ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๓. กุณฑลเกสวรรค
  12. /
  13. ๑๐. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน

๑๐. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพัน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๗๐ · บรรทัด ๖๐๗๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๐. อัฏฐารสเถรีสหัสสานมปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระเถรี ๑๘,๐๐๐ รูป

(พระเถรี ๑๘,๐๐๐ รูป เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๔๒๖]

ภิกษุณีที่สมภพในศากยตระกูล ๑๘,๐๐๐ รูป

มีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน

เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๔๒๗]

ภิกษุณีทั้ง ๑๘,๐๐๐ รูป ล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

กราบพระยุคลบาทของพระมุนีแล้ว

ได้กราบทูลตามกำลังว่า

[๔๒๘]

‘ข้าแต่พระมหามุนี ผู้ทรงเป็นผู้นำ

หม่อมฉันทั้งหลายมีชาติ ชรา พยาธิ และมรณะสิ้นแล้ว

ถึงอมตบทที่สงบ ไม่มีอาสวะ

[๔๒๙]

ข้าแต่พระมหามุนีผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ในกาลก่อนความพลั้งพลาดของหม่อมฉันแม้ทั้งหมดก็มีอยู่

ชนทั้งหลายย่อมรู้ว่าเป็นความผิด

ขอพระองค์โปรดยกโทษแก่หม่อมฉันทั้งหลายด้วยเถิด’

[๔๓๐]

(พระบรมศาสดาตรัสว่า) ‘เธอทั้งหลาย

ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา

จงแสดงฤทธิ์และตัดความสงสัยของบริษัททั้งมวลเท่าที่มีอยู่เถิด’

[๔๓๑]

ข้าแต่พระมหาวีระ

พระยโสธราเถรีเป็นหญิงที่น่าพอพระทัยน่ารักน่าชม

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันทั้งปวงเป็นปชาบดีของพระองค์

เมื่อสมัยที่ยังครองฆราวาสวิสัย

[๔๓๒]

ข้าแต่พระมหาวีระ บรรดาหญิงจำนวน ๑๙๖,๐๐๐ นาง

หม่อมฉันทั้งหลายเป็นประธาน เป็นใหญ่กว่าหญิงทั้งปวง

ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์

[๔๓๓]

สตรีทั้งหมดประกอบด้วยรูปสมบัติและอาจารสมบัติ

ดำรงอยู่ในวัยสาว พูดจาไพเราะ

ยำเกรงต่อหม่อมฉันทั้งหลาย

เหมือนพวกมนุษย์ยำเกรงเทวดา

[๔๓๔]

ในกาลนั้น หม่อมฉันจำนวน ๑๘,๐๐๐ นาง

ทั้งหมด เป็นผู้สมภพในศากยตระกูล

พระยโสธราเถรีและหม่อมฉัน ๑,๐๐๐ นาง เป็นประธาน เป็นใหญ่

[๔๓๕]

ข้าแต่พระมหามุนี บรรดาหม่อมฉัน ๑,๐๐๐ นาง

หม่อมฉันทั้งหลายผู้ก้าวล่วงกามธาตุ

ดำรงอยู่ในรูปธาตุ มีรูป(มีฤทธิ์)ไม่เหมือนกัน ๑-

[๔๓๖]

พระเถรีเหล่านั้น ถวายอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

แสดงฤทธิ์ถวายพระศาสดา

แสดงฤทธิ์มากมายหลายอย่างต่างๆ กัน

[๔๓๗]

คือแสดงกายเท่าภูเขาจักรวาล ศีรษะเท่าอุตตรกุรุทวีป

ทวีปทั้ง ๒ ให้เป็นปีกทั้ง ๒ ข้าง

ชมพูทวีปให้เป็นลำตัว

[๔๓๘]

แสดงมหาสมุทรด้านทิศใต้ให้เป็นกำหาง

กิ่งไม้ต่างๆ ให้เป็นขนปีก

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ให้เป็นนัยน์ตา

ภูเขาพระสุเมรุให้เป็นหงอน

[๔๓๙]

แสดงภูเขาจักรวาลให้เป็นจะงอยปาก

นำต้นหว้าพร้อมทั้งราก

เข้ามาใกล้แล้วไหว้และพัดวีพระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๒, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๑๐๐๗-๑๐๑๖/๖๕๓-๖๖๕

[๔๔๐]

แสดงเป็นช้าง ม้า ภูเขา ทะเล ดวงจันทร์

ดวงอาทิตย์ ภูเขาพระสุเมรุและเป็นท้าวสักกจอมเทพ

[๔๔๑]

กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระวีรเจ้า

ผู้มีพระจักษุ ทรงเป็นผู้นำของนรชน

หม่อมฉันทั้งหลายผู้ทรงไว้ซึ่งยศ

ซึ่งสำเร็จแล้วด้วยกุศลธรรมที่อบรมมานานเพื่อพระองค์

ขอกราบพระยุคลบาท

[๔๔๒]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลาย

เป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุ และมีความชำนาญในเจโตปริยญาณ

[๔๔๓]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันทั้งหลายก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๔๔๔]

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ

ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ของหม่อมฉันทั้งหลาย

เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

[๔๔๕]

การพบพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของโลก พระองค์ก็ได้แสดงแล้วแก่หม่อมฉันทั้งหลาย

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการจำนวนมากของหม่อมฉันทั้งหลาย

ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๔๖]

ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เป็นพระมุนี

ขอพระองค์พึงหวนระลึกถึงกุศลกรรมเก่า

ของหม่อมฉันทั้งหลายเถิด

หม่อมฉันทั้งหลายสั่งสมบุญไว้ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๔๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันทั้งหลาย

งดเว้นอนาจารในสถานที่ไม่สมควร

แม้ชีวิตก็ยอมสละแล้วเพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๔๘]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย

เพื่อต้องการให้เป็นภรรยาของผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๔๔๙]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย

เพื่ออุดหนุนผู้อื่นหลายพันโกฏิกัป

ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๔๕๐]

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ประทานหม่อมฉันทั้งหลาย

เพื่อประโยชน์เป็นอาหารหลายพันโกฏิกัป

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

หม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยเสียใจในเรื่องนั้นเลย

[๔๕๑]

หม่อมฉันทั้งหลายยอมสละชีวิตหลายพันโกฏิกัป

ด้วยคิดว่าจักทำความพ้นภัย จึงยอมสละชีวิต

[๔๕๒]

ข้าแต่พระมหามุนี

หม่อมฉันทั้งหลายไม่เคยหวงเครื่องประดับ

ผ้านานาชนิดที่ติดตัวอยู่ และภัณฑะของหญิง

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๕๓]

ข้าแต่พระมหามุนี ทรัพย์ ข้าวเปลือก

ปัจจัยเครื่องบริจาค บ้าน นิคม ไร่ นา

บุตร ธิดา หม่อมฉันทั้งหลายก็บริจาคแล้ว

[๔๕๔]

ช้าง ม้า โค ทาสี นางบำเรอ มากมายนับไม่ถ้วน

หม่อมฉันทั้งหลายก็บริจาคแล้ว เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๕๕]

พระองค์ทรงปรึกษาหม่อมฉันทั้งหลายว่า

‘เราทั้งหลายจะให้ทานแก่พวกยาจก’

เมื่อพระองค์ให้ทานที่ประเสริฐอยู่

หม่อมฉันทั้งหลายก็ไม่เคยเสียใจ

[๔๕๖]

ข้าแต่พระมหาวีระ หม่อมฉันทั้งหลาย

ยอมรับทุกข์ทรมานมากมายหลายอย่างจนนับไม่ถ้วน

ในสงสารเป็นอเนก ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๕๗]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายได้รับความสุข

ย่อมอนุโมทนา และคราวที่ได้รับทุกข์ก็ไม่เสียใจ

เป็นผู้ยินดีแล้วทุกอย่าง เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

[๔๕๘]

ข้าแต่พระมหามุนี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญธรรม

โดยมรรคที่สมควร เสวยสุขและทุกข์แล้ว

ได้บรรลุซึ่งพระโพธิญาณ

[๔๕๙]

การที่พระองค์และหม่อมฉันทั้งหลายพบพระสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าพรหมเทพ

และพระนามว่าโคดมแล้วพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นที่พึ่งสัตว์โลกเหล่าอื่นอีกก็มาก

[๔๖๐]

ข้าแต่พระมหามุนี อธิการของหม่อมฉันทั้งหลายมีมาก

เพื่อประโยชน์แก่พระองค์

เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาพุทธธรรมอยู่

หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้เป็นบาทบริจาริกาของพระองค์

[๔๖๑]

ใน ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป

พระมหาวีระพระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๔๖๒]

ประชาชนในปัจจันตประเทศต่างมีใจยินดี

ทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว

ช่วยกันแผ้วถางทางซึ่งเป็นที่เสด็จพุทธดำเนิน

[๔๖๓]

ครั้งนั้น พระองค์เกิดเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ

กำลังตกแต่งหนทางเพื่อพระสุคต

ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงกำลังเสด็จมา

[๔๖๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันทั้งหลายทั้งหมด

ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์

ถือดอกไม้ที่เกิดจากข้อไปสู่สมาคม

[๔๖๕]

สมัยนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ผู้มีบริวารยศมาก เป็นพระมหาวีระ

ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสผู้มีใจสูง

[๔๖๖]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรกำลังทรงประกาศกรรม

ของสุเมธดาบส ยกย่องฤาษีผู้มีใจสูงอยู่

แผ่นดินก็ไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

[๔๖๗]

เทพกัญญา มนุษย์ และหม่อมฉันทั้งหลาย

พร้อมทั้งเทวดา พากันใช้สิ่งของที่ควรบูชาต่างๆ

บูชาแล้วปรารถนา

[๔๖๘]

พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามว่าทีปังกร

ทรงพยากรณ์เขาเหล่านั้นว่า

‘ในวันนี้ ชนเหล่าใดมีความปรารถนา

ชนเหล่านั้นจักสำเร็จพร้อมหน้ากัน

[๔๖๙]

ในกัปซึ่งหาประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระดำรัสใดแก่หม่อมฉันทั้งหลาย

หม่อมฉันทั้งหลายเมื่ออนุโมทนาพระดำรัสนั้น

จึงเป็นผู้ทำอย่างนี้

[๔๗๐]

หญิงทั้งหลายทำจิตให้เลื่อมใสในกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

จึงได้บังเกิดในกำเนิดเทวดาและมนุษย์นับชาติไม่ถ้วน

[๔๗๑]

ครั้นเสวยสุขและทุกข์ในเทวดาและมนุษย์แล้ว

เมื่อถึงภพสุดท้าย จึงมาเกิดในศากยตระกูล

[๔๗๒]

มีรูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศ และศีล

สมบูรณ์ด้วยองค์สมบัติทั้งปวง

ได้รับสักการะอย่างยิ่งในตระกูลทั้งหลาย

[๔๗๓]

พรั่งพร้อมไปด้วยโลกธรรม คือ ลาภ สรรเสริญ สักการะ

มีจิตไม่ประกอบด้วยทุกข์ อยู่อย่างผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

[๔๗๔]

สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

‘ในครั้งนั้น พระองค์ทรงแสดงอุปการะของนารีทั้งหลาย

ไว้ภายในพระราชมณเฑียรและในขัตติยบุรีว่า

[๔๗๕]

นารีผู้มีอุปการะ ๑ นารีผู้เป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑

นารีผู้แนะนำประโยชน์ให้ ๑ นารีผู้ทำความอนุเคราะห์ให้ ๑

[๔๗๖]

บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต

ไม่ควรประพฤติธรรมให้ทุจริต

เพราะบุคคลผู้ประพฤติธรรม

ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า’

[๔๗๗]

หม่อมฉันทั้งหลายละการครองเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต

ยังไม่ทันถึงกึ่งเดือนก็ได้บรรลุสัจจะ ๔

[๔๗๘]

คนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

และปัจจัยมากมาย เข้ามาถวายหม่อมฉันทั้งหลาย

เหมือนคลื่นในมหาสมุทร

[๔๗๙]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันทั้งหลายก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันทั้งหลายก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันทั้งหลายตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๔๘๐]

การที่หม่อมฉันทั้งหลายมาในสำนัก

ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันทั้งหลายได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๔๘๑]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๔๘๒]

หม่อมฉันทั้งหลายได้รับทุกข์หลายอย่าง

และสุขสมบัติหลายอย่าง

ถึงความเป็นผู้บริสุทธิ์

ได้สมบัติทุกอย่าง ด้วยประการฉะนี้

[๔๘๓]

บุคคลผู้ถวายตนของตนแด่พระพุทธเจ้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เพื่อต้องการบุญก็ย่อมพรั่งพร้อมด้วยสหาย

บรรลุพระนิพพานซึ่งเป็นอสังขตะ

[๔๘๔]

กรรมทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคตสิ้นไปแล้ว

กรรมทั้งปวงของหม่อมฉันทั้งหลายสิ้นแล้ว

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

หม่อมฉันทั้งหลายขอกราบไหว้พระยุคลบาท

[๔๘๕]

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘เมื่อเธอทั้งหลายบอกลาเพื่อจะนิพพาน

เราจะกล่าวอะไรให้มากเล่า

บุคคลที่เป็นทาสที่นับว่าสัตว์ก็บรรลุถึงอมตบทแล้ว’

ได้ทราบว่า ภิกษุณี ๑๘,๐๐๐ รูปมีพระยโสธราเถรีเป็นประธาน ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้

อัฏฐารสเถรีสหัสสานมปทานที่ ๑๐ จบ

กุณฑลเกสีวรรคที่ ๓ จบบริบูรณ์

รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทาน ๒. กีสาโคตมีเถริยาปทาน

๓. ธัมมทินนาเถริยาปทาน ๔. สกุลาเถริยาปทาน

๕. นันทาเถริยาปทาน ๖. โสณาเถริยาปทาน

๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน ๘. ยโสธราเถริยาปทาน

๙. ทสสหัสสเถริยาปทาน ๑๐. อัฏฐารสเถรีสหัสสานมปทาน

ในวรรคนี้ บัณฑิตนับจำนวนคาถาได้ ๔๗๘ คาถา

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๙. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๓. กุณฑลเกสวรรคหัวข้อถัดไป๑. อัฏฐารสหัสสขัตติยกัญญาเถริยาปทาน