ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๓. กุณฑลเกสวรรค
  12. /
  13. ๕. นันทาเถริยาปทาน

๕. นันทาเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๖๕ · บรรทัด ๕๖๐๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. นันทาเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระนันทาเถรี

(พระนันทาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๖๖]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๑๖๗]

พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงธรรมให้สัตว์รู้ชัดได้

ทรงช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้น(วัฏฏสงสาร)

ทรงฉลาดในเทศนา เป็นพระพุทธเจ้า

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๑๖๘]

พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา

ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลเพื่อสรรพสัตว์

ทรงทำเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้งหมดให้ดำรงอยู่ในเบญจศีล

[๑๖๙]

เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาสนาจึงหมดความอากูล(หมดเสี้ยนหนาม)

ว่างจากพวกเดียรถีย์และงดงามด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย

ผู้ได้วสี ผู้คงที่

[๑๗๐]

พระมหามุนีพระองค์นั้นทรงมีพระวรกายสูง ๕๘ ศอก

มีพระฉวีเปล่งปลั่งดังทองคำที่ล้ำค่า

มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ

[๑๗๑]

ครั้งนั้น สัตว์ทั้งหลายมีอายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี

พระชินสีห์พระองค์นั้น

ก็ทรงดำรงพระชนมายุประมาณเท่านั้น

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๑๗๒]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

ที่มีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ ในกรุงหงสวดี

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขมาก

[๑๗๓]

หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้นแล้ว

ได้ฟังพระธรรมเทศนาอันประกาศถึงปรมัตถธรรม

ที่ไพเราะอย่างจับใจยิ่งนัก ซึ่งเป็นอมตธรรม

[๑๗๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันมีความเลื่อมใส

ได้ทูลนิมนต์พระพุทธผู้เจ้าทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพร้อมทั้งพระสงฆ์

ได้ถวายมหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน

[๑๗๕]

ได้ซบศีรษะลงใกล้พระวีรเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมทั้งพระสงฆ์

ปรารถนาตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายผู้เข้าฌาน

[๑๗๖]

ครั้งนั้น พระสุคตผู้ฝึกนรชนที่ยังไม่ได้ฝึก

เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ทรงเป็นใหญ่

ทรงพยุงนรชนไว้เป็นอย่างดีตรัสพยากรณ์ว่า

‘เธอจักได้ตำแหน่งที่เธอปรารถนาไว้ดีแล้วนั้น

[๑๗๗]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๑๗๘]

สตรีผู้นี้จักมีนามปรากฏว่านันทา

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น’

[๑๗๙]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้วเป็นผู้มีความยินดี

มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระชินเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต

[๑๘๐]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๘๑]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นยามา

จุติจากสวรรค์ชั้นยามานั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

จุติจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

[๑๘๒]

เพราะอำนาจแห่งกรรมนั้น หม่อมฉันเกิดในภพใดๆ

ในภพนั้นๆ ก็ได้เป็นพระมเหสีของพระราชา

[๑๘๓]

หม่อมฉันจุติจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนั้นแล้ว

มาเกิดในหมู่มนุษย์ ได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ

และได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินหลายชาติ

[๑๘๔]

เสวยสมบัติทั้งในเทวโลกและมนุษยโลก

มีความสุขทุกชาติ

เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกัปเป็นอันมาก

[๑๘๕]

เมื่อถึงภพสุดท้าย

หม่อมฉันเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะ

ในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นผู้มีรูปสมบัติอันใครๆ ไม่นินทา

[๑๘๖]

ราชสกุลนั้นเห็นหม่อมฉันมีรูปงามดังดวงอาทิตย์

จึงพากันชื่นชม เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงมีนามว่านันทา

เป็นผู้มีรูปลักษณ์ที่งดงามประเสริฐ

[๑๘๗]

ในกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นราชธานีที่รื่นรมย์นั้น

นอกจากพระนางยโสธราแล้ว

ปรากฏว่าหม่อมฉันมีความงามกว่ายุวนารีทุกคน

[๑๘๘]

พระเชฏฐภาดาก็เป็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศในโลก ๓

พระภาดาองค์สุดท้ายก็เป็นพระอรหันต์

หม่อมฉันเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่เป็นคฤหัสถ์

พระมารดาทรงตักเตือนว่า

[๑๘๙]

‘ลูกรัก เจ้าเกิดในศากยสกุล

เป็นน้องของพระพุทธเจ้า เมื่อเว้นจากนันทกุมารแล้ว

จักได้ประโยชน์อะไรในวังเล่า’

[๑๙๐]

ความเป็นหนุ่มสาว ก็มีความแก่เป็นที่สุด

รูปบัณฑิตรู้กันว่าเป็นของไม่สะอาด

แม้ไม่มีโรค ก็มีโรคเป็นที่สุด

ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด

[๑๙๑]

รูปที่สวยงามของเธอแม้นี้ น่าใคร่ดังดวงจันทร์

จูงใจให้นิยม อลังการด้วยเครื่องประดับทั้งหลาย

คล้ายกำหนดรู้ได้ด้วยสิริ

[๑๙๒]

ดุจเป็นสิ่งสำคัญของชาวโลกที่เขาบูชากัน

เป็นที่ดึงดูดแห่งนัยนา

เป็นที่ก่อเกิดการสรรเสริญบุญ

เป็นที่ชื่นชมแห่งวงศ์โอกกากราช

[๑๙๓]

โดยกาลไม่นานนัก ความแก่ก็จักมาครอบงำลูกรัก

ผู้มีรูปอันใครๆ ไม่นินทา จงละพระราชฐานและรูปกาย

ที่บัณฑิตตำหนิแล้วประพฤติธรรมเถิด

[๑๙๔]

หม่อมฉันผู้ยังโลเลในรูปที่ยังเป็นสาว

ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว

ก็ออกบวชเป็นบรรพชิตแต่เพียงกาย

แต่หาออกบวชด้วยจิตใจไม่

[๑๙๕]

หม่อมฉันระลึกถึงตนด้วยความขวนขวายตรวจตราอย่างมาก

พระมารดาตรัสตักเตือนเพื่อให้ประพฤติธรรม

แต่หม่อมฉันมิได้สนใจขวนขวายในการประพฤติธรรมนั้นเลย

[๑๙๖]

ครั้งนั้น พระชินเจ้าผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา

ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันผู้มีผิวหน้าดังดอกบัว

เพื่อให้หม่อมฉันเกิดความเบื่อหน่ายในรูปกาย

[๑๙๗]

จึงทรงเนรมิตหญิงคนหนึ่งมีความงามน่าชม น่าชอบใจยิ่งนัก

ซึ่งมีรูปงามกว่าหม่อมฉัน ให้อยู่ในคลองแห่งจักษุของหม่อมฉัน

ด้วยอานุภาพของพระองค์

[๑๙๘]

หม่อมฉันอัศจรรย์ใจ เพราะเห็นหญิงที่มีเรือนร่าง

อันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ก็คิดว่า ‘เราเห็นหญิงมนุษย์ดังกล่าว

นี้มีผลดีและเป็นลาภแก่นัยน์ตาของเรา

[๑๙๙]

เชิญเถิดแม่คนงาม แม่จงบอกสิ่งที่ต้องประสงค์แก่ฉัน

ฉันจะให้ แม่จงบอกสกุล นาม

โคตรของเธอแก่ฉัน ถ้าเธอพอใจ

[๒๐๐]

แม่คนงาม เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาแห่งปัญหา

แม่จงนอนหนุนตักเรา

ทับซ้อนร่างกายเราหลับสักครู่หนึ่งเถิด’

[๒๐๑]

จากนั้นแม่คนแสนสวยก็นอนพาดศีรษะบนตักหม่อมฉัน

ของแข็งขนาดใหญ่ตกไปที่หน้าผากของนาง

[๒๐๒]

พร้อมกับของแข็งที่ตกมากระทบ รอยโปนก็ปรากฏขึ้น

และทั้งหนองทั้งเลือดก็ไหลออกจากซากศพที่แตก

[๒๐๓]

แม้ใบหน้าที่แตกแล้วนั้น ก็มีกลิ่นคล้ายซากศพเน่าโชยออกมา

ทั่วทั้งสรีระพองขึ้นเขียวคล้ำ

[๒๐๔]

แม่คนสวยมีสรรพางค์กายสั่น หายใจหอบถี่ๆ

เสวยทุกข์ของตนอยู่ รำพันอย่างน่าสงสาร

[๒๐๕]

หม่อมฉันเป็นทุกข์เพราะทุกข์นั้น ต้องเวทนาจมอยู่ในทุกข์ใหญ่

ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่ง แม่นางเป็นเพื่อนของหม่อมฉัน

[๒๐๖]

ใบหน้าที่งามของแม่หายไปไหน

จมูกที่โด่งงามของแม่หายไปไหน

ริมฝีปากที่สวยเหมือนสีลูกมะพลับสุกของแม่หายไปไหน

วงหน้าที่งดงามของแม่หายไปไหน

[๒๐๗]

วรรณะที่เปล่งปลั่งดังดวงจันทร์หายไปไหน

และลำคอที่คล้ายปล้องทองคำของแม่หายไปไหน

ใบหูของแม่ดังพวงดอกไม้ก็หมดสีสันวรรณะไปเสียแล้ว

[๒๐๘]

ถันที่กลมกลึงคล้ายดอกบัวตูมทั้งคู่ของแม่แตกแล้ว

มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปคล้ายซากศพเน่า

[๒๐๙]

นางมีเอวคอดกลม มีตะโพกผึ่งผาย

นำสิ่งชั่วร้ายมาให้เหมือนเขียง

เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่สะอาด โอ! รูปไม่เที่ยง

[๒๑๐]

อวัยวะที่เกิดจากสรีระทั้งหมดมีกลิ่นเหม็นเน่า

น่ากลัว น่าเกลียดเหมือนซากศพในป่าช้า

ที่พวกคนเขลาพากันยินดี

[๒๑๑]

ครั้งนั้น พระภาดาของหม่อมฉันผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา

ทอดพระเนตรเห็นหม่อมฉันผู้มีจิตสังเวช

จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า

[๒๑๒]

‘นันทา เธอจงดูรูปกายที่กระสับกระส่าย

เปื่อยเน่าดังซากศพ จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี

มีอารมณ์เดียว ด้วยอารมณ์อันไม่งาม

[๒๑๓]

รูปนี้เป็นฉันใด รูปของเธอนั้นก็เป็นฉันนั้น

รูปของเธอนั้นเป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น

มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป

ที่พวกคนเขลาพากันยินดียิ่งนัก

[๒๑๔]

เธอไม่เกียจคร้าน

พิจารณาเห็นรูปเป็นอย่างนั้น ทั้งกลางคืนกลางวัน

แต่นั้นจะเบื่อหน่ายยิ่งนักเห็นด้วยปัญญาของตน’

[๒๑๕]

จากนั้น หม่อมฉันมีจิตสลด เพราะฟังคาถาสุภาษิต

ยืนอยู่ ณ ที่นั้น ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๒๑๖]

หม่อมฉันเข้าฌานตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งอยู่ ณ ที่ใดๆ

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันไว้ในเอตทัคคะ

[๒๑๗]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๑๘]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๑๙]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระนันทาภิกษุณีผู้เป็นชนบทกัลยาณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

นันทาเถริยาปทานที่ ๕ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. สกุลาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๓. กุณฑลเกสวรรคหัวข้อถัดไป๖. โสณาเถริยาปทาน