ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๓. กุณฑลเกสวรรค
  12. /
  13. ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

๘. ยโสธราเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๖๘ · บรรทัด ๕๘๘๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๘. ยโสธราเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระยโสธราเถรี

(พระยโสธราเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๓๑๔]

สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้ทรงเป็นผู้นำแห่งนรชน

ประทับอยู่ ณ เงื้อมภูเขาที่ประเสริฐแห่งหนึ่ง

ใกล้กรุงราชคฤห์ ที่น่ารื่นรมย์ มั่งคั่ง

[๓๑๕]

ยโสธราภิกษุณี ผู้อยู่ในสำนักของภิกษุณี

ในนครที่น่ารื่นรมย์นั้น ได้มีความรำพึงอย่างนี้ว่า

[๓๑๖]

‘พระเจ้าสุทโธทนมหาราช

และพระนางมหาปชาบดีโคตมี

พระมหาเถระผู้มีชื่อเสียง และพระเถรีผู้มีฤทธิ์มาก

[๓๑๗]

ท่านเหล่านั้น ล้วนนิพพานไปแล้ว

เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อดับไปฉะนั้น

เมื่อพระโลกนาถยังทรงพระชนม์อยู่

แม้เราก็จักบรรลุถึงสิวบท(นิพพาน)’

[๓๑๘]

ยโสธราภิกษุณีนั้นครั้นคิดแล้ว

จึงพิจารณาดูอายุของตน เห็นอายุสังขาร

จะถึงความสิ้นไปในวันนั้นเอง

[๓๑๙]

จึงถือบาตรและจีวรออกจากที่อยู่ของตน

มีภิกษุณี ๑๐๐,๐๐๐ รูปห้อมล้อม

[๓๒๐]

มีฤทธิ์มาก มีปัญญามาก

เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายอภิวาท

ที่ลายลักษณ์กงจักรของพระศาสดาแล้ว

นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลคำนี้ว่า

[๓๒๑]

‘หม่อมฉันมีอายุได้ ๗๘ ปี ล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว

ถึงความเป็นผู้มีกายค้อมลงโดยลำดับ ขอกราบทูลลาพระมหามุนี

[๓๒๒]

หม่อมฉันมีวัยแก่หง่อม ชีวิตของหม่อมฉันมีอยู่นิดหน่อย

หม่อมฉันจักละพระองค์ไป ที่พึ่งของตนหม่อมฉันทำไว้แล้ว

[๓๒๓]

ในกาลปัจฉิมวัยนี้ ความตายเข้ามาปิดล้อมไว้แล้ว

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันจักนิพพานในคืนวันนี้

[๓๒๔]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่มีชาติ

ชรา พยาธิ และมรณะ

หม่อมฉันจักเข้าถึงนิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง

เป็นบุรีที่ไม่มีความแก่ ความตาย และไม่มีภัย

[๓๒๕]

บริษัทที่เข้าเฝ้าพระองค์อยู่ รู้จักความผิด

จึงขอประทานโทษ เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา

[๓๒๖]

ข้าแต่พระมหาวีระ

เมื่อหม่อมฉันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสงสาร

หากมีความผิดพลาดในพระองค์ หม่อมฉันกราบทูลว่า

ขอพระองค์โปรดยกโทษให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด’

[๓๒๗]

พระจอมมุนีทรงสดับคำของพระยโสธราภิกษุณีแล้ว

จึงตรัสดังนี้ว่า ‘เมื่อเธอบอกว่าจะลานิพพาน

ตถาคตจะไปว่าอะไรเธอให้มากเล่า

[๓๒๘]

เธอผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา จงแสดงฤทธิ์

และตัดความสงสัยของบริษัททั้งปวงในศาสนาเถิด’

[๓๒๙]

พระยโสธราภิกษุณีนั้น

ได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีพระองค์นั้นแล้ว

จึงไหว้พระราชมุนีนั้นกราบทูลคำนี้ว่า

[๓๓๐]

‘ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันชื่อยโสธรา

เมื่อสมัยที่ยังทรงครองฆราวาสวิสัย

เป็นปชาบดีของพระองค์

เกิดในตระกูลศากยะ ตั้งอยู่ในองค์สมบัติของผู้หญิง

[๓๓๑]

ข้าแต่พระมหาวีระ บรรดาหญิงจำนวน ๑๙๖,๐๐๐ นาง

หม่อมฉันเป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง

ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

[๓๓๒]

สตรีทั้งหมดประกอบด้วยรูปสมบัติและอาจารสมบัติ

แม้ดำรงอยู่ในวัยสาว ก็ยำเกรงหม่อมฉันทุกเมื่อ

เหมือนมนุษย์ทั้งหลายยำเกรงเทวดา

[๓๓๓]

หญิงเหล่านั้นมีนางกษัตริย์ ๑,๐๐๐ นาง เป็นประธาน

ร่วมสุขร่วมทุกข์กันอยู่ในพระราชนิเวศน์ของศากยบุตร

ปานประหนึ่งเทวดาทั้งหลายในสวนนันทวัน

[๓๓๔]

เว้นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว

เหล่าสตรีผู้ฉลาดล่วงเลยกามภูมิ ตั้งอยู่ในรูปภูมิ

มีรูปเช่นกับหม่อมฉันไม่มี’

[๓๓๕]

พระยโสธราเถรี ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

แสดงฤทธิ์ถวายพระศาสดา แล้วแสดงฤทธิ์มากมายหลายอย่าง

[๓๓๖]

คือ แสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล ศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป

ทวีปทั้ง ๒ ให้เป็นปีกทั้ง ๒ ข้าง

ชมพูทวีปให้เป็นลำตัว

[๓๓๗]

แสดงมหาสมุทรด้านทิศใต้ให้เป็นกำหาง

กิ่งไม้ต่างๆ ให้เป็นขนปีก

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ให้เป็นนัยน์ตา

ภูเขาพระสุเมรุให้เป็นหงอน

[๓๓๘]

แสดงภูเขาจักรวาลให้เป็นจะงอยปาก นำต้นหว้า

พร้อมทั้งรากเข้ามาใกล้แล้วไหว้และพัดวีพระผู้เป็นผู้นำสัตว์โลก

[๓๓๙]

แสดงเป็นช้าง ม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์

ดวงอาทิตย์ ภูเขาพระสุเมรุ และเป็นท้าวสักกะจอมเทพ

[๓๔๐]

กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีพระจักษุ

หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’

แล้วใช้ดอกบัวบานปิด ๑,๐๐๐ โลกธาตุไว้

[๓๔๑]

เนรมิตเป็นพรหมแสดงสุญญตธรรมอยู่

กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระวีระ ผู้มีพระจักษุ

หม่อมฉันชื่อว่ายโสธรา ขอกราบพระยุคลบาท’

[๓๔๒]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ

[๓๔๓]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี

[๓๔๔]

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ

ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณของหม่อมฉัน

เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

[๓๔๕]

ความพร้อมเพรียงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก พระองค์ทรงแสดงแล้ว

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการเป็นอันมากของหม่อมฉัน

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๔๖]

ข้าแต่พระมหาวีระผู้เป็นพระมุนี

ขอพระองค์พึงหวนระลึกถึงกุศลกรรมเก่าของหม่อมฉันเถิด

หม่อมฉันสั่งสมบุญไว้ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๔๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันงดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่สมควร

แม้ชีวิตก็ยอมสละได้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๔๘]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน

เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๓๔๙]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน

เพื่ออุดหนุนผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๓๕๐]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉัน

เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๓๕๑]

หม่อมฉันยอมสละชีวิตหลายพันโกฏิกัป

ด้วยคิดว่าจักกระทำความพ้นภัย

จึงยอมสละชีวิตตนเอง

[๓๕๒]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันไม่เคยหวงเครื่องประดับ

มีผ้านานาชนิดที่ติดตัวอยู่และภัณฑะของหญิง

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๕๓]

ข้าแต่พระมหามุนี ทรัพย์ ข้าวเปลือก

ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่ นา

บุตร ธิดา หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว

[๓๕๔]

ช้าง ม้า โค ทาสี นางบำเรอ มากมายนับไม่ถ้วน

หม่อมฉันก็บริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๕๕]

พระองค์ทรงปรึกษาหม่อมฉันว่า

‘เราจะให้ทานแก่พวกยาจก’

เมื่อพระองค์ให้ทานที่ประเสริฐอยู่ หม่อมฉันก็ไม่เคยเสียใจ

[๓๕๖]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันยอมรับทุกข์ทรมาน

มากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน ในสงสารเป็นอเนก

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๕๗]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันได้รับสุขก็อนุโมทนา

และคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ เป็นผู้ยินดีแล้วทุกอย่าง

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๓๕๘]

ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญธรรม

โดยมรรคที่สมควร เสวยสุขและทุกข์แล้ว

ได้บรรลุพระโพธิญาณ

[๓๕๙]

การที่พระองค์และหม่อมฉันพบพระสัมพุทธเจ้า

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าพรหมเทพ

และพระนามว่าโคดม แล้วพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งสัตว์โลกเหล่าอื่นอีกก็มาก

[๓๖๐]

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉันมีมาก

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ หม่อมฉันเมื่อแสวงหาพุทธธรรมอยู่

ก็ได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์

[๓๖๑]

ใน ๔ อสงไขยและอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป

พระมหาวีระพระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๓๖๒]

ประชาชนในปัจจันตประเทศ

ต่างมีใจยินดีทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว

ช่วยกันแผ้วถางทางซึ่งเป็นที่เสด็จพุทธดำเนิน

[๓๖๓]

ครั้งนั้น พระองค์เกิดเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ

กำลังตกแต่งหนทางเพื่อพระสุคต

ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงกำลังเสด็จมา

[๓๖๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เกิดในตระกูลพราหมณ์

เป็นหญิงสาวมีนามว่าสุมิตตา เข้าไปสู่สมาคม

[๓๖๕]

ถือดอกอุบลไป ๘ กำเพื่อบูชาพระศาสดา

ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นฤาษีผู้ประเสริฐ ในท่ามกลางหมู่ชน

[๓๖๖]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เห็นพระองค์ผู้น่าพอใจ

ผู้มีความเอ็นดูประทับอยู่นาน ดำเนินผ่านไป

จึงได้สำคัญว่าชีวิตของเรามีผล

[๓๖๗]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเห็นความพยายามที่มีผล

ของพระองค์ผู้เป็นพระฤาษี ด้วยบุพกรรม

แม้จิตของหม่อมฉันก็เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๓๖๘]

หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง

ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระฤๅษี มีพระทัยเบิกบาน

ข้าแต่พระฤาษี หม่อมฉันมิได้เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย

จึงถวายดอกอุบลแด่พระองค์ พร้อมกับกล่าวว่า

[๓๖๙]

‘ข้าแต่พระฤๅษี ดอกอุบล ๕ กำ จงเป็นของท่าน

ดอกอุบล ๓ กำ จงเป็นของหม่อมฉัน

ข้าแต่พระฤๅษี ดอกบัว ๓ กำของหม่อมฉัน

กับดอกบัว ๕ กำของท่านนั้น จงมีผลเสมอกัน

เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณของท่าน’

ภาณวารที่ ๔ จบ

[๓๗๐]

สุเมธมหาฤาษีรับดอกอุบลแล้วบูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีบริวารยศมากมาย

เสด็จดำเนินมาท่ามกลางชุมชน เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิญาณ

[๓๗๑]

พระมหามุนีผู้มีความเพียรมากพระนามว่าวีรทีปังกร

ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษี ผู้มีใจสูงแล้ว

จึงตรัสพยากรณ์ในท่ามกลางชุมชน

[๓๗๒]

ข้าแต่พระมหามุนี ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป

พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ทรงพยากรณ์กรรม

คือความเป็นผู้ซื่อตรงของหม่อมฉันไว้ว่า

[๓๗๓]

‘ท่านฤาษีผู้เป็นใหญ่ อุบาสิกาผู้นี้จักเป็นผู้มีจิตเสมอกัน

มีการกระทำเสมอกัน มีปกติทำร่วมกัน

จักเป็นที่น่ารักเพราะการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ท่าน

[๓๗๔]

จักเป็นหญิงมีรูปร่างน่าดู น่าชม น่ารักยิ่ง

น่าชอบใจ มีวาจาอ่อนหวาน มีฤทธิ์

เป็นธรรมทายาทของท่าน

[๓๗๕]

อุบาสิกาผู้นี้ จักรักษากุศลธรรมทั้งหลาย

เหมือนพวกเจ้าของรักษาเครื่องสมุก

[๓๗๖]

จะอนุเคราะห์ท่าน จักบำเพ็ญบารมีเพื่อท่าน

ละกิเลสได้ดังพญาราชสีห์ละกรงแล้ว จักบรรลุพระโพธิญาณ’

[๓๗๗]

ในกัปที่หาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ดำรัสใดกับหม่อมฉัน

หม่อมฉันเมื่ออนุโมทนาพระดำรัสนั้น เป็นผู้ทำอย่างนี้

[๓๗๘]

หม่อมฉันทำจิตให้เลื่อมใสในกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

ได้บังเกิดในกำเนิดเทวดาและมนุษย์มากมาย

[๓๗๙]

ได้เสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

เมื่อถึงภพสุดท้ายได้เกิดในศากยตระกูล

[๓๘๐]

หม่อมฉันมีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มียศ มีศีล

สมบูรณ์ด้วยองค์สมบัติทั้งปวง

แต่นั้นได้รับความยำเกรงจากเจ้านายในตระกูลทั้งหลาย

[๓๘๑]

พรั่งพร้อมด้วยโลกธรรม คือ ลาภ สักการะ สรรเสริญ

มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ อยู่อย่างผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

[๓๘๒]

สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

‘ข้าแต่พระพระองค์ผู้แกล้วกล้า ในครั้งนั้น

พระองค์ทรงแสดงอุปการะของนารีทั้งหลาย

ไว้ภายในพระราชมณเฑียรและในขัตติยบุรีว่า

[๓๘๓]

นารีผู้มีอุปการะ ๑ นารีผู้เป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑

นารีผู้แนะนำประโยชน์ให้ ๑ นารีผู้ทำความอนุเคราะห์ให้ ๑’

[๓๘๔]

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๕๐๐ โกฏิ และ ๙๐๐ โกฏิ

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

[๓๘๕]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ

ของหม่อมฉันมีมากมาย

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก

มีจำนวนถึง ๑,๑๐๐ โกฏิ

[๓๘๖]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงสดับ

อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๘๗]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้า ๒,๐๐๐ โกฏิ

และแก่พระพุทธเจ้า ๓,๐๐๐ โกฏิ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๓๘๘]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการ

ของหม่อมฉันมีมากมาย

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๔,๐๐๐ โกฏิ และ ๕,๐๐๐ โกฏิ

[๓๘๙]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับ

อธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๙๐]

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๖,๐๐๐ โกฏิ และ ๗,๐๐๐ โกฏิ

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๓๙๑]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ

ของหม่อมฉันมีมากมาย

พระพุทธเจ้ามีจำนวนถึง ๘,๐๐๐ โกฏิ และ ๙,๐๐๐ โกฏิ

[๓๙๒]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๙๓]

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นเลิศของชาวโลก

มีจำนวนถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๓๙๔]

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงสดับอธิการ

ของหม่อมฉันมีมากมาย

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำอื่นๆ มีจำนวนถึง ๙,๐๐๐ โกฏิ

[๓๙๕]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๙๖]

พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ

๘๕ องค์ ๘,๕๐๐ โกฏิ ๓๐ โกฏิ

[๓๙๗]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ข้าแต่มหาราช

ขอพระองค์จงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๙๘]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า

ผู้ปราศจากราคะจำนวน ๘๘ โกฏิ

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการของหม่อมฉันมีมากมาย

[๓๙๙]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแก่พระขีณาสพ

ผู้ปราศจากมลทิน ซึ่งเป็นพุทธสาวกมากมายนับไม่ถ้วน

ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงสดับอธิการหม่อมฉันมีมากมาย

[๔๐๐]

หม่อมฉันจัดถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้า

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สั่งสมไว้ดีแล้วในธรรมทั้งหลาย

และแด่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายผู้ประพฤติพระสัทธรรมทุกเมื่อ

ด้วยประการฉะนี้

บุคคลผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

[๔๐๑]

บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต

ไม่ควรประพฤติธรรมให้ทุจริต

เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรม

ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

[๔๐๒]

ข้าพระองค์เบื่อหน่ายในสังสารวัฏ

จึงออกบวชเป็นบรรพชิตพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐

ครั้นบวชแล้วก็หมดกังวล ๑-

[๔๐๓]

หม่อมฉันละการครองเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต

ยังไม่ทันถึงกึ่งเดือน ก็ได้บรรลุสัจจะ ๔

[๔๐๔]

‘คนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

และปัจจัยเข้ามาถวายมากมายมิใช่น้อย

เหมือนคลื่นในมหาสมุทร

[๔๐๕]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

@เชิงอรรถ :

@๑ กังวล หมายถึงกังวล ๓ คือ (๑) กังวลคือราคะ (๒) กังวลคือโทสะ (๓) กังวลคือโมหะ

@(ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๗)

[๔๐๖]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๔๐๗]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

[๔๐๘]

หม่อมฉันได้รับทุกข์หลายอย่าง และสุขสมบัติหลายอย่าง

ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์ ได้สมบัติทุกอย่างด้วยประการฉะนี้

[๔๐๙]

บุคคลผู้ถวายตนของตนแด่พระพุทธเจ้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เพื่อต้องการบุญก็ย่อมพรั่งพร้อมด้วยสหาย

บรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นอสังขตะ

[๔๑๐]

กรรมทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตสิ้นไปแล้ว

กรรมทั้งปวงของหม่อมฉันสิ้นไปแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ หม่อมฉันขอกราบไหว้พระยุคลบาท

ได้ทราบว่า พระยโสธราภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้

ยโสธราเถริยาปทานที่ ๘ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๓. กุณฑลเกสวรรคหัวข้อถัดไป๙. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่น