ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๕๕. ภัททิยวรรค
  12. /
  13. ๘. โลมสติยเถราปทาน

๘. โลมสติยเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๓๘ · บรรทัด ๓๘๘๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. โลมสติยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระโลมสติยเถระ

(พระโลมสติยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๒๒๕]

ในภัทรกัป ๑- นี้ พระชินเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๒๒๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าและสหายชื่อจันทนะ

บรรพชาในศาสนาแล้ว

ได้บำเพ็ญกิจในศาสนาจนตลอดชีวิต

[๒๒๗]

ข้าพเจ้าทั้ง ๒ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

@เชิงอรรถ :

@๑ กัปมี ๔ คือ (๑) กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นองค์เดียว ชื่อว่าสารกัป (๒) กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๒

@หรือ ๓ องค์ ชื่อว่าวรกัป (๓) กัปที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ องค์ ชื่อว่ามัณฑกัป (๔) กัปที่มีพระ

@พุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ องค์ ชื่อว่าภัทรกัป ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ องค์ คือ พระกกุสันธ

@พุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้า พระเมตเตยยพุทธเจ้า

@(ขุ.อป.อ. ๒/๒๒๕/๓๓๐)

ข่มเทพบุตรที่เหลือในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น

ด้วยการฟ้อน การขับร้อง การประโคม

[๒๒๘]

และด้วยองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์

เสวยความสุขเป็นอันมากอยู่จนตลอดอายุ

[๒๒๙]

จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้ว

จันทเทพบุตรได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนข้าพเจ้าได้เกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในกรุงกบิลพัสดุ์

[๒๓๐]

ในคราวที่พระศาสดาทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ซึ่งพระอุทายีเถระทูลเชิญเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์

เพื่อทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ

[๒๓๑]

ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด

ไม่รู้คุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างเพราะชาติตระกูล

ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๒๓๒]

พระชินเจ้าทรงทราบความดำริ

ของเจ้าศากยะเหล่านั้น

จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศ เหมือนเมฆฝนตกลง

และเหมือนเปลวไฟที่ลุกโพลงอยู่

[๒๓๓]

ทรงแสดงพระรูปที่ไม่มีที่เปรียบแล้วอันตรธานไป

แม้พระองค์เดียวก็เนรมิตเป็นหลายองค์ได้

แล้วกลับเป็นองค์เดียวเหมือนเดิม

[๒๓๔]

พระมุนีทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง

ทรงกระทำปาฏิหาริย์มากมาย

ทรงปราบพวกพระญาติจนหมดมานะ

[๒๓๕]

ขณะนั้นเอง มหาเมฆที่ตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ทำฝนให้ตกแล้ว

ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงเวสสันดรชาดก

[๒๓๖]

ครั้งนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุกพระองค์

กำจัดความมัวเมาที่เกิดจากชาติตระกูลได้แล้ว

ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ

ในครั้งนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ตรัสว่า

[๒๓๗]

ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน

ทรงมีสมันตจักษุ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓

ที่หม่อมฉันถวายบังคมพระบาทของพระองค์

(ครั้งที่ ๑) ในคราวที่พระองค์ประสูติแผ่นดินไหว

(ครั้งที่ ๒) ในคราวที่เงาต้นหว้าไม่ละพระองค์

[๒๓๘]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเห็นพุทธานุภาพนั้นแล้ว

เกิดอัศจรรย์ใจ จึงได้บรรพชา เป็นผู้บูชามารดา

ได้อาศัยอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง

[๒๓๙]

ครั้งนั้น จันทเทพบุตรได้เข้ามาหาข้าพเจ้าแล้ว

ถามถึงนัยทั้งโดยย่อและพิสดารแห่งภัทเทกรัตตสูตร ๑-

[๒๔๐]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกจันทเทพบุตรตักเตือนแล้ว

จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำของนรชน

ได้ฟังภัทเทกรัตตสูตร เป็นผู้สลดใจต้องการอยู่ป่า

[๒๔๑]

ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ป่าแต่เพียงผู้เดียว

เมื่อถูกมารดาห้ามปรามว่า

ลูกเป็นคนละเอียดอ่อน ข้าพเจ้าก็ได้ตอบว่า

[๒๔๒]

ข้าพเจ้าจักใช้อกบดขยี้หญ้าคา หญ้าเลา หญ้าแฝก

หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่าย

ให้แหลกละเอียดทั้งหมด พอกพูนวิเวก

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ ม.อุ. (แปล) ๑๔/๒๗๒-๒๗๕/๓๑๙-๓๒๓

[๒๔๓]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเข้าป่าจึงได้บรรลุอรหัตตผล

นึกถึงคำสอนของพระชินเจ้า

เพราะระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้า คือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า

[๒๔๔]

บุคคลไม่ควรนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว

ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง

สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว

สิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่เกิดขึ้น

[๒๔๕]

ส่วนบุคคลใดเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบัน

ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ

บุคคลนั้นควรเจริญธรรมนั้นให้แจ่มแจ้ง

[๒๔๖]

บุคคลควรทำความเพียรตั้งแต่วันนี้ทีเดียว

ใครเล่าจะรู้ว่า ความตายจักมีในวันพรุ่งนี้

เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชมีเสนานั้น

ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

[๒๔๗]

พระมุนีผู้สงบเรียกบุคคลผู้มีความเพียร

ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน

ซึ่งมีปกติอยู่อย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้

[๒๔๘]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๔๙]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๕๐]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

โลมสติยเถราปทานที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. อภยเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๕๕. ภัททิยวรรคหัวข้อถัดไป๙. วนวัจฉเถราปทาน