ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๒. เอกุโปสถวรรค
  12. /
  13. ๘. เขมาเถริยาปทาน

๘. เขมาเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๕๘ · บรรทัด ๔๘๘๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. เขมาเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระเขมาเถรี

(พระเขมาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๒๘๙]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๒๙๐]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

[๒๙๑]

หม่อมฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้ว

ได้ฟังพระธรรมเทศนา

แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส

ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ

[๒๙๒]

หม่อมฉันได้วิงวอนมารดาบิดาแล้ว

จึงทูลนิมนต์พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

พร้อมทั้งสาวกให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน

[๒๙๓]

เมื่อ ๗ วันล่วงไปแล้ว

พระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน

ทรงตั้งภิกษุณีรูปหนึ่ง

ซึ่งสูงสุดฝ่ายภิกษุณีผู้มีปัญญามากในเอตทัคคะ

[๒๙๔]

หม่อมฉันได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว มีความยินดี

ทำสักการะพระพุทธเจ้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พระองค์นั้นอีก

แล้วหมอบลงปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๒๙๕]

แต่นั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้นตรัสกะหม่อมฉันว่า

“ความปรารถนาของเธอจักสำเร็จ

สักการะที่เธอทำแล้วแก่เรา

พร้อมทั้งพระสงฆ์นี้มีผลประมาณไม่ได้

[๒๙๖]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๙๗]

สตรีผู้นี้จักเป็นภิกษุณีมีนามว่าเขมา

เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น

เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักได้ตำแหน่งอันเลิศนี้”

[๒๙๘]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๒๙๙]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา

จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

จุติจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

[๓๐๐]

เพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ

ในภพนั้นๆ ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระราชา

[๓๐๑]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนั้นแล้ว

มาเกิดในหมู่มนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ

และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน

[๓๐๒]

เสวยสมบัติทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก

มีความสุขทุกชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก

[๓๐๓]

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก งดงามน่าทัศนายิ่งนัก

ทรงเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๓๐๔]

หม่อมฉันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน

ได้ฟังธรรมที่ประณีตแล้วจึงออกบวชเป็นบรรพชิต

[๓๐๕]

ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในศาสนา

ของพระวีรเจ้าพระองค์นั้นตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี

ประกอบความเพียร เป็นพหูสูต

[๓๐๖]

ฉลาดในปัจจยาการ ชำนาญในสัจจะ ๔

มีปัญญาละเอียด แสดงธรรมไพเราะ

ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์ ๑-

[๓๐๗]

ด้วยผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์

หม่อมฉันจุติจากภพนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

เป็นผู้มียศ เสวยสมบัติอยู่ในภพนั้นและภพอื่น

[๓๐๘]

หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ ก็เป็นผู้มีโภคะมาก

มีทรัพย์มาก มีปัญญา มีรูปงาม มีบริวารชนที่เชื่อฟัง

[๓๐๙]

ด้วยกรรมและความเพียรในศาสนาของพระชินเจ้านั้น

หม่อมฉันเป็นที่รักดังดวงใจ(ของสามี)

สมบัติทุกอย่างหม่อมฉันได้โดยง่าย

[๓๑๐]

ด้วยผลแห่งการปฏิบัติของหม่อมฉัน

เมื่อหม่อมฉันอยู่ ณ ที่ใดๆ

ผู้ที่เป็นสามีหม่อมฉันก็ไม่ดูหมิ่น ทั้งใครอื่นๆ ก็ไม่ดูหมิ่นหม่อมฉัน

@เชิงอรรถ :

@๑ สัตถุศาสน์ ในที่นี้หมายถึง สัจจะ ๔ กัมมัฏฐาน และภาวนา (ขุ.เถรี.อ. ๑๑๓/๑๔๘)

[๓๑๑]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่าโกนาคมนะ

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๓๑๒]

ครั้งนั้นเอง ชน ๓ คน คือนางธนัญชานีพราหมณี

พระนางสุเมธาเถรี และหม่อมฉัน

เป็นคนของตระกูลที่สำเร็จความประสงค์ทุกอย่างในกรุงพาราณสี

[๓๑๓]

หม่อมฉันทั้งหลายได้ถวายสังฆารามแก่พระมุนีหลายพันองค์

และได้สร้างวิหารอุทิศถวายพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งสงฆ์สาวก

[๓๑๔]

หม่อมฉันทั้งหลายทั้งหมดพากันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ

และเมื่อเกิดในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน

[๓๑๕]

ในกัปนี้เอง พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ มีพระยศยิ่งใหญ่

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๓๑๖]

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๓๑๗]

หม่อมฉันเป็นธิดาคนโตของพระองค์มีนามปรากฏว่าสมณี

ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา

[๓๑๘]

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้าน ครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

[๓๑๙]

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๓๒๐]

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

[๓๒๑]

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับชาติมาเกิด)

คือ หม่อมฉัน ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑

พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสีเถรี ๑

พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

[๓๒๒]

บางครั้งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้เป็นดังดวงอาทิตย์ของนรชน

ทรงแสดงธรรมเป็นอัศจรรย์

หม่อมฉันได้ฟังมหานิทานสูตร ๑- แล้วนำมาศึกษาปฏิบัติอยู่

[๓๒๓]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๓๒๔]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเป็นพระธิดาที่พอพระทัย

รักใคร่ โปรดปรานของพระเจ้ามัททราช

ในสากลนครที่อุดมสมบูรณ์

[๓๒๕]

พร้อมกับในกาลที่หม่อมฉันพอเกิดมา

นครนั้นได้มีแต่ความเกษมสำราญ

เพราะฉะนั้น นามว่าเขมา จึงเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันโดยคุณ

[๓๒๖]

เมื่อหม่อมฉันเจริญวัยเป็นสาว

มีรูปร่างและผิวพรรณงดงาม

พระราชบิดาก็โปรดประทานหม่อมฉันแก่พระเจ้าพิมพิสาร

@เชิงอรรถ :

@๑ ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๕/๕๗-๗๖

[๓๒๗]

หม่อมฉันเป็นที่โปรดปรานของพระราชสวามีนั้น

ยินดีแต่ในการบำรุงรูปโฉม

ไม่เอื้อเฟื้ออย่างมากด้วยคิดว่า

พระพุทธเจ้ามีปกติกล่าวโทษของรูป

[๓๒๘]

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงโปรดให้นักขับ

ขับร้องเพลงพรรณนาพระเวฬุวันเจาะจงหม่อมฉัน

เพื่ออนุเคราะห์หม่อมฉันให้มีความรู้สึก

[๓๒๙]

หม่อมฉันสำคัญว่าพระเวฬุวัน

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระสุคต

เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ผู้ใดยังมิได้เห็น

ผู้นั้นก็จัดว่ายังไม่ได้เห็นสวนนันทวัน

[๓๓๐]

พระเวฬุวัน ซึ่งเป็นสถานที่น่าเพลิดเพลินยินดีของนรชน

ผู้ใดได้เห็นแล้ว ผู้นั้นเหมือนได้เห็นสวนนันทวัน

ซึ่งเป็นสถานที่เพลิดเพลินของท้าวอัมรินทราธิราช

[๓๓๑]

ท้าวสักกเทวราชและเทพทั้งหลายละสวนนันทวันแล้ว

ลงมาที่พื้นปฐพี เห็นพระเวฬุวันที่น่ารื่นรมย์แล้ว

ก็อัศจรรย์ใจ มิรู้เบื่อ

[๓๓๒]

พระเวฬุวันเกิดขึ้นเพราะบุญของพระราชา

อันบุญญานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าประดับแล้ว

ใครเล่าจะประมวลคุณแห่งพระเวฬุวันมากล่าวให้หมดสิ้นได้

[๓๓๓]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังความสำเร็จแห่งสมบัติของพระเวฬุวัน

ที่เสนาะโสตไพเราะจับใจหม่อมฉัน

ใคร่จะได้ชมอุทยานนั้นจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ

[๓๓๔]

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงโปรดส่งหม่อมฉัน

ผู้มุ่งจะชมอุทยานนั้น

ไปพร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมาก ด้วยพระดำรัสว่า

[๓๓๕]

“พระนางผู้มีโภคะเป็นอันมาก

เชิญไปชมพระเวฬุวันซึ่งเป็นที่สบายตา

ซึ่งเปล่งปลั่งด้วยพระรัศมีของพระสุคต

สว่างไสวด้วยพระสิริตลอดเวลา”

[๓๓๖]

(หม่อมฉันทูลว่า)

“เมื่อใดพระมุนีเสด็จเข้ามาทรงรับบิณฑบาต

ยังกรุงราชคฤห์อันยอดเยี่ยม

เมื่อนั้น หม่อมฉันจะเข้าไปชมพระเวฬุวันมหาวิหาร”

[๓๓๗]

ขณะนั้น พระเวฬุวันมหาวิหาร

มีสวนดอกไม้ที่แย้มบาน มีเสียงหึ่งด้วยหมู่ภมรนานาชนิด

มีเสียงนกดุเหว่าร่ำร้อง ทั้งหมู่นกยูงก็รำแพน

[๓๓๘]

สงัดจากเสียงอย่างอื่น ไม่พลุกพล่าน

ประดับไปด้วยที่จงกรมต่างๆ

สะพรั่งไปด้วยแถวแห่งกุฎีและมณฑป

เรียงรายไปด้วยพระโยคีผู้บำเพ็ญเพียร

[๓๓๙]

หม่อมฉันเมื่อเดินเที่ยวไปได้รู้สึกว่า “นัยน์ตาของเรามีประโยชน์”

ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งประกอบกิจอยู่ แล้วคิดไปว่า

[๓๔๐]

‘ภิกษุนี้ยังอยู่ในวัยรุ่นหนุ่ม มีรูปงาม น่าปรารถนา

ปฏิบัติดีอยู่ในป่าที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ เหมือนคนอยู่ในที่มืด

[๓๔๑]

ภิกษุนี้มีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏินั่งอยู่ที่โคนไม้

ละความยินดีที่เกิดจากอารมณ์เข้าฌานอยู่หนอ

[๓๔๒]

ธรรมดาคฤหัสถ์บริโภคกามอย่างมีความสุข

แก่แล้วจึงควรประพฤติธรรมอันดีงามนี้ในภายหลังมิใช่หรือ’

[๓๔๓]

หม่อมฉันเข้าใจว่า ‘พระคันธกุฎีที่ประทับแห่งพระชินเจ้าว่างเปล่า’

จึงเดินเข้าไป ได้เห็นพระชินเจ้าผู้งดงามดังดวงอาทิตย์อุทัย

[๓๔๔]

ประทับสำราญอยู่พระองค์เดียว มีสตรีสาวสวยพัดวีอยู่

ครั้นแล้วจึงมีความคิดผิดอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาค

ผู้องอาจกว่านรชนพระองค์นี้มิได้เศร้าหมองเลย

[๓๔๕]

หญิงสาวนั้นก็มีรัศมีเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ

มีหน้าตางดงามดังปทุมชาติ ริมฝีปากก็แดงดังผลตำลึงสุก

ชำเลืองมองแต่น้อย เป็นที่ติดตาตรึงใจยิ่งนัก

[๓๔๖]

มีลำแขนงามเหมือนทองคำ วงหน้าสวย

ถันทั้งคู่ก็เต่งตึงดังดอกบัวตูม มีเอวคอดกลมกลึง

สะโพกผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่องประดับสวยงาม

[๓๔๗]

ผ้าสไบมีสีแดงแวววาว นุ่งห่มผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเขียว

มีรูปสมบัติที่ชวนชมโดยไม่รู้เบื่อ

ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทุกชนิด’

[๓๔๘]

หม่อมฉันเห็นสตรีสาวนั้นแล้วจึงคิดว่า

‘โอ! สตรีสาวคนนี้มีรูปงามเหลือเกิน

เราไม่เคยเห็นด้วยนัยน์ตาดวงนี้ในที่ไหนๆ มาก่อนเลย’

[๓๔๙]

ขณะนั้น สตรีสาวคนนั้นถูกชราย่ำยี

มีผิวพรรณแปลกไป ปากอ้า ฟันหัก ผมหงอก

น้ำลายไหล หน้าไม่สะอาด

[๓๕๐]

หูตึง นัยน์ตาฝ้าฟาง ถันหย่อนยาน ไม่งาม

เหี่ยวย่นทั่วกาย มีศีรษะและร่างกายสั่นงันงก

[๓๕๑]

หลังงอ มีไม้เท้าเป็นเพื่อนเดิน

ร่างกายซูบผอมซีดไป สั่นงันงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ๆ

[๓๕๒]

จากนั้น ความสังเวชที่ก่อให้เกิดขนพองสยองเกล้า

ซึ่งไม่เคยมีก็ได้มีแก่หม่อมฉันว่า

‘น่าติเตียน รูปไม่สะอาดที่พวกคนเขลายินดีกัน’

[๓๕๓]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา

มีจิตเบิกบานโสมนัส ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉัน

ผู้มีใจสังเวชแล้ว จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๕๔]

“เขมา เธอจงดูรูปกายที่กระสับกระส่าย

ไม่สะอาด เปื่อยเน่า (มีของเหลว)

ไหลเข้าและไหลออก ที่พวกคนเขลาพากันยินดียิ่งนัก

[๓๕๕]

เธอจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว

ด้วยอารมณ์ที่ไม่งามเถิด

เธอจงเจริญกายคตาสติมากไปด้วยความเบื่อหน่ายเถิด

[๓๕๖]

รูปของหญิงนี้เป็นฉันใด

รูปกายของเธอนั้นก็เป็นฉันนั้น

รูปกายของเธอนั้นเป็นฉันใด

รูปของหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น

เธอจงคลายความยินดีพอใจในกาย

ทั้งภายในและภายนอกเถิด

[๓๕๗]

จงอบรมอนิมิตตวิโมกข์ ๑- จงละมานานุสัยเสีย

แต่นั้นเธอจักเป็นผู้อยู่อย่างสงบ

เพราะมานานุสัยสงบระงับไป

[๓๕๘]

ชนเหล่าใดกำหนัดเพราะราคะเกาะติดกระแสอยู่

เหมือนแมงมุมเกาะใยอยู่ตรงกลางที่ทำไว้เอง

ชนเหล่านั้นตัดกระแสราคะนั้นแล้ว ไม่มีความอาลัย

ละกามสุข หลีกไป”

[๓๕๙]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนรชน

ทรงทราบว่า หม่อมฉันมีจิตควรแล้ว

จึงทรงแสดงมหานิทานสูตรเพื่อทรงแนะนำหม่อมฉัน

@เชิงอรรถ :

@๑ อนิมิตตวิโมกข์ หมายถึงความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ

@หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตาแล้วถอนนิมิตเสียได้ (ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๒๒๙/๓๘๗-๓๙๐)

[๓๖๐]

หม่อมฉันได้ฟังพระสูตรอันประเสริฐนั้นแล้ว

จึงระลึกถึงสัญญาในกาลก่อนได้

ตั้งมั่นอยู่ในสัญญานั้นแล้ว ชำระธรรมจักษุ ๑- ให้หมดจด

[๓๖๑]

ขณะนั้น หม่อมฉันหมอบลงแทบพระยุคลบาท

ของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เพื่อประสงค์จะแสดงโทษ จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๓๖๒]

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง

หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระมหากรุณา

หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เสด็จข้ามวัฏฏสงสารได้แล้ว

หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานอมตธรรม

หม่อมฉันขอนอบน้อมพระองค์

[๓๖๓]

หม่อมฉันจมอยู่ในมิจฉาทิฏฐิ

หลงใหลเพราะกามราคะ

พระองค์ทรงแนะนำด้วยอุบายที่ชอบ

เป็นผู้ยินดีในธรรมที่ทรงแนะนำ

[๓๖๔]

สัตว์ทั้งหลายพลัดพรากจากประโยชน์

เพราะไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์

จึงประสบมหันตทุกข์อยู่ในสงสารสาคร

[๓๖๕]

ในกาลใดหม่อมฉันยังมิได้มาเข้าเฝ้าพระองค์

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ผู้ไม่มีข้าศึกคือกิเลส

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรมจักษุ หมายถึงปัญญาในมรรค ๓ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค

@(ที.สี.อ. ๑/๒๑๓/๑๖๕, ๒๑๔, ๒๕๐)

ทรงถึงที่สุดแห่งมรณธรรม

ทรงมีธรรมที่เป็นประโยชน์อย่างดี

หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น

[๓๖๖]

หม่อมฉันมัวแต่ยินดีในรูป

ระแวงว่าพระองค์จะไม่เป็นประโยชน์จึงมิได้เข้าเฝ้า

พระองค์ผู้ทรงมีความเกื้อกูลมาก

ทรงประทานพระธรรมที่ประเสริฐ

หม่อมฉันขอแสดงโทษนั้น”

[๓๖๗]

ครั้งนั้น พระชินเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา

มีพระสุรเสียงไพเราะและก้องกังวาน

เมื่อจะทรงใช้น้ำอมฤตรดหม่อมฉันจึงตรัสว่า “ลุกขึ้นเถิดเขมา”

[๓๖๘]

ครั้งนั้น หม่อมฉันประณตน้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า

ทำประทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้าพระราชา

ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

[๓๖๙]

“ข้าแต่พระองค์ผู้ย่ำยีข้าศึก

อุบายที่พระองค์ทรงดำริแล้วโดยชอบนี้ น่าอัศจรรย์

หม่อมฉันผู้ปรารถนาจะเที่ยวชมพระเวฬุวันมหาวิหาร

ได้เฝ้าพระมุนีผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังป่าแล้ว

[๓๗๐]

ข้าแต่พระราชา ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัย

หม่อมฉันผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระมุนีตรัสสอนแล้ว

จักบวชในศาสนาของพระมุนีผู้คงที่พระองค์นั้น”

ภาณวารที่ ๒ จบ

[๓๗๑]

ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าพิมพิสาร พระองค์นั้น

ทรงประคองอัญชลีตรัสว่า “พระน้องนาง

พี่อนุญาตแก่เธอ ขอการบรรพชาจงสำเร็จแก่เธอเถิด”

[๓๗๒]

ครั้งนั้น หม่อมฉันบวชมาแล้วผ่านไป ๗ เดือน

เห็นประทีปสว่างขึ้นและดับไป จึงมีใจสังเวช

[๓๗๓]

มีความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง ฉลาดในปัจจยาการ

ข้ามพ้นโอฆะ ๑- ๔ แล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๓๗๔]

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ

[๓๗๕]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๓๗๖]

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ

นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณที่บริสุทธิ์ของหม่อมฉัน

ล้วนเกิดขึ้นแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้า

[๓๗๗]

หม่อมฉันเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิทั้งหลาย ๒-

คล่องแคล่วในกถาวัตถุ

รู้แจ้งนัยแห่งพระอภิธรรม เชี่ยวชาญในศาสนา

[๓๗๘]

จากนั้น พระราชสวามีผู้ฉลาด

ตรัสถามปัญหาที่ละเอียดลึกซึ้งในโตรณวัตถุ

หม่อมฉันได้วิสัชนาโดยควรแก่กถา

[๓๗๙]

ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคตแล้ว

ทูลถามปัญหาเหล่านั้น

พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้น

เหมือนอย่างที่หม่อมฉันพยากรณ์

@เชิงอรรถ :

@๑ โอฆะ หมายถึงสังกิเลสท่วมทับใจสัตว์มี ๔ คือ (๑) กาโมฆะ (๒) ภโวฆะ (๓) ทิฏโฐฆะ (๔) อวิชโชฆะ

@๒ วิสุทธิทั้งหลาย หมายถึงสีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ และทิฏฐิวิสุทธิ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๔/๒๕๗)

[๓๘๐]

พระชินเจ้าผู้สูงสุดแห่งนระ

ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะว่า

เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีผู้มีปัญญามาก

[๓๘๑]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๓๘๒]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๓๘๓]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระเขมาภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

เขมาเถริยาปทานที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๒. เอกุโปสถวรรคหัวข้อถัดไป๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน