ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๓. กุณฑลเกสวรรค
  12. /
  13. ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๖๑ · บรรทัด ๕๓๑๓

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. กุณฑลเกสีวรรค

หมวดว่าด้วยพระเถรีชื่อกุณฑลเกสีเป็นต้น

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระกุณฑลเกสีเถรี

(พระกุณฑลเกสีเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๒]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ที่มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

[๓]

หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้วได้ฟังธรรมที่สูงสุด

แต่นั้นหม่อมฉันเกิดความเลื่อมใส

ได้ถึงพระชินเจ้าเป็นสรณะ

[๔]

ครั้งนั้น พระชินเจ้าทรงเป็นผู้นำ พระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา

ทรงตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งผู้มีปัญญาดีไว้ในเอตทัคคะว่า

‘เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้ขิปปาภิญญา(รู้ฉับพลัน)’

[๕]

หม่อมฉันได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้เบิกบาน

ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว

ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น

[๖]

พระมหาวีรพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนาว่า

‘นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดที่เธอปรารถนาแล้ว

ตำแหน่งนั้นทั้งปวงจักสำเร็จแก่เธอ

เธอจงเป็นผู้มีสุขนิพพานเถิด

[๗]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๘]

สตรีผู้นี้จักมีนามว่ากุณฑลเกสี ผู้เจริญ

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น’

[๙]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๐]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา

จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

จุติจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นแล้วไปเกิดในสวรรคชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

[๑๑]

เพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ

ในภพนั้นๆ ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระราชา

[๑๒]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนั้นแล้ว

มาเกิดในหมู่มนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ

และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน

[๑๓]

เสวยสมบัติทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก

มีความสุขทุกชาติ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก

[๑๔]

ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์

มีพระยศยิ่งใหญ่ พระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๕]

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี

เป็นใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีที่ประเสริฐสุด

ทรงเป็นผู้อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๑๖]

หม่อมฉันเป็นธิดาคนที่ ๔ ของพระองค์

มีนามปรากฏว่าภิกขุทาสี

ได้ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศแล้วพอใจการบรรพชา

[๑๗]

แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้หม่อมฉันทั้งหลายบวช

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายไม่เกียจคร้านครองเรือนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

[๑๘]

พระราชกัญญาทั้ง ๗ พระองค์

มีความสุข ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่ยังเป็นกุมารี

เพลิดเพลินยินดีอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

[๑๙]

คือ (๑) พระนางสมณี (๒) พระนางสมณคุตตา

(๓) พระนางภิกษุณี (๔) พระนางภิกขุทาสิกา

(๕) พระนางธรรมา (๖) พระนางสุธรรมา

(๗) พระนางสังฆทาสิกา

[๒๐]

(พระราชธิดาทั้ง ๗ นั้น ได้กลับชาติมาเกิด)

คือ หม่อมฉัน ๑ พระเขมาเถรี ๑

พระอุบลวรรณาเถรี ๑ พระปฏาจาราเถรี ๑

พระกีสาโคตมีเถรี ๑ พระธรรมทินนาเถรี ๑

และคนที่ ๗ เป็นวิสาขามหาอุบาสิกา

[๒๑]

ด้วยกรรมทั้งหลายที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๒๒]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ที่มีความเจริญในกรุงราชคฤห์ที่อุดมสมบูรณ์

เมื่อครั้งหม่อมฉันยังเป็นสาว

[๒๓]

ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อประหาร มีความรักในโจรคนนั้น

บิดาของหม่อมฉันใช้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ ปลดเปลื้องโจรนั้น

ให้หลุดพ้นจากการถูกประหาร

[๒๔]

บิดาทราบจิตใจของหม่อมฉันแล้ว จึงยกหม่อมฉันให้โจรนั้น

หม่อมฉันไว้วางใจ เอ็นดู เกื้อกูลโจรคนนั้นยิ่งนัก

[๒๕]

โจรนั้น มีความโลภในเครื่องประดับของหม่อมฉัน

แล้วคิดจะฆ่าหม่อมฉันผู้ช่วยนำเครื่องบวงสรวง

ไปยังเหวทิ้งโจรบนภูเขา

[๒๖]

เวลานั้น หม่อมฉันเมื่อจะรักษาชีวิตของตนไว้

จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูที่ร้ายกาจแล้วกล่าวว่า

[๒๗]

‘นายผู้เจริญ สร้อยคอทองคำ แก้วมุกดา

และแก้วไพฑูรย์เป็นจำนวนมาก

ทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด จงปล่อยดิฉันไป

และจงประกาศดิฉันให้ทราบว่าเป็นทาสีเถิด’

[๒๘]

(โจรกล่าวว่า) ‘นี่แม่นาง จงเปลื้องออกมา

อย่ามัวรำพันนักเลย เรารู้เพียงว่า

ไม่ฆ่าเจ้าผู้มาถึงป่าแล้วไม่ได้’

[๒๙]

(หม่อมฉันกล่าวว่า) ‘ตั้งแต่ดิฉันรู้เดียงสา จำความได้

ยังไม่รู้จักรักชายอื่นยิ่งไปกว่าท่านเลย

[๓๐]

มาเถิด ดิฉันจักกอดท่าน

ขอทำประทักษิณท่าน ไหว้ท่าน

เพราะดิฉันกับท่านจะไม่มีโอกาสอยู่ร่วมกันอีก’

[๓๑]

(เทวดาซึ่งสถิตอยู่ในที่นั้นได้กล่าวว่า)

‘บุรุษเท่านั้นจะเป็นคนฉลาดในฐานะทั้งปวง ก็หาไม่

แม้สตรีผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ในฐานะนั้นๆ

ก็เป็นคนฉลาดได้

[๓๒]

บุรุษเท่านั้นจะเป็นคนฉลาดในฐานะทั้งปวง ก็หาไม่

แม้สตรีผู้คิดเนื้อความได้ฉับไว ก็เป็นคนฉลาดได้’

[๓๓]

ครั้งนั้น หม่อมฉันคิดได้หลายๆ เรื่องอย่างรวดเร็วและฉับไว

ดุจบ่อเกิดแห่งปัญญาที่เต็มด้วยความคิดจึงได้ฆ่าศัตรูที่ร้ายกาจ

[๓๔]

ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน

ผู้นั้นเป็นคนเขลา ย่อมถูกเขาฆ่าตาย

เหมือนโจรซึ่งถูกฆ่าที่ปากเหว

[๓๕]

ผู้ใดรู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน

ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรูเบียดเบียน

เหมือนที่หม่อมฉันพ้นจากโจรซึ่งเป็นศัตรูในครั้งนั้น

[๓๖]

เมื่อหม่อมฉันผลักศัตรูตกเหวไปแล้ว

ได้เข้าไปบวชยังสำนักของปริพาชกที่ครองผ้าขาว

[๓๗]

ครั้งนั้น พวกปริพาชกใช้แหนบถอนผมของหม่อมฉัน

จนหมดแล้วให้บวช สอนลัทธิให้เนืองๆ

[๓๘]

หม่อมฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคนเดียวคิดถึงลัทธิ

ซึ่งทำมนุษย์ให้เป็นเยี่ยงสุนัขนั้น

[๓๙]

ปริพาชกถือผมที่ถอนแล้วโยนไว้ใกล้หม่อมฉันแล้วก็หลีกไป

หม่อมฉันเห็นแล้วได้นิมิตเหมือนหมู่หนอนตั้งอยู่

[๔๐]

แต่นั้น หม่อมฉันมีความสลดใจลุกขึ้น

ได้สอบถามพวกปริพาชกที่มีลัทธิเดียวกัน

พวกนั้นบอกว่า

‘ภิกษุศากยบุตรทั้งหลายย่อมรู้เรื่องนั้น’

[๔๑]

หม่อมฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้น

พุทธสาวกเหล่านั้นพาหม่อมฉัน

ไปยังสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๔๒]

พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ

ทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉันว่า ‘ขันธ์ อายตนะ

และธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา’

[๔๓]

หม่อมฉันได้ฟังพระธรรมของพระองค์แล้ว

ชำระธรรมจักษุให้หมดจดโดยวิเศษ

รู้แจ้งพระสัทธรรมแล้วได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท

[๔๔]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าอันหม่อมฉันทูลขอแล้วได้ตรัสว่า

‘เธอจงเป็นภิกษุณีมาเถิด นางผู้เจริญ’

หม่อมฉันอุปสมบทแล้ว ได้เห็นน้ำ

[๔๕]

รู้จักสังขารที่มีความเกิดและความดับไปด้วยน้ำล้างเท้า

คิดว่า ‘สังขารแม้ทั้งปวง ก็เป็นอย่างนั้น’

[๔๖]

จากนั้นจิตของหม่อมฉันหลุดพ้นแล้ว

เพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง

ในครั้งนั้น พระชินเจ้าทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะว่า

‘เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ผู้ขิปปาภิญญา’

[๔๗]

หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ

เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระศาสดา

[๔๘]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

หม่อมฉันทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว

เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน

[๔๙]

พระศาสดาหม่อมฉันก็ปรนนิบัติแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ภาระอันหนักหม่อมฉันก็ปลงลงได้แล้ว

ตัณหาที่นำไปสู่ภพหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

[๕๐]

กุลบุตรกุลธิดาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นคือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง

หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

[๕๑]

อัตถปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาญ

นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ

ของหม่อมฉัน บริสุทธิ์ไพบูลย์

ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๕๒]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๕๓]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๕๔]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

กุณฑลเกสีเถริยาปทานที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๓. กุณฑลเกสวรรคหัวข้อถัดไป๒. กิสาโคตมีเถริยาปทาน