ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๒. เอกุโปสถวรรค
  12. /
  13. ๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน

๙. อุบลวรรณาเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๕๙ · บรรทัด ๕๐๗๓

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระอุบลวรรณาเถรี

(พระอุบลวรรณาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๓๘๔]

พระอุบลวรรณาภิกษุณีถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์

กราบไหว้พระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

[๓๘๕]

“ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันข้ามพ้นชาติสงสารได้แล้ว

บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว ทุกข์ทั้งปวงหม่อมฉันให้สิ้นไปแล้วจึงขอบอกว่า

[๓๘๖]

“ขอประชุมชนผู้เลื่อมใสในศาสนาของพระชินเจ้า

และชนที่ข้าพเจ้าได้ทำความผิดให้เท่าที่มีอยู่

จงยกโทษให้ข้าพเจ้า เฉพาะพระพักตร์ของพระชินเจ้า

[๓๘๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันขอกราบทูลว่า

เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร

ถ้าหม่อมฉันมีความผิดพลาด

ขอพระองค์จงยกโทษให้หม่อมฉันด้วยเถิด”

[๓๘๘]

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบลวรรณา

ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา เธอจงแสดงฤทธิ์

และตัดความสงสัยของบริษัท ๔ เท่าที่มีอยู่ ในวันนี้เถิด”

[๓๘๙]

พระอุบลวรรณาเถรีกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระปัญญา ผู้ทรงพระรัศมีรุ่งเรือง

หม่อมฉันเป็นธิดาของพระองค์

กรรมที่ทำได้ยาก ทำได้แสนลำบากจำนวนมาก

หม่อมฉันได้ทำแล้ว

[๓๙๐]

ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ ๑-

หม่อมฉันมีผิวพรรณเหมือนสีดอกอุบล

จึงมีนามว่าอุบลวรรณา

เป็นธิดาของพระองค์ ขอกราบพระยุคลบาท

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้มีพระจักษุ ในที่นี้หมายถึงจักษุ ๕ คือ (๑) มังสจักษุ (ตาเนื้อ คือ ทรงมีพระเนตรงาม มีอำนาจ

@เห็นแจ่มใสไว และเห็นได้ไกล) (๒) ทิพยจักษุ (ตาทิพย์ คือ ทรงมีพระญาณเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นต่างๆ กัน

@ด้วยอำนาจกรรม) (๓) ปัญญาจักษุ (ตาปัญญา คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นเหตุ

@ให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรมเป็นต้น) (๔) พุทธจักษุ (ตาพระพุทธเจ้า คือ ทรงประกอบด้วยอินทริย-

@ปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณเป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์แล้วทรงสั่งสอน

@แนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ (ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์) (๕) สมันตจักษุ (ตาเห็นรอบ คือ ทรงประกอบ

@ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๖/๔๒๔-๔๓๐)

[๓๙๑]

พระราหุลเถระและหม่อมฉัน

เกิดร่วมภพเดียวกันหลายร้อยชาติ

เป็นผู้มีจิตสมานฉันท์กัน

[๓๙๒]

บังเกิดพร้อมกันร่วมชาติเดียวกัน

เมื่อถึงภพสุดท้าย แม้เราทั้ง ๒ ก็ชื่อว่าเกิดร่วมภพเดียวกัน

[๓๙๓]

พระเถระนามว่าราหุลเป็นพระโอรส

หม่อมฉันผู้มีนามว่าอุบลวรรณาเป็นธิดา

ข้าแต่พระวีระ ขอเชิญทอดพระเนตรฤทธิ์ของหม่อมฉันเถิด

หม่อมฉันจักแสดงพลังถวายพระศาสดา”

[๓๙๔]

พระอุบลวรรณาเถรียกมหาสมุทรทั้ง ๔

วางไว้ที่ฝ่ามือเหมือนเด็กเล่นน้ำมันที่อยู่บนฝ่ามือ

[๓๙๕]

ยกแผ่นดินแล้ว วางไว้ที่ฝ่ามือ

เหมือนเด็กหนุ่มดึงไส้หญ้าป้อง

[๓๙๖]

ใช้ฝ่ามือปิดครอบจักรวาลแล้ว

บันดาลหยาดฝนสีต่างๆ ให้ตกลงที่ศีรษะบ่อยๆ

[๓๙๗]

ทำพื้นพสุธาให้เป็นครก ทำก้อนกรวดให้เป็นข้าวเปลือก

ทำภูเขาสิเนรุให้เป็นสาก

แล้วตำอยู่เหมือนนางกุมาริกาซ้อมข้าว

[๓๙๘]

หม่อมฉันมีนามว่าอุบลวรรณา

เป็นธิดาของพระพุทธองค์ผู้ประเสริฐที่สุด

มีความชำนาญในอภิญญาทั้งหลาย

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์

[๓๙๙]

หม่อมฉันผู้มีจักษุแสดงฤทธิ์ต่างๆ

ถวายพระองค์ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ประกาศนามและโคตรแล้วขอกราบพระยุคลบาท

[๔๐๐]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ

[๔๐๑]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๔๐๒]

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ

นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉัน

บริสุทธิ์ไพบูลย์ตามสภาวะแห่งพระองค์

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๐๓]

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน

อันหม่อมฉันผู้เสร็จสงครามแสดงแล้ว(กระทำแล้ว)

แด่พระชินเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายในปางก่อน

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๐๔]

ข้าแต่พระมหามุนี

ขอพระองค์ทรงระลึกถึงกุศลกรรมของหม่อมฉัน

ที่หม่อมฉันกระทำแล้วในปางก่อน

ข้าแต่พระมหาวีระ

หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้แล้วเพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๐๕]

ข้าแต่พระมหาวีระ พระองค์ทรงเว้นอนาจาร

ในสถานที่ไม่ควร อบรมพระญาณให้แก่กล้าอยู่

หม่อมฉันได้สละชีวิตที่สูงสุดเพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๐๖]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้ถวายชีวิต

ของหม่อมฉันหลายหมื่นโกฏิกัป

แม้ตัวหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ได้สละแล้ว

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๐๗]

ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดมีความพิศวงยิ่งนัก

จึงได้พากันประนมมือเหนือศีรษะ พูดว่า

‘ข้าแต่พระแม่เจ้า อย่างไร พระแม่เจ้าจึงมีความบากบั่น มีฤทธิ์

หาสิ่งใดเปรียบปานมิได้’

[๔๐๘]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นนางนาคกัญญามีนามว่าวิมลา

หมู่นาคยกย่องว่า เป็นผู้ประเสริฐกว่าพวกนางนาคกัญญา

[๔๐๙]

พญานาคชื่อมโหรคะ

เลื่อมใสในศาสนาของพระชินเจ้า

ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ทรงมีเดชานุภาพมาก พร้อมทั้งพระสาวก

[๔๑๐]

ตกแต่งมณฑปแก้ว บัลลังก์แก้ว

โปรยทรายแก้ว เครื่องอุปโภคแก้ว

[๔๑๑]

และตกแต่งหนทางประดับด้วยธงแก้ว

พญานาคนั้นบรรเลงดนตรี

ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๔๑๒]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ทรงแผ่ขยายบริษัท ๔ ประทับนั่งบนอาสนะ

อันประเสริฐในภพของพญานาคชื่อมโหรคะ

[๔๑๓]

พญานาคได้ถวายข้าวน้ำ

ขาทนียะและโภชนียาหารอย่างดีๆ มีราคามาก

แด่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระยศใหญ่

[๔๑๔]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ครั้นเสวยเสร็จแล้วทรงล้างบาตร

ได้ทรงทำการอนุโมทนาอันสมควร

โดยอุบายอันแยบคายว่า ‘นางนาคกัญญาจงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก’

[๔๑๕]

นางนาคกัญญา เห็นพระสัพพัญญู

ผู้เบิกบาน มีพระยศมาก

จึงทำจิตให้เลื่อมใส ทำใจให้มั่นคงต่อพระศาสดา

[๔๑๖]

ครั้งนั้น พระมหาวีระพระนามว่าปทุมุตตระ

ทรงทราบวาระจิตของหม่อมฉันแล้ว

ทรงแสดงภิกษุณีรูปหนึ่งด้วยฤทธิ์

[๔๑๗]

ภิกษุณีรูปนั้นมีความแกล้วกล้าแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง

หม่อมฉันเกิดปีติปราโมทย์ได้กราบทูลพระศาสดาว่า

[๔๑๘]

‘หม่อมฉันได้เห็นฤทธิ์ทั้งหลายที่ภิกษุณีรูปนี้แสดงแล้ว

ข้าแต่พระธีรเจ้า อย่างไร ภิกษุณีรูปนั้นจึงเป็นผู้แกล้วกล้าดีในฤทธิ์’

[๔๑๙]

(พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสตอบว่า)

‘ภิกษุณีรูปนั้นเป็นธิดาที่เกิดจากโอษฐ์ของเรา

ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา มีฤทธิ์มาก มีความแกล้วกล้าดีในฤทธิ์’

[๔๒๐]

หม่อมฉันได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว

มีความยินดีได้กราบทูลอย่างนี้ว่า

‘แม้หม่อมฉันก็ขอเป็นผู้มีความแกล้วกล้าในฤทธิ์เช่นนั้น

[๔๒๑]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

หม่อมฉันเบิกบานโสมนัส มีใจสูงสุดถึงที่แล้ว

ขอให้ได้เป็นเช่นภิกษุณีรูปนี้ในอนาคตกาลเถิด’

[๔๒๒]

หม่อมฉันตกแต่งบัลลังก์แก้วมณี

และมณฑปที่ผุดผ่องแล้ว

ทูลนิมนต์พระผู้นำสัตว์โลกพร้อมทั้งพระสงฆ์

ให้เสวยและฉันข้าวน้ำจนอิ่มหนำ

[๔๒๓]

แล้วได้ใช้ดอกอุบลที่มีชื่อว่าอรุณ

ซึ่งเป็นดอกไม้อันประเสริฐของพวกนาค

บูชาพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

โดยตั้งความปรารถนาไว้ว่า

‘ขอให้ผิวพรรณของข้าพเจ้าจงเป็นเช่นนี้เถิด’

[๔๒๔]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

ข้าพเจ้าละกายนาคแล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๒๕]

จุติจากภพนั้นแล้วก็มาเกิดในหมู่มนุษย์

ได้ถวายบิณฑบาตที่ใช้ดอกอุบลปิดแด่พระสยัมภู

[๔๒๖]

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

ผู้ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระเนตรงาม

มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๒๗]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นธิดาของเศรษฐี

ในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ได้ทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพร้อมทั้งพระสงฆ์

[๔๒๘]

ถวายมหาทานและบูชาพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ด้วยดอกอุบลเป็นอันมากแล้ว

ได้ปรารถนาให้มีผิวพรรณงามเหมือนดอกอุบลเหล่านั้น

[๔๒๙]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศใหญ่ พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๓๐]

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๓๑]

หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๒ ของพระองค์ มีนามปรากฏว่า

สมณีคุตตา ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้ว

พอใจการบรรพชา

[๔๓๒]

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้านครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

[๔๓๓]

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๔๓๔]

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

[๔๓๕]

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น ได้กลับชาติมาเกิด)

คือ หม่อมฉัน ๑ พระเขมาเถรีผู้มีปัญญา ๑

พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสีเถรี ๑

พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

[๔๓๖]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้วจึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๓๗]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้ว

มาเกิดในตระกูลใหญ่ในหมู่มนุษย์

ได้ถวายผ้าอย่างดีมีสีเหลือง เนื้อเกลี้ยงแก่พระอรหันต์องค์หนึ่ง

[๔๓๘]

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในตระกูลพราหมณมหาศาลในอริฏฐบุรี

เป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อติริฏิวัจฉะ

มีชื่อว่าอุมมาทันตี มีสิริโฉมงดงามเป็นที่จูงใจให้หลงใหล

[๔๓๙]

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในตระกูลหนึ่ง

ที่ไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์มากนักในชนบท

รักษาข้าวสาลีในครั้งนั้น

[๔๔๐]

หม่อมฉันเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง

ได้ถวายข้าวตอก ๕๐๐ ดอก ห่อด้วยดอกปทุม

ปรารถนามีบุตร ๕๐๐ คน

[๔๔๑]

เมื่อหม่อมฉันปรารถนาบุตรจำนวนเท่านั้นแล้ว

ได้ถวายน้ำผึ้งแด่พระสยัมภู

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้เกิดภายในดอกบัวในป่า

[๔๔๒]

ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้ากาสี เป็นผู้ที่ประชาชนสักการบูชา

ได้ให้กำเนิดพระราชบุตรครบ ๕๐๐ องค์

[๔๔๓]

เมื่อพระราชบุตรเหล่านั้นทรงเจริญวัยแล้ว

ทรงเล่นน้ำ ได้เห็นดอกบัวที่ร่วงโรยไป

ก็ได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

[๔๔๔]

หม่อมฉันนั้น เมื่อต้องพลัดพรากจากบุตรผู้ประเสริฐเหล่านั้น

ก็มีความเศร้าโศก จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในหมู่บ้านข้างภูเขาอิสิคิลิ

[๔๔๕]

เมื่อหม่อมฉันทราบว่า บุตรเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

ได้ถือข้าวยาคูไปเพื่อบุตรและเพื่อตนเอง

ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์

[๔๔๖]

เข้าไปสู่บ้านเพื่อภิกษาหาร ก็ระลึกถึงบุตรขึ้นมา

ธารน้ำนมของหม่อมฉันก็หลั่งไหลออกเพราะความรักบุตร

[๔๔๗]

หม่อมฉันมีความเลื่อมใส ได้ถวายข้าวยาคูด้วยมือของตน

แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น

หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ไปเกิดในสวนนันทวันบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๔๘]

ข้าแต่พระมหาวีระ

หม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่

ได้เสวยสุขและทุกข์และได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๔๙]

หม่อมฉันมีทุกข์ก็มาก มีสมบัติก็หลายชนิด

ดังที่กราบทูลมานี้ เมื่อถึงภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในกรุงสาวัตถี

[๔๕๐]

ในตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์มาก

ประกอบด้วยสุขสมบัติ มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ

ให้สำเร็จสิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง

[๔๕๑]

เป็นผู้ที่ประชุมชนสักการบูชา

นับถือและยำเกรง ประกอบด้วยสิริรูป

อันชนในตระกูลทั้งหลายสักการะอย่างยิ่ง

[๔๕๒]

หม่อมฉันเป็นหญิงที่น่าปรารถนายิ่งนัก

ด้วยสิริคือรูปสมบัติและโภคสมบัติ

บุตรเศรษฐีทั้งหลายและบริวารของตนจำนวนมากต่างปรารถนา

[๔๕๓]

หม่อมฉันละเรือน ออกบวชเป็นบรรพชิต

ยังไม่ถึงกึ่งเดือนก็ได้บรรลุสัจจะ ๔

[๔๕๔]

หม่อมฉันเนรมิตรถเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสได้ด้วยฤทธิ์

ขอกราบพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของโลกผู้มีพระสิริ

[๔๕๕]

(พญามารมากล่าวกับหม่อมฉันว่า)

‘ท่านเข้ามายังต้นไม้ชั้นเลิศที่มีดอกแย้มบานดีแล้ว

ยืนอยู่เพียงผู้เดียวที่โคนต้นสาละ

ไม่มีใครเป็นเพื่อน ท่านผู้โง่เขลา

ท่านไม่กลัวพวกนักเลงดอกหรือ’

[๔๕๖]

หม่อมฉันกล่าวว่า ‘ถึงพวกนักเลงตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ คนมาในที่นี้

พึงเป็นเหมือนกับท่านนี้ ก็ทำขนของเราให้เอนให้ไหวไม่ได้

พญามาร ท่านเพียงผู้เดียวจักทำอะไรเราได้

[๔๕๗]

เรานี้จักหายตัวไปก็ได้ หรือว่าเข้าไปในท้องของท่านก็ได้

ท่านจักมองไม่เห็นเราผู้ยืนอยู่ที่ระหว่างคิ้วของท่าน

[๔๕๘]

เรามีความชำนาญในเรื่องจิต อิทธิบาทเราก็เจริญดีแล้ว

พ้นจากสรรพกิเลสเครื่องผูกทั้งปวง

พญามาร เรามิได้เกรงกลัวท่าน

[๔๕๙]

กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว

แม้ขันธ์ทั้งหลาย ๑- ก็คล้ายกองไฟ

ท่านกล่าวถึงความยินดีในกาม

บัดนี้ เราไม่มีความยินดีในกาม

[๔๖๐]

ความเพลิดเพลินในอารมณ์ทั้งปวงเรากำจัดได้หมดแล้ว

กองแห่งความมืด ๒- เราก็ทำลายได้แล้ว

มารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่านถูกเรากำจัดแล้ว’

[๔๖๑]

พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะในบริษัททั้งหลายว่า

‘อุบลวรรณาภิกษุณีเป็นผู้ประเสริฐสุด

แห่งภิกษุณีทั้งหลายผู้มีฤทธิ์’

@เชิงอรรถ :

@๑ ขันธ์ทั้งหลาย หมายถึงขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์

@(ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๒๙๙-๓๐๐)

@๒ กองแห่งความมืด ในที่นี้หมายถึงโมหะ (ความหลง) (ขุ.เถรี.อ. ๓/๑๒, ๔๓, ๖๒)

[๔๖๒]

พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

[๔๖๓]

กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

[๔๖๔]

ทายกทั้งหลายน้อมปัจจัย คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เข้ามาครั้งละหลายพันโดยรอบ

[๔๖๕]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๔๖๖]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๔๖๗]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระอุบลวรรณาภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

อุปปลวัณณาเถริยาปทานที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. เขมาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๒. เอกุโปสถวรรคหัวข้อถัดไป๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน