ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๕. ภัททิยวรรค
  12. /
  13. ๗. อภยเถราปทาน

๗. อภยเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๓๗ · บรรทัด ๓๘๒๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. อภยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระอภยเถระ

(พระอภยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๙๕]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงถึงความสำเร็จในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๑๙๖]

พระตถาคตทรงทำบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์

บางพวกให้ตั้งอยู่ในศีลคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่อุดม

[๑๙๗]

พระองค์ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์

ทรงประทานสามัญญผล ๑- ที่อุดมแก่บุคคลบางคน

ทรงมอบสมาบัติ ๘ และวิชชา ๓ แก่บุคคลบางคน

[๑๙๘]

พระองค์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

ทรงประกอบคนบางคนไว้ในอภิญญา ๖

พระองค์ผู้เป็นนาถะทรงประทาน

ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน

[๑๙๙]

พระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกนรชน

ทรงเห็นหมู่สัตว์ที่ควรแนะนำให้ตรัสรู้ได้

แม้ในสถานที่นับโยชน์ไม่ถ้วน ก็รีบเสด็จไปแนะนำ

[๒๐๐]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพราหมณ์ในกรุงหงสวดี

เรียนจบพระเวททั้งหมด เข้าใจไวยากรณ์

@เชิงอรรถ :

@๑ สามัญญผล ได้แก่ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๑/๒๘๗)

[๒๐๑]

ฉลาดในนิรุตติ ๑- แกล้วกล้าในคัมภีร์นิฆัณฑุศาสตร์

เข้าใจตัวบท รู้แจ่มแจ้งในคัมภีร์เกฏุภะ ๒-

ฉลาดในฉันท์และกาพย์กลอน

[๒๐๒]

เมื่อเที่ยวเดินพักผ่อน ได้ไปถึงพระวิหารหังสาราม

ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ล้ำเลิศประเสริฐที่สุด

มีมหาชนห้อมล้อม

[๒๐๓]

ข้าพเจ้ามีความคิดเป็นข้าศึก

เข้าไปใกล้พระองค์ผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส

ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรม

ได้ฟังพระดำรัสซึ่งปราศจากมลทินของพระองค์

[๒๐๔]

ข้าพเจ้าไม่เห็นพระดำรัสที่กระทบ

ที่กล่าวซ้ำๆ กัน ที่ผิดไวยากรณ์

หรือที่ไร้ประโยชน์ของพระมุนีพระองค์นั้นเลย

เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงบวช

[๒๐๕]

โดยเวลาไม่นานนัก ข้าพเจ้าก็เป็นผู้แกล้วกล้าในธรรมทุกอย่าง

ได้รับยกย่องให้เป็นคณบดี ในพระพุทธพจน์ที่ละเอียดอ่อน

[๒๐๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ประพันธ์คาถา ๔ คาถา

ซึ่งมีพยัญชนะสละสลวยชมเชยพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้เลิศในโลกทั้ง ๓ แล้วแสดงทุกๆ วันว่า

[๒๐๗]

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากความยินดี

มีความเพียรมาก ทรงอยู่ในสังสารวัฏที่มีภัย

ไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ก็เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณา(ในหมู่สัตว์)

ฉะนั้น พระมุนีจึงชื่อว่าทรงประกอบด้วยพระกรุณา

@เชิงอรรถ :

@๑ ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒ และดู Dawson, John. A classieal Dictionary of Hindu Mythology (London

@Lroutledge and kegan Paul, 1957) P. 222

@๒ ที.สี.อ. ๒๕๖/๒๒๒ และดู Dawson, John. A classieal Dictionary of Hindu Mythology (London

@Lroutledge and kegan Paul, 1957) P. 222

[๒๐๘]

บุคคลผู้ใด ถึงเป็นปุถุชนก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส

ประกอบด้วยสติ มีสัมปชัญญะ

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้นั้นจึงเป็นอจินไตย

[๒๐๙]

กิเลสที่มีกำลังอ่อน ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในสันดานของเรา

ถูกเผาด้วยไฟคือญาณแล้วไม่สิ้นไป ข้อนั้นไม่เคยมีเลย

[๒๑๐]

ผู้ใดเป็นที่เคารพของสัตว์โลกทั้งปวง

ซึ่งเป็นครูในโลก และเป็นอาจารย์ของชาวโลก

โลกย่อมอนุวัตรตามผู้นั้น

[๒๑๑]

ข้าพเจ้าขอสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ด้วยคาถามีอาทิดังนี้แสดงธรรมตลอดชีวิต

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในสวรรค์

[๒๑๒]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

ข้าพเจ้ากล่าวสดุดีพระพุทธเจ้าไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี

[๒๑๓]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ครองราชสมบัติที่ยิ่งใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติที่ยิ่งใหญ่เป็นอันมาก

[๒๑๔]

ข้าพเจ้าเกิดเฉพาะใน ๒ ภพ

คือ (๑) ภพเทวดา (๒) ภพมนุษย์

คติอื่นข้าพเจ้าไม่รู้จักเลย

นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี

[๒๑๕]

ข้าพเจ้าเกิดเฉพาะใน ๒ ตระกูล

คือ (๑) ตระกูลกษัตริย์ (๒) ตระกูลพราหมณ์

ข้าพเจ้าไม่รู้จักตระกูลต่ำเลย

นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี

[๒๑๖]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้ามีนามว่าอภัย

เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร

ในกรุงราชคฤห์ที่อุดมสมบูรณ์

[๒๑๗]

ข้าพเจ้าตกอยู่ในอำนาจของปาปมิตร

ถูกนิครนถ์นาฏบุตรให้ลุ่มหลง

ส่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๒๑๘]

ข้าพเจ้าทูลถามปัญหาที่ละเอียดสุขุม

ได้ฟังพยากรณ์ที่ประเสริฐ

จึงบวช ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๒๑๙]

ข้าพเจ้าได้รับยกย่องทุกเมื่อ

เพราะการสดุดีพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ

เป็นผู้มีร่างกายและปากมีกลิ่นหอม

แต่เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุข

[๒๒๐]

เพราะอานุภาพแห่งกรรมนั้น

ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม

มีปัญญาแจ่มใส มีปัญญาว่องไว

มีปัญญามาก และมีปฏิภาณที่วิจิตร

[๒๒๑]

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส

กล่าวสดุดีพระสยัมภูพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน

ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ไปบังเกิด

ในอบายภูมิตั้งหลายแสนกัป

[๒๒๒]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๒๓]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๒๔]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระอภยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

อภยเถราปทานที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๖. กาฬุทายีเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๕. ภัททิยวรรคหัวข้อถัดไป๘. โลมสติยเถราปทาน