ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๒. เอกุโปสถวรรค
  12. /
  13. ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๖๐ · บรรทัด ๕๒๓๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระปฏาจาราเถรี

(พระปฏาจาราเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๔๖๘]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๔๖๙]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

[๔๗๐]

หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้ว

ได้ฟังพระธรรมเทศนา แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส

ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ

[๔๗๑]

ครั้งนั้น พระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำ

ทรงสรรเสริญภิกษุณีรูปหนึ่งผู้มีหิริ ผู้คงที่

คล่องแคล่วในกิจที่ควรและไม่ควรว่า

เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย

[๔๗๒]

ครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิตเบิกบาน หวังตำแหน่งนั้น

จึงทูลนิมนต์พระทศพลผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งพระสงฆ์

[๔๗๓]

ให้เสวยและฉันตลอด ๗ วัน ถวายบาตรและจีวรแล้ว

ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท แล้วได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๔๗๔]

‘ข้าแต่พระธีรมุนี ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ภิกษุณีรูปใด ที่พระองค์ทรงสรรเสริญในตำแหน่งที่เลิศ

ในวันที่ ๘ แต่นี้ ถ้าตำแหน่งนั้นจะสำเร็จแก่หม่อมฉัน

หม่อมฉันจักเป็นเช่นนั้น’

[๔๗๕]

ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า

‘นางผู้เจริญ อย่ากลัวเลย จงเบาใจเถิด

เธอจักได้ตำแหน่งนั้นสมความปรารถนาในอนาคตกาล

[๔๗๖]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๔๗๗]

สตรีผู้นี้จักมีนามว่าปฏาจารา

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองคนั้น’

[๔๗๘]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา

ปรนนิบัติพระชินเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

พร้อมทั้งพระสงฆ์จนตลอดชีวิต

[๔๗๙]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๘๐]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๘๑]

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๔๘๒]

หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๓ ของพระองค์

มีนามปรากฏว่าภิกษุณี

ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา

[๔๘๓]

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้านครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

[๔๘๔]

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๔๘๕]

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

[๔๘๖]

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้นได้กลับชาติมาเกิด)

คือ หม่อมฉัน ๑ พระอุบลวรรณาเถรี ๑

พระเขมาเถรี ๑ พระภัทราภิกษุณีเถรี ๑

พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

[๔๘๗]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๔๘๘]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ในกรุงสาวัตถีที่เจริญมั่งคั่ง กว้างขวาง มีทรัพย์มาก

[๔๘๙]

เมื่อหม่อมฉันเจริญวัยเป็นสาว

ได้ตกอยู่ในอำนาจของวิตก

พบบุรุษชาวชนบทผู้หนึ่งแล้วได้ตามไปอยู่กับเขา

[๔๙๐]

หม่อมฉันคลอดบุตรคนที่หนึ่ง ตั้งครรภ์บุตรคนที่ ๒

เมื่อนั้น หม่อมฉันปรารถนาว่าจะไปเยี่ยมมารดาบิดา

[๔๙๑]

ครั้งนั้น หม่อมฉันมิได้บอกสามี เมื่อสามีของหม่อมฉันไม่อยู่

หม่อมฉันคนเดียวออกจากเรือน

จะเดินทางไปยังกรุงสาวัตถีที่ประเสริฐสุด

[๔๙๒]

ภายหลังสามีของหม่อมฉันตามมาทันที่หนทาง

ขณะนั้น ลมกรรมชวาต ๑- แสนจะทารุณเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน

[๔๙๓]

ครั้งนั้น มหาเมฆก็เกิดขึ้นในเวลาที่หม่อมฉันจะคลอด

สามีไปหาเครื่องกำบังแต่ถูกงูกัดตาย

[๔๙๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันมีทุกข์เพราะการคลอด หมดที่พึ่ง

เป็นคนกำพร้า เดินไปเห็นแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีน้ำเต็มเปี่ยม เป็นที่อยู่อาศัยของนกเหยี่ยว

[๔๙๕]

หม่อมฉันอุ้มลูกคนเล็ก ข้ามไปที่ฝั่งโน้นคนเดียว

ให้ลูกคนเล็กดื่มนมจนอิ่มแล้ว

ประสงค์ที่จะนำบุตรอีกคนหนึ่ง (คนโต) ให้ข้ามมา

[๔๙๖]

จึงย้อนกลับมา เหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลูกคนเล็กที่ร้องไห้จ้าไป

บุตรคนโตกระแสน้ำก็พัดไป

หม่อมฉันนั้นเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกเหลือประมาณ

[๔๙๗]

จึงเดินทางต่อไปยังกรุงสาวัตถี ได้ฟังข่าวว่า

ญาติของตน (มารดา บิดาและพี่ชาย) ตายแล้ว

เวลานั้น หม่อมฉันอัดอั้นตันใจด้วยความเศร้าโศก

เปี่ยมด้วยความโสกาดูรอย่างใหญ่หลวง ได้กล่าวว่า

[๔๙๘]

‘ลูก ๒ คนก็ตายเสียแล้ว สามีของเราก็ตายในป่า

มารดาบิดาและพี่ชายของเรา

ก็ถูกเผาอยู่ที่เชิงตะกอนเดียวกัน’

[๔๙๙]

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งซูบผอม ทั้งเหลืองซีด

ไม่มีที่พึ่ง ตรอมใจอยู่ทุกวัน เมื่อหม่อมฉันกระเซอะกระเซิงไป

ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นสารถีฝึกนรชน

@เชิงอรรถ :

@๑ ลมกรรมชวาต หมายถึงลมเกิดแต่กรรมคือลมเกิดในครรภ์เวลาคลอดบุตร ได้แก่ ลมเบ่ง

[๕๐๐]

ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า

‘เธออย่าเศร้าโศกถึงบุตรเลย

จงผ่อนคลายบ้างเถิด จงแสวงหาตนเองเถิด

จะเดือดร้อนอย่างไร้ประโยชน์ไปทำไม

[๕๐๑]

บุตร ธิดา ญาติและพวกพ้อง

มีไว้เพื่อต้านทานคนผู้ถึงที่ตายไม่ได้เลย

บรรดาหมู่ญาติ ผู้ที่จะต้านทานได้ก็ไม่มี’

[๕๐๒]

หม่อมฉันได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีนั้นแล้ว

ได้บรรลุโสดาปัตติผล

บวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๕๐๓]

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา

[๕๐๔]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

หม่อมฉันทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน

[๕๐๕]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเรียนวินัยทั้งปวง

ในสำนักของพระผู้ทรงรู้เห็นธรรมทั้งปวง

และกล่าวอธิบายพระวินัยทั้งปวงได้อย่างพิสดารตามเป็นจริง

[๕๐๖]

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า

‘ปฏาจาราภิกษุณีเพียงผู้เดียวเลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ทรงวินัย’

[๕๐๗]

พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ทำสำเร็จแล้ว

ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

[๕๐๘]

กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

[๕๐๙]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๕๑๐]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๕๑๑]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ปฏาจาราภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ปฏาจาราเถริยาปทานที่ ๑๐ จบ

เอกูโปสถิกวรรคที่ ๒ จบบริบูรณ์

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เอกูโปสถิกาเถริยาปทาน ๒. สลฬปุปผิกาเถริยาปทาน

๓. โมทกทายิกาเถริยาปทาน ๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทาน

๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทาน ๖. นฬมาลิกาเถริยาปทาน

๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทาน ๘. เขมาเถริยาปทาน

๙. อุปปลวัณณาเถริยาปทาน ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทาน

ในวรรคนี้ บัณฑิตนับจำนวนคาถาได้ ๕๐๙ คาถา

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๙. อุบลวรรณาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๒. เอกุโปสถวรรคหัวข้อถัดไป๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน