะของพระขีณาสพ

เพราะศีรษะนั้น ข้าพเจ้าหมดมานะ

จึงทูลขอบรรพชา อย่างอ่อนน้อม

[๑๓๓]

ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสรรเสริญพระสุคตทุกๆ แห่ง

เมื่อนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษข้าพเจ้าว่าเป็นจินตกวี

[๑๓๔]

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ได้ตรัสถามข้าพเจ้าเพื่อทดลองว่า

คาถาเหล่านี้ ย่อมแจ่มแจ้งโดยสมควรแก่เหตุแก่คนทั้งหลาย

ผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ

[๑๓๕]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร

ข้าพระองค์มิใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลาย

แจ่มแจ้งโดยสมควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์

วังคีสะ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงกล่าวสดุดีเราโดยสมควรแก่เหตุในบัดนี้

[๑๓๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีระผู้เป็นฤๅษีผู้ประเสริฐ

ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้นทรงพอพระทัยด้วยสมควรแก่เหตุ

จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งอันเลิศ

[๑๓๗]

ข้าพเจ้ามีปฏิภาณอันวิจิตรจึงดูหมิ่นภิกษุรูปอื่น

แต่มีศีลเป็นที่รัก

เกิดความสลดใจเพราะการดูหมิ่นนั้นจึงได้บรรลุอรหัตแล้ว

[๑๓๘]

(พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า)

ไม่มีใครอื่นที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย

ที่มีปฏิภาณเหมือนกับวังคีสภิกษุนี้

ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงจำไว้อย่างนี้

[๑๓๙]

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐

ได้แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพนี้

ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว(จากกิเลส)

ดุจความเร็วแห่งลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง

ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

[๑๔๐]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๔๑]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๔๒]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

วังคีสเถราปทานที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. สีวลีเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๕. ภัททิยวรรคหัวข้อถัดไป๕. นันทกเถราปทาน