ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๒. เอกุโปสถวรรค
  12. /
  13. ๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน

๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๕๗ · บรรทัด ๔๔๗๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี

(พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๙๗]

คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าผู้ทรงส่องโลกให้สว่าง

ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน

ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี

[๙๘]

ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีพระมาตุจฉา(น้าสาว)

ของพระชินเจ้า อยู่ในสำนักของภิกษุณี

ในกรุงที่น่ารื่นรมย์นั้น

[๙๙]

พร้อมด้วยภิกษุณีอีก ๕๐๐ รูป

ซึ่งล้วนแต่พ้นจากกิเลสแล้ว

เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีนั้น

อยู่ในที่สงัดได้ตรึก(คิด)อย่างนี้ว่า

[๑๐๐]

“การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี

ของพระอัครสาวกทั้งคู่ก็ดี ของพระราหุลก็ดี

ของพระอานนท์ และของพระนันทะก็ดี เราจะไม่ได้เห็น

[๑๐๑]

ก่อนแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

ของพระอัครสาวกทั้งคู่ ของพระมหากัสสปะ

ของพระนันทะ ของพระอานนท์ และของพระราหุล

เราก็จะไม่ได้เห็นเหมือนกัน

[๑๐๒]

เราผู้ที่พระโลกนาถ

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงอนุญาตแล้ว

พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน”

[๑๐๓]

ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ได้ตรึกอย่างนั้น

แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้นก็ได้ตรึกเช่นนี้เหมือนกัน

[๑๐๔]

ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลองทิพย์บันลือลั่น

เทพที่สถิตอยู่ในสำนักภิกษุณี

ถูกความเศร้าโศกบีบคั้น

[๑๐๕]

บ่นเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร หลั่งน้ำตาในที่นั้น

ภิกษุณีทุกรูปพร้อมด้วยเทพเหล่านั้น

ได้เข้าไปหาพระโคตมีภิกษุณี

[๑๐๖]

ซบศีรษะลงแทบเท้าแล้วกล่าวคำนี้ว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า

เพราะหม่อมฉันมีปกติอยู่ด้วยการเทียบเคียงในธรรมเหล่านั้น

หม่อมฉันจึงได้อยู่ในที่สงัด

[๑๐๗]

แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่น กลองทิพย์บันลือลั่น

และหม่อมฉันได้ยินเสียงคร่ำครวญ

ข้าแต่พระโคตมี จะต้องมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแน่”

[๑๐๘]

ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีนั้น

ได้บอกถึงเหตุทุกอย่างตามที่ตนได้ตรึกแล้ว

ลำดับนั้น ภิกษุณีทุกรูปก็ได้บอกถึงเหตุที่ตนตรึกแล้วกล่าวว่า

[๑๐๙]

“ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจการนิพพาน

ที่เกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงหม่อมฉันทั้งหลายก็จักนิพพานทั้งหมด

ในกาลที่พระพุทธเจ้าจะทรงอนุญาตก่อน

[๑๑๐]

แม้หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ออกจากเรือน

และจากภพพร้อมกับพระแม่เจ้า

หม่อมฉันทั้งหลายก็จักไปสู่เมืองอันยอดเยี่ยมคือพระนิพพาน

พร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน”

[๑๑๑]

พระมหาปชาบดีโคตมีกล่าวว่า

“เมื่อท่านทั้งหลายจะไปนิพพาน ฉันจักว่าอะไรได้เล่า”

แล้วได้ออกจากสำนักภิกษุณีไป

พร้อมกับภิกษุณีทั้งหมดในครั้งนั้น

[๑๑๒]

พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณี

ได้กล่าวกับทวยเทพทั้งหลายว่า

“ขอเทพทั้งหลายที่สถิตอยู่ ณ สำนักภิกษุณี

จงยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

การเห็นสำนักภิกษุณีของข้าพเจ้านี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย

[๑๑๓]

ในที่ใดไม่มีความแก่และความตาย

ไม่มีการสมาคมกับสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รัก

ไม่มีการพลัดพรากจากสัตว์และสังขารซึ่งเป็นที่รัก

ที่นั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นอสังขตสถาน

(สถานที่ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)”

[๑๑๔]

พระโอรสของพระสุคตทั้งหลายที่ยังไม่ปราศจากราคะ

ได้สดับคำนั้น เป็นผู้อัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศกคร่ำครวญว่า

“น่าสังเวชหนอ เราทั้งหลายช่างมีบุญน้อย

[๑๑๕]

สำนักภิกษุณีนี้จักว่างเปล่า

เพราะเว้นจากภิกษุณีเหล่านั้น

ภิกษุณีผู้เป็นชิโนรสจะไม่ปรากฏ

เหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏในเวลาสว่าง

[๑๑๖]

พระมหาปชาบดีโคตมีจะนิพพาน

พร้อมด้วยภิกษุณีอีก ๕๐๐ รูป

เหมือนกับแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาคร

พร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐ สาย”

[๑๑๗]

อุบาสิกาทั้งหลายผู้มีศรัทธา

เห็นภิกษุณีทั้งหลายกำลังเดินไปตามถนน

ได้พากันออกจากเรือนไปหมอบลงแทบเท้า

แล้วกล่าวคำนี้กับพระโคตมีนั้นว่า

[๑๑๘]

“การที่พระแม่เจ้าละทิ้งหม่อมฉันทั้งหลาย

ผู้จมอยู่ในโภคะเป็นอันมาก ไม่มีที่พึ่งแล้วนิพพานไม่สมควร”

อุบาสิกาเหล่านั้นมีความต้องการบีบคั้นจึงพร่ำเพ้อ

[๑๑๙]

เพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละความเศร้าโศก

พระนางจึงได้ตรัสอย่างไพเราะว่า

“อย่าร้องไห้ไปเลย ลูกทั้งหลาย

วันนี้เป็นเวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย

[๑๒๐]

ทุกข์ฉันกำหนดรู้แล้ว

เหตุแห่งทุกข์(สมุทัย)ฉันเว้นขาดแล้ว

นิโรธฉันได้ทำให้แจ้งแล้ว

และมรรคฉันก็ได้อบรมดีแล้ว

ภาณวารที่ ๑ จบ

[๑๒๑]

พระศาสดาฉันก็ได้บำรุงแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ภาระหนัก ๑- ฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่เป็นเหตุนำไปสู่ภพฉันก็ถอนได้แล้ว

[๑๒๒]

กุลบุตรกุลธิดาออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

ฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภาระหนัก หมายถึงขันธภาระ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

@(ขุ.เถร.อ. ๒/๖๐๔/๒๔๐)

[๑๒๓]

พระพุทธเจ้าและพระสัทธรรมของพระองค์

มิได้ย่อหย่อนยังดำรงอยู่ตราบใด ตราบนั้นเป็นเวลาสมควรแล้ว

ที่ฉันจะนิพพาน ลูกเอ๋ย อย่าได้เศร้าโศกถึงแม่เลย

[๑๒๔]

พระชินเจ้า พระราหุล พระอัญญาโกณฑัญญะ

พระอานนท์ และพระนันทะเป็นต้น ก็ยังดำรงอยู่

ขอพระสงฆ์จงมีประโยชน์สุขร่วมกัน

ขอให้เดียรถีย์จงเป็นผู้มีความโง่เขลาถูกกำจัดเสียเถิด

[๑๒๕]

ยศคือการย่ำยีมารแห่งวงศ์พระเจ้าโอกกากราช

ฉันก็ให้รุ่งเรืองแล้ว

ลูกๆ ถึงเวลาที่แม่จะนิพพานแล้วมิใช่หรือ

[๑๒๖]

ความปรารถนาที่แม่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นมาช้านาน

จะสำเร็จแก่แม่ในวันนี้

เวลานี้เป็นเวลาที่กลองอานันทเภรีบันลือเสียง

ลูกเอ๋ย น้ำตาจะมีประโยชน์อะไรแก่พวกลูก

[๑๒๗]

ถ้าลูกทั้งหลายจะมีความเอ็นดู

หรือมีความกตัญญูในมารดา

ก็ขอให้ลูกทุกคนจงทำความเพียรให้มั่น

เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมเถิด

[๑๒๘]

พระสัมมาพุทธเจ้า ซึ่งแม่ทูลอ้อนวอน

จึงได้ทรงประทานการบรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น แม่ยินดี ฉันใด

ลูกทั้งหลายก็จงเจริญรอยตามความยินดีนั้น ฉันนั้นเถิด”

[๑๒๙]

ครั้นพระนางพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว

มีภิกษุณีทั้งหลายห้อมล้อมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ไหว้แล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๑๓๐]

“ข้าแต่พระสุคต หม่อมฉันเคยเป็นมารดาเลี้ยงของพระองค์

ข้าแต่พระธีรเจ้า ส่วนพระองค์เป็นบิดาของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานความสุข

ที่เกิดจากพระสัทธรรม

ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้ที่พระองค์ทรงให้เกิดแล้ว

[๑๓๑]

ข้าแต่พระสุคต พระรูปกายของพระองค์นี้

อันหม่อมฉันเคยฟูมฟักให้เจริญเติบใหญ่แล้ว

ส่วนพระธรรมกายที่น่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน

อันพระองค์ทรงฟูมฟักให้เจริญแล้ว

[๑๓๒]

พระองค์หม่อมฉันให้ดื่มน้ำนม

อันระงับความหิวได้เพียงชั่วครู่

ส่วนหม่อมฉันพระองค์ทรงให้ดื่มแม้น้ำนม

คือพระธรรมซึ่งสงบระงับได้แท้จริง

[๑๓๓]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ชื่อว่ามิได้เป็นหนี้หม่อมฉัน

ในเพราะการเลี้ยงดูด้วยความผูกพัน

หม่อมฉันได้ฟังมาว่า สตรีทั้งหลายผู้ปรารถนาบุตรขออยู่

ก็ย่อมได้บุตรเช่นนั้น

[๑๓๔]

มารดาใดของจอมนรชน มีพระเจ้ามันธาตุเป็นต้น

มารดานั้นชื่อว่ายังบุตรให้จมอยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ

ข้าแต่พระปิโยรส ส่วนหม่อมฉันผู้จมอยู่แล้ว

พระองค์ทรงช่วยให้ข้ามพ้นจากสาครคือภพได้

[๑๓๕]

พระนามว่า พระพันปีหลวง

สตรีทั้งหลายได้มาโดยง่าย

(แต่)พระนามว่า พุทธมารดา นี้

สตรีทั้งหลายได้มาโดยยากอย่างยิ่ง

[๑๓๖]

ข้าแต่พระมหาวีระ ก็พระนามว่า

พุทธมารดานั้นอันหม่อมฉันได้แล้ว

ปณิธานน้อยใหญ่ของหม่อมฉันพระองค์ก็ทรงให้สำเร็จแล้ว

ทั้งหมดนั้นพระองค์ทรงให้บริบูรณ์แล้ว

[๑๓๗]

หม่อมฉันปรารถนาที่จะละร่างนี้ปรินิพพาน

ข้าแต่พระวีรเจ้า ผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ ทรงเป็นผู้นำ

ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้หม่อมฉันเถิด

[๑๓๘]

ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดพระยุคลบาท

ที่วิจิตรด้วยลายจักร (ลายจักรก้นหอย)

และธงอันละเอียดอ่อนเหมือนดอกบัวออกเถิด

หม่อมฉันจะนอบน้อมพระยุคลบาทนั้น

จักขอทำความรักในบุตร

[๑๓๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ

หม่อมฉันจะทำสรีระคือร่างกายของพระองค์

เหมือนกองทอง อันปรากฏเหมือนทับทิม

ให้เป็นอันหม่อมฉันเห็นดีแล้วจึงจะนิพพาน”

[๑๔๐]

พระชินเจ้าทรงแสดงให้พระมาตุจฉาเห็นพระวรกาย

ที่ประกอบด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการ

ประดับด้วยพระรัศมีอย่างงดงาม

ซึ่งเป็นเหมือนดึงดูดดวงตาของคนพาล

[๑๔๑]

ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น

ได้ซบพระเศียรลงแทบพื้นพระยุคลบาท

ซึ่งเป็นลายจักรคล้ายดอกบัวบาน

มีพระรัศมีดังดวงอาทิตย์แรกทอแสง แล้วได้กราบทูลว่า

[๑๔๒]

“ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นดุจดวงอาทิตย์ของนรชน

หม่อมฉันนอบน้อมพระองค์ ผู้เป็นธงแห่งวงศ์พระอาทิตย์

ขอพระองค์ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของหม่อมฉันในกาลสุดท้ายด้วยเถิด

หม่อมฉันจะไม่ได้เห็นพระองค์อีก

[๑๔๓]

ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศในโลก ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระกรุณา

ธรรมดาสตรีทั้งหลายรู้กันว่ามีแต่จะก่อโทษทุกประการ

ถ้าโทษอย่างใดอย่างหนึ่งของหม่อมฉันมีอยู่

ก็ขอพระองค์ได้โปรดยกโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด

[๑๔๔]

อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลขอบ่อยๆ

ให้สตรีทั้งหลายได้บวช

ข้าแต่พระองค์ผู้องอาจกว่านรชน

ถ้าโทษในข้อนั้นจะมีแก่หม่อมฉัน

ขอได้โปรดยกโทษนั้นด้วยเถิด

[๑๔๕]

ข้าแต่พระวีรเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งการยกโทษ

ภิกษุณีทั้งหลาย อันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว

ตามที่พระองค์ทรงอนุญาต

ถ้าข้อนั้นจะมีการแนะนำผิด

ขอได้โปรดยกโทษในข้อนั้นด้วยเถิด”

[๑๔๖]

(พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า)

“โคตมีผู้ประดับไปด้วยคุณ

ชื่อว่านิพพานก็สมควรแก่เธอ จะมีโทษอะไร

เมื่อเธอบอกว่าจะลานิพพาน

ตถาคตจักไปว่าอะไรเธอให้มากเล่า

[๑๔๗]

เมื่อภิกษุสงฆ์ของตถาคตบริสุทธิ์

ไม่บกพร่อง เธอจะออกไปเสียจากโลกนี้ก็ควร

เพราะในเวลาสว่าง เมื่อดวงดาวหมดแสง

จันทเลขาก็เห็นเลือนไป”

[๑๔๘]

ภิกษุณีทั้งหลายนอกจากพระมหาปชาบดีโคตมี

พากันทำประทักษิณพระชินเจ้าผู้เลิศ

เหมือนกลุ่มดาวที่ติดตามดวงจันทร์

ทำประทักษิณภูเขาพระสุเมรุ หมอบลงแทบพระยุคลบาทแล้ว

ยืนเพ่งดูพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า

[๑๔๙]

“จักษุของหม่อมฉัน

ไม่เคยอิ่มด้วยการเห็นพระองค์

โสตของหม่อมฉันก็ไม่เคยอิ่มด้วยภาษิตของพระองค์

จิตของหม่อมฉันดวงเดียวเท่านั้น

บรรลุธรรมจึงอิ่มด้วยรสแห่งธรรม

[๑๕๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนระผู้ประเสริฐ

เมื่อพระองค์บันลืออยู่ในท่ามกลางบริษัท กำจัดทิฏฐิมานะ

ชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์

ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี

[๑๕๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ถึงที่สุดแห่งสงคราม

ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์

ซึ่งมีพระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้นพระยุคลบาทยาว

แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี

[๑๕๒]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนระผู้สูงสุด

ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัสของพระองค์

ซึ่งไพเราะน่าปลื้มใจ เผาเสียซึ่งโทษ เป็นประโยชน์เกื้อกูล

แม้ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี

[๑๕๓]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉัน

อิ่มไปด้วยการบูชาพระยุคลบาทของพระองค์

ข้ามพ้นทางกันดารคือสงสารได้

ด้วยพระสุนทรกถาของพระองค์ผู้มีพระสิริ

ฉะนั้น หม่อมฉันจึงชื่อว่าเป็นผู้มีโชคดี”

[๑๕๔]

ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีผู้มีวัตรงาม

ประกาศในหมู่ภิกษุสงฆ์แล้วไหว้พระราหุล

พระอานนท์ และพระนันทะแล้วได้ตรัสดังนี้ว่า

[๑๕๕]

“ดิฉันเบื่อหน่ายร่างกายซึ่งเสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษ

เป็นรังแห่งโรค เป็นสถานที่เกิดทุกข์

มีชราและมรณะเป็นโคจร

[๑๕๖]

เกลื่อนกล่นไปด้วยมลทินคือซากศพต่างๆ

ต้องพึ่งพาผู้อื่น ปราศจากความน่าใฝ่ใจ

ฉะนั้น ดิฉันจึงปรารถนาจะนิพพานเสีย

ขอลูกๆ ทั้งหลายจงเข้าใจตามสมควรเถิด”

[๑๕๗]

พระนันทเถระและพระภัททราหุล

เป็นผู้ปราศจากความเศร้าโศก หมดอาสวะ ตั้งมั่น

ไม่หวั่นไหว มีปัญญา มีความเพียร ได้คิดตามธรรมดาว่า

[๑๕๘]

“น่าติเตียน ร่างกายที่ปัจจัยปรุงแต่ง

มีภาวะหวั่นไหว ปราศจากแก่นสาร เปรียบได้กับต้นกล้วย

เช่นเดียวกับพยับแดดซึ่งเป็นมายา ต่ำช้าไม่มั่นคง

[๑๕๙]

พระโคตมีเถรีพระมาตุจฉาของพระชินเจ้านี้

ซึ่งได้เคยเลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ยังต้องเสด็จนิพพาน

สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่เที่ยง”

[๑๖๐]

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์พุทธอนุชา

ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากของพระชินเจ้า

ยังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตา

คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาในที่นั้นว่า

[๑๖๑]

“พระโคตมีเถรีตรัสอยู่หลัดๆ ก็จะเสด็จนิพพานเสียแล้ว

คงอีกไม่นานเลย แม้พระพุทธเจ้าก็จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

เหมือนไฟที่หมดเชื้อแล้ว”

[๑๖๒]

พระโคตมีเถรีได้ตรัสกับพระอานนท์

ผู้เชี่ยวชาญพระปริยัติธรรมที่ลึกล้ำปานสาคร

ฝักใฝ่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าซึ่งพร่ำรำพันอยู่ดังกล่าวมาว่า

[๑๖๓]

“ลูกเอ๋ย เมื่อกาลเป็นที่ร่าเริงปรากฏแล้ว

พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของแม่

การนิพพานของแม่นั้นใกล้เข้ามาแล้ว

[๑๖๔]

ลูกเอ๋ย พระศาสดาลูกได้ทูลให้ทรงยินยอม

จึงได้ทรงอนุญาตให้แม่บวช

ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเสียใจไปเลย

ความพยายามของพ่อต้องมีผล

[๑๖๕]

ก็บทใด ที่เจ้าลัทธิทั้งหลายผู้เก่าก่อนไม่เห็น

บทนั้นอันเด็กหญิงซึ่งมีอายุ ๗ ขวบรู้แจ้งประจักษ์แล้ว

[๑๖๖]

พ่อจงรักษาพุทธศาสนาไว้

การเห็นลูกเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย

ลูกเอ๋ย แม่จะไปสถานที่ที่บุคคลไปแล้วไม่ปรากฏ

[๑๖๗]

ในกาลบางคราว พระผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก

ทรงเปล่งวาจาแสดงธรรม

ครั้งนั้น แม่ผู้มีความอนุเคราะห์จึงกล่าววาจาที่มีความหวังว่า

[๑๖๘]

“ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงทรงพระชนม์อยู่นานๆ

ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวงเถิด

ขอพระองค์ทรงอย่าชราและปรินิพพานเลย”

[๑๖๙]

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสกับแม่ผู้กราบทูลอยู่

เช่นนั้นว่า “พระนางโคตมี พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เป็นผู้อันใครๆ ไม่ควรวิงวอน เหมือนอย่างที่เธอวิงวอนอยู่เลย”

[๑๗๐]

“ก็อย่างไร พระตถาคตผู้สัพพัญญู

จึงชื่อว่าอันบุคคลพึงวิงวอน

และอย่างไรพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงวิงวอน

พระองค์อันหม่อมฉันทูลถามถึงเหตุนั้นแล้ว

ขอได้โปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่หม่อมฉันด้วยเถิด”

[๑๗๑]

“ท่านจงดูสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร

มีใจเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์

เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน

นี้เป็นการวิงวอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”

[๑๗๒]

ต่อแต่นั้น ดิฉันไปสู่สำนักของภิกษุณี

อยู่คนเดียวคิดได้อย่างแจ้งชัดว่า

“พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่ง ผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพ ๑-

ทรงพอพระทัยบริษัทที่สามัคคีกัน

[๑๗๓]

เอาเถิด เราจะนิพพาน

อย่าได้พบเห็นความวิบัตินั้นเลย”

ครั้นดิฉันคิดดังนี้แล้ว

ได้เข้าเฝ้าพระฤาษีผู้ประเสริฐ ๒- (พระพุทธเจ้า)

[๑๗๔]

แล้วได้กราบทูลกาลเป็นที่ปรินิพพาน

กับพระผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า

“จงรู้กาลเองเถิด พระนางโคตมี”

[๑๗๕]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ไตรภพ หมายถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๕)

@๒ สตฺตโม=ประเสริฐ (อภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๖๙๕)

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๗๖]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๗๗]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

[๑๗๘]

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

“โคตมี คนพาลเหล่าใดมีความสงสัย

ในการตรัสรู้ธรรมของสตรีทั้งหลาย

ท่านจงแสดงฤทธิ์เพื่อการละทิฏฐิของคนพาลเหล่านั้น”

[๑๗๙]

ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีหมอบกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

เหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า แสดงฤทธิ์เป็นอเนกประการ

ตามพุทธานุญาต

[๑๘๐]

คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้

หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้

ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขาก็ได้

[๑๘๑]

ไปได้ไม่ติดขัด ดำลงไปในแผ่นดินเหมือนดำลงไปในน้ำก็ได้

เดินไปบนน้ำโดยที่น้ำไม่แตกกระจายเหมือนเดินไปบนแผ่นดินก็ได้

[๑๘๒]

นั่งขัดสมาธิลอยไปในอากาศเหมือนนางนกก็ได้

ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

[๑๘๓]

ทำสิเนรุบรรพตให้เป็นคันร่ม

ทำแผ่นดินใหญ่ให้เป็นตัวร่ม

พลิกเอาเบื้องล่างขึ้น เดินกั้นร่มไปมาในอากาศ

[๑๘๔]

ได้ทำโลกให้สวยงามประหนึ่งเวลาอาทิตย์ ๖ ดวง

อุทัยเหนือภูเขายุคันธร

และได้ทำโลกให้เป็นเหมือนกลุ่มตาข่ายดอกไม้ที่ยอดภูเขายุคันธร

[๑๘๕]

ใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งกำภูเขามุจลินท์

ภูเขาสิเนรุ ภูเขามันทาระ

และภูเขาทัททระไว้ได้ทั้งหมด

เหมือนกำเมล็ดพันธุ์ผักกาด

[๑๘๖]

ใช้ปลายนิ้วพระหัตถ์บังดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไว้

ทัดทรงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไว้เป็นพันๆ ดวง

เหมือนทัดทรงพวงมาลัย

[๑๘๗]

ใช้ฝ่าพระหัตถ์ข้างหนึ่งธารน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ไว้ได้

ทำฝนห่าใหญ่ให้ตกมีอาการดังสายน้ำที่ตกจากภูเขายุคันธร

[๑๘๘]

พระนางนั้นได้เนรมิตองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

พร้อมด้วยบริวารในท้องฟ้า แสดงเป็นครุฑ

คชสาร ราชสีห์ ต่างบันลือร้องอยู่

[๑๘๙]

พระองค์เดียวทรงเนรมิตเป็นคณะภิกษุณีนับไม่ถ้วน

แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียวกราบทูลพระมุนีว่า

[๑๙๐]

“ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ

หม่อมฉันผู้เป็นพระมาตุจฉาของพระองค์

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์

บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว

ขอกราบพระยุคลบาท”

[๑๙๑]

พระนาง ครั้นแสดงฤทธิ์อย่างต่างๆ แล้วลงจากท้องฟ้า

ทรงไหว้พระพุทธองค์ผู้ทรงส่องโลกให้สว่างแล้ว

ประทับนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง (กราบทูลว่า)

[๑๙๒]

“ข้าแต่พระมหามุนีวีรเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำ หม่อมฉันนั้นมีอายุได้ ๑๒๐ ปี

เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว หม่อมฉันจักนิพพาน”

[๑๙๓]

ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้น

ถึงความพิศวงยิ่งนักจึงได้พากันประนมมือถามว่า

“ข้าแต่พระแม่เจ้า ผู้มีความบากบั่น พระแม่เจ้าได้ทำบุญอะไรไว้

จึงเป็นผู้มีฤทธิ์หาที่เปรียบมิได้”

[๑๙๔]

(พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีได้กล่าวบุพจริยาของท่านดังต่อไปนี้ว่า)

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๑๙๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลอำมาตย์

ซึ่งสมบูรณ์ด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

เจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย มีทรัพย์มาก ในกรุงหงสวดี

[๑๙๖]

ในกาลบางคราว ข้าพเจ้าพร้อมด้วยบิดา

มีหมู่ทาสีห้อมล้อมเข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้องอาจกว่านรชน

พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก

[๑๙๗]

พระชินเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ

ทำฝนคือธรรมให้ตกลงอยู่ เหมือนท้าววาสวะ

มีกลุ่มแห่งพระรัศมีโชติช่วง

เช่นกับดวงอาทิตย์ในสารทกาล

[๑๙๘]

ข้าพเจ้าเห็นแล้วทำจิตให้เลื่อมใส

และได้สดับสุภาษิตของพระองค์

ได้สดับพระผู้ทรงเป็นผู้นำของนรชน

ทรงตั้งภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจฉาไว้ในตำแหน่งที่เลิศ

[๑๙๙]

จึงได้ถวายมหาทานและปัจจัยจำนวนมาก

แด่พระผู้เลิศกว่านรชน ผู้คงที่พระองค์นั้น

พร้อมทั้งพระสงฆ์ตลอด ๗ วัน

[๒๐๐]

แล้วจึงหมอบลงแทบพระยุคลบาทได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น

ลำดับนั้น พระฤาษีผู้ประเสริฐ(พระพุทธเจ้า)

ได้ตรัสในที่ประชุมใหญ่นั้นว่า

[๒๐๑]

“เราจักพยากรณ์สตรีผู้ที่นิมนต์พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๒๐๒]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๐๓]

สตรีผู้นี้จักมีนามปรากฏว่าโคตมี

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น

[๒๐๔]

จักเป็นพระมาตุจฉาบำรุงเลี้ยงชีวิต

ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ได้ความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายรู้ราตรีนาน”

[๒๐๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว

เป็นผู้มีใจปราโมทย์ บำรุงพระชินเจ้า

ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต

ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ตายไป

[๒๐๖]

ข้าพเจ้าบังเกิดในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์

ซึ่งให้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทุกประการ

ครอบงำพวกเทพเหล่าอื่นด้วยองค์ ๑๐ ประการ

[๒๐๗]

คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ(ธรรมารมณ์)

อายุ วรรณะ สุข และยศ

[๒๐๘]

อนึ่ง รุ่งเรืองครอบงำเทพเหล่าอื่นด้วยความเป็นใหญ่

ข้าพเจ้าได้เป็นพระมเหสีผู้เป็นที่รัก

ของท้าวอัมรินทราธิราชชั้นดาวดึงส์นั้น

[๒๐๙]

เมื่อข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร

เป็นผู้หวั่นไหวเพราะพายุคือกรรม

จึงเกิดในหมู่บ้านทาสในอาณาเขตของพระเจ้ากาสี

[๒๑๐]

ครั้งนั้น ทาส ๕๐๐ คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น

ข้าพเจ้าได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาสทั้งหมดในหมู่บ้านนั้น

[๒๑๑]

พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์

ได้เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต

ข้าพเจ้ากับญาติทุกคนเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น

จึงมีความยินดี

[๒๑๒]

ข้าพเจ้าทั้งหลายพร้อมด้วยสามี เลื่อมใสแล้ว

จึงช่วยกันสร้างกุฎี ๕๐๐ หลังถวาย

อุปัฏฐากตลอด ๔ เดือนแล้วถวายไตรจีวร

[๒๑๓]

จากนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายพร้อมด้วยสามีตายไป

ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าได้เกิดในกรุงเทวทหะ

[๒๑๔]

พระชนกของข้าพเจ้าทรงพระนามว่าอัญชนศากยะ

พระชนนีของข้าพเจ้าทรงพระนามว่าสุลักขณา

ต่อมา ข้าพเจ้าได้ไปสู่พระราชวังของพระเจ้าสุทโธทนะ

ในกรุงกบิลพัสดุ์

[๒๑๕]

สตรีทุกคนเกิดในตระกูลศากยะแล้ว

ได้ไปสู่พระราชวังของเจ้าศากยะทั้งหลาย

ข้าพเจ้าประเสริฐกว่าสตรีทุกคน

ได้เป็นผู้บำรุงเลี้ยงพระชินเจ้า

[๒๑๖]

พระโอรสของข้าพเจ้าพระองค์นั้น

เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว

ได้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ภายหลังข้าพเจ้าพร้อมด้วยนางศากิยานี ๕๐๐ นางจึงได้บวช

[๒๑๗]

แล้วได้ประสบสันติสุขพร้อมด้วยนางศากิยานีผู้มีความเพียร

ในครั้งนั้น ชนเหล่าใดผู้เคยเป็นสามีของพวกข้าพเจ้าในชาติก่อน

[๒๑๘]

ชนเหล่านั้น เคยทำบุญร่วมกันมา

ประพฤติตามคำสอนที่ควรบูชา

พระสุคตทรงอนุเคราะห์แล้ว ได้บรรลุอรหัตตผล

[๒๑๙]

ภิกษุณีทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก

นอกจากพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีนั้น

ได้พากันเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า รุ่งโรจน์

เหมือนดวงดาวทั้งหลายที่โคจรเกาะกลุ่มกันไป

[๒๒๐]

ภิกษุณีเหล่านั้น เป็นผู้ศึกษาแล้วในบุญกรรม

จึงแสดงฤทธิ์ได้เป็นอเนกประการ

เหมือนนายช่างทองที่ได้รับการศึกษาแล้ว

แสดงเครื่องประดับทองคำชนิดต่างๆ

[๒๒๑]

ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น

ครั้นแสดงปาฏิหาริย์มากมายหลายอย่างแล้ว

ทำพระมุนีผู้ประเสริฐกว่าดวงอาทิตย์

พร้อมทั้งบริษัทให้ทรงพอพระทัยยินดีแล้ว

[๒๒๒]

ได้พากันลงจากท้องฟ้า

ไหว้พระฤๅษีผู้ประเสริฐ(พระพุทธเจ้า)

ผู้อันพระศาสดาผู้เป็นนระผู้เลิศ

ทรงอนุญาตแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร

[๒๒๓]

(ได้กราบทูลว่า) “ข้าแต่พระวีรเจ้า

น่าชมเชย พระโคตมีเถรี

เป็นผู้อนุเคราะห์หม่อมฉันทั้งปวง

หม่อมฉันทั้งหลายถูกพระนางอบรมด้วยบุญ

จึงได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ

[๒๒๔]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันทั้งหลายก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันทั้งหลายก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันทั้งหลายตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๒๕]

การที่หม่อมฉันทั้งหลายมาในสำนัก

ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันทั้งหลายได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๒๖]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

[๒๒๗]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย

เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ ๑-

และในเจโตปริยญาณ ๒-

[๒๒๘]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๓-

ทิพยจักษุหม่อมฉันทั้งหลายก็ชำระให้หมดจดแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ หมายถึงหูทิพย์, ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา (ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๐-๒๔๑/๘๐)

@๒ หมายถึงญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้, อ่านความคิดของเขาได้ เช่น รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เป็นต้น

@(ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๒-๒๔๓/๘๐-๘๑)

@๓ หมายถึงความรู้เป็นเครื่องระลึกได้ถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน,ระลึกชาติได้ (ที.สี. (แปล) ๙/๒๔๔-๒๔๕/๘๑-๘๒)

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๒๒๙]

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ

ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉันทั้งหลายที่มีอยู่

ล้วนเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

[๒๓๐]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นมหามุนี

พระองค์ทรงเป็นผู้ที่หม่อมฉันทั้งหลายมีจิตเมตตา ปฏิบัติ

ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหมดนิพพานเถิด”

[๒๓๑]

พระชินเจ้าได้ตรัสว่า “เมื่อเธอทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า

‘จักนิพพาน’ เราตถาคตจะไปกล่าวอะไรได้

ก็บัดนี้เธอทั้งหลายจงสำคัญกาลอันสมควรเถิด

[๒๓๒]

ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นมีพระโคตมีเถรีเป็นอาทิ

ไหว้พระชินเจ้าแล้ว ได้พากันลุกจากที่นั่งนั้นไป

[๒๓๓]

พระธีรเจ้า ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก

พร้อมด้วยหมู่ชนจำนวนมาก

ได้เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจนถึงซุ้มประตู

[๒๓๔]

ครั้งนั้น พระโคตมีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณีทุกรูปนอกนี้

ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา

ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกแล้วกราบทูลว่า

“นี้เป็นการกราบพระยุคลบาทครั้งสุดท้าย

[๒๓๕]

นี้เป็นการเห็นพระโลกนาถครั้งสุดท้ายของหม่อมฉัน

หม่อมฉันจักไม่ได้เห็นพระพักตร์

ซึ่งมีอาการดังน้ำอมฤตของพระองค์อีก

[๒๓๖]

ข้าแต่พระวีระผู้เลิศในโลก

การกราบไหว้ของหม่อมฉัน

จักไม่สัมผัสพระยุคลบาทอันละเอียดอ่อนของพระองค์(อีก)

วันนี้ หม่อมฉันจะนิพพาน”

[๒๓๗]

พระศาสดาตรัสว่า “จะมีประโยชน์อะไรแก่เธอด้วยรูปนี้

เมื่อธรรมที่เธอเห็นแล้วตามความเป็นจริง

สังขตธรรมทั้งปวงนั้นถูกปัจจัยปรุงแต่ง

ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ายินดี และเป็นของเลวทราม”

[๒๓๘]

พระมหาปชาบดีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณีเหล่านั้น

กลับไปยังสำนักของตนแล้ว

นั่งขัดสมาธิชั้นเดียวบนอาสนะที่ประเสริฐ

[๒๓๙]

ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในที่นั้น

ผู้มีความเคารพรักในพุทธศาสนา

ได้สดับความเป็นไปของพระนาง ต่างก็เข้าไปนมัสการพระยุคลบาท

[๒๔๐]

ใช้มือตบอก ร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร

อัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศก ล้มลงที่ภาคพื้น

ดุจเถาวัลย์ที่มีรากขาดแล้วกองลง รำพันด้วยวาจาว่า

[๒๔๑]

“ข้าแต่พระแม่เจ้าผู้ประทานที่พึ่งแก่หม่อมฉันทั้งหลาย

พระแม่เจ้า อย่าได้ละทิ้งหม่อมฉันทั้งหลายนิพพานเลย

หม่อมฉันทุกคนขอซบเศียรอ้อนวอน”

[๒๔๒]

พระมหาปชาบดีเถรีลูบศีรษะของอุบาสิกาผู้มีศรัทธา

มีปัญญา ซึ่งเป็นหัวหน้าของอุบาสิกาเหล่านั้น ได้กล่าวคำนี้ว่า

[๒๔๓]

“ลูกทั้งหลายเอ๋ย

อย่าเลย การพร่ำเพ้อซึ่งเป็นไปในบ่วงแห่งมาร

สังขตธรรมทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง

มีแต่จะหวั่นไหวพลัดพรากจากกันไป”

[๒๔๔]

ต่อจากนั้น พระนางก็ละอุบาสิกาเหล่านั้นแล้ว

เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน

และจตุตถฌาน อันยอดเยี่ยม

[๒๔๕]

แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน

วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน

และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามลำดับ

[๒๔๖]

แล้วพระโคตมีเถรี ก็เข้าฌานทั้งหลายโดยปฏิโลม

จนถึงปฐมฌาน เข้าฌานทั้ง ๓ จนถึงจตุตถฌาน

[๒๔๗]

ครั้นออกจากจตุตถฌานแล้วไม่มีอาสวะนิพพาน

เหมือนดวงประทีปหมดเชื้อดับไป

ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ผ่าลงมาจากนภากาศ

[๒๔๘]

กลองทิพย์ก็บันลือลั่นขึ้นเอง เทพทั้งหลายพากันคร่ำครวญ

และฝนดอกไม้ก็โปรยปรายจากอากาศลงสู่พื้นดิน

[๒๔๙]

แม้ภูเขาเมรุราชก็กัมปนาทหวั่นไหว

เหมือนคนเต้นรำท่ามกลางโรงเต้นรำ

ทะเลก็ปั่นป่วนครวญครางเพราะความเศร้าโศก

[๒๕๐]

เทพ นาค อสูร และพรหมต่างก็พากันสลดใจ

กล่าวขึ้นในขณะนั้นเองว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

เหมือนอย่างพระมหาปชาบดีเถรีนี้

ถึงความย่อยยับไปแล้ว”

[๒๕๑]

และพระเถรีทั้งหลายผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา

ซึ่งห้อมล้อมพระมหาปชาบดีเถรีนี้ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น

พากันนิพพานไปแล้ว

เหมือนดวงประทีปหมดเชื้อดับไป

[๒๕๒]

โอ! ความประจวบกันมีความพลัดพรากเป็นที่สุด

โอ! สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนไม่เที่ยง

โอ! ชีวิตมีความพินาศเป็นที่สุด

การคร่ำครวญได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้

[๒๕๓]

ลำดับนั้น เทวดาและพรหมต่างก็เข้าไปเฝ้าพระฤาษีผู้ประเสริฐ

จึงทำความประพฤติตามโลกธรรมสมควรแก่กาล

[๒๕๔]

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอานนท์

ผู้เป็นพหูสูต มีปัญญาดุจห้วงน้ำมาสั่งว่า

“อานนท์ เธอจงไปประกาศให้ภิกษุทั้งหลายทราบ

ถึงการปรินิพพานของพระมารดา”

[๒๕๕]

ในกาลนั้น ท่านพระอานนท์หมดความแช่มชื่น

มีน้ำตานองนัยนา ประกาศด้วยเสียงสั่นเครือว่า

“ขอภิกษุทั้งหลายจงมาประชุมกัน

[๒๕๖]

คือภิกษุทั้งหลายที่เป็นโอรสของพระสุคตทั้งที่อยู่ในทิศตะวันออก

ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ

ภิกษุณีนั้นเป็นมารดาของเรา

[๒๕๗]

ผู้ประคบประหงมสรีระสุดท้ายของพระมุนีให้เจริญ

ด้วยน้ำนมของตน ภิกษุณีนั้น คือพระโคตมีเถรี

ดับสนิทแล้วเหมือนดวงดาวดับแสงในเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น

[๒๕๘]

พระนางทรงประกาศให้รู้ว่า ‘เป็นพุทธมารดา’

แล้วนิพพาน ซึ่งเป็นที่ที่คนแม้มีดวงตา ๕ ดวงก็มองไม่เห็น

แต่พระผู้มีพระภาคผู้เป็นผู้นำทรงเห็นได้

[๒๕๙]

ขอพระโอรสของพระสุคต ผู้มีศรัทธาในพระสุคต

หรือเป็นศิษย์ของพระมหามุนี

จงทำสักการะพุทธมารดาเถิด”

[๒๖๐]

ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ในที่ไกลแสนไกล

ได้สดับคำประกาศนั้นแล้ว ก็รีบมา

บางพวกมาด้วยพุทธานุภาพ

บางพวกที่ชำนาญในฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ของตน

[๒๖๑]

ต่างช่วยกันยกเตียงที่พระโคตมีเถรีนอนสงบนิ่ง

ขึ้นตั้งบนเรือนยอดที่ประเสริฐ

สำเร็จด้วยทองคำล้วน งดงามน่ายินดี

[๒๖๒]

ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ๑- ต่างก็ใช้บ่ารองรับเรือนยอดไว้

เทวดาที่เหลือมีท้าวสักกเทวราชเป็นต้น

ก็เข้าช่วยรับเรือนยอดด้วย

[๒๖๓]

ก็เรือนยอดทั้งหมดมี ๕๐๐ หลัง

วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตขึ้น

มีสีเหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาล

[๒๖๔]

ภิกษุณีทั้งหมด ผู้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง

ในที่นั้น ก็ถูกเทพทั้งหลายแบกนำออกไปตามลำดับ

[๒๖๕]

พื้นนภากาศถูกเพดานบังไว้ทั่ว

ที่เพดานนั้นมีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์

พร้อมทั้งดวงดาวที่ทำด้วยทองคำประดับติดไว้

[๒๖๖]

ธงปฏาก (ธงผ้า) ได้ถูกยกขึ้นประดับไว้เป็นอันมาก

เครื่องคลุมดอกไม้ที่สวยงาม

ดอกบัวในอากาศมีปลายห้อยลง

ส่วนดอกไม้ที่พื้นดินมีปลายชี้ขึ้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ คือ (๑) ท้าวธตรฐ (๒) ท้าววิรุฬหก (๓) ท้าววิรูปักษ์ (๔) ท้าวกุเวร

@(ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๓๖/๒๖๔-๒๖๕)

[๒๖๗]

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฏ

และดวงดาวทั้งหลายก็ส่องแสง

อนึ่ง ดวงอาทิตย์แม้อยู่ในเวลาเที่ยงวัน

ก็เหมือนดวงจันทร์ไม่ส่องแสงให้เร่าร้อน

[๒๖๘]

เทพทั้งหลายพากันบูชาด้วยของหอม

และดอกไม้มีกลิ่นหอม

ด้วยการประโคมดนตรี ฟ้อนรำ และขับร้องอันเป็นทิพย์

[๒๖๙]

นาค อสูร และพรหม

ต่างก็พากันบูชาพุทธมารดาผู้นิพพานซึ่งถูกเขานำออกไปแล้ว

ตามความสามารถตามกำลัง

[๒๗๐]

ภิกษุณีผู้เป็นโอรสของพระสุคต

ซึ่งนิพพานแล้วทั้งหมดถูกอัญเชิญไปข้างหน้า

พระโคตมีเถรีผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้า

ผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะแล้วถูกอัญเชิญไปข้างหลัง

[๒๗๑]

เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วยนาค อสูร

และพรหมไปข้างหน้า

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกเสด็จไปข้างหลัง

เพื่อบูชาพุทธมารดา

[๒๗๒]

การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

หาได้เป็นเช่นการปรินิพพานของพระโคตมีเถรีไม่

การปรินิพพานของพระโคตมีเถรีอัศจรรย์ยิ่งนัก

[๒๗๓]

ในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น

เหมือนในเวลาที่พระโคตมีเถรีนิพพาน

ซึ่งมีทั้งพระพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น

[๒๗๔]

ชนทั้งหลายช่วยกันทำจิตกาธาน

ซึ่งสำเร็จด้วยไม้มีกลิ่นหอมล้วนและโปรยจุรณเครื่องหอม

แล้วฌาปนกิจภิกษุณีเหล่านั้นบนจิตกาธานนั้นๆ

[๒๗๕]

ส่วนที่เหลือถูกไฟไหม้ไปสิ้นเหลือไว้เพียงอัฐิ

ก็เวลานั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าววาจา

ให้เกิดความสังเวชว่า

[๒๗๖]

“พระโคตมีเถรีนิพพานแล้ว

พระสรีระของพระนางก็ถูกเผาแล้ว

กำหนดได้ว่า การปรินิพพานของพระพุทธเจ้านี้

คงจักมีโดยกาลไม่นาน

[๒๗๗]

จากนั้น ท่านพระอานนท์ถูกพระพุทธเจ้าทรงตักเตือน

จึงได้น้อมนำอัฐิธาตุของพระโคตมีเถรี

ซึ่งอยู่ในบาตรของพระนางเข้ามาถวายพระโลกนาถ

[๒๗๘]

พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นฤๅษีผู้ประเสริฐ

ทรงใช้พระหัตถ์ประคองอัฐิเหล่านั้น

ได้ตรัสว่า “ต้นไม้ใหญ่มีแก่นยืนต้น

[๒๗๙]

ถึงจะมีลำต้นใหญ่โต ก็พึงหักทำลายไปได้

เพราะความไม่เที่ยง พระโคตมีเถรีก็เหมือนกัน

ถึงจะเป็นใหญ่กว่าภิกษุณีสงฆ์ก็ปรินิพพานไปแล้ว

[๒๘๐]

ดูเถิดอานนท์ พุทธมารดาแม้ปรินิพพานแล้ว

เหลือเพียงสรีรธาตุ เธอไม่ควรเศร้าโศกคร่ำครวญถึง

[๒๘๑]

คนอื่นๆ ก็ไม่ควรเศร้าโศกถึง

พระนางผู้ข้ามห้วงน้ำคือสังสารวัฏไปแล้ว

ละเว้นเหตุที่ทำให้เดือดร้อนได้แล้ว เป็นผู้เย็นดับสนิทแล้ว

[๒๘๒]

พระนางเป็นบัณฑิต มีปัญญามากและมีปัญญากว้างขวาง

ทั้งเป็นรัตตัญญูกว่าภิกษุณีทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทราบอย่างนี้เถิด

[๒๘๓]

พระโคตมีเถรีเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพพโสตธาตุ

และในเจโตปริยญาณ

[๒๘๔]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุพระโคตมีเถรีก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๒๘๕]

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ

นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณก็บริสุทธิ์แล้ว

เพราะฉะนั้น พระโคตมีเถรีนั้นอันใครๆ ไม่ควรเศร้าโศกถึง

[๒๘๖]

ความเป็นไปของไฟที่ลุกโพลงขึ้น

ที่ถูกแผ่นเหล็กหนาทับไว้แล้ว

ดับสนิทไปตามลำดับ ใครๆ ก็รู้ไม่ได้ ฉันใด

[๒๘๗]

คติของผู้หลุดพ้นโดยชอบแล้ว

ซึ่งข้ามเครื่องผูกพันคือกามและโอฆะได้

บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มี

เพื่อจะให้ใครๆ รู้ได้ ก็ฉันนั้น

[๒๘๘]

เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง

มีสติปัฏฐานเป็นโคจร

เธอทั้งหลายเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”

ได้ทราบว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

มหาปชาปตีโคตมีเถริยาปทานที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๖. นฬมาลิกาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๒. เอกุโปสถวรรคหัวข้อถัดไป๘. เขมาเถริยาปทาน