ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๔. ขัตติยกัญญาวรรค
  12. /
  13. ๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทาน

๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๗๔ · บรรทัด ๖๓๖๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. สิงคาลมาตุเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสิงคาลมาตาเถรี

(พระสิงคาลมาตาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๘๒]

พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ

ผู้ถึงความสำเร็จแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

[๘๓]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลอำมาตย์

ที่รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ

เป็นตระกูลมั่งคั่ง เจริญ มีทรัพย์มาก ในกรุงหงสวดี

[๘๔]

หม่อมฉันมีมหาชนห้อมล้อมไปกับบิดา

ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว บวชเป็นบรรพชิต

[๘๕]

ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทางกาย

ละวจีทุจริต ชำระอาชีวะให้บริสุทธิ์

[๘๖]

มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า และพระธรรม

และมีความเคารพอย่างแรงกล้าในพระสงฆ์

ขวนขวายในการฟังพระสัทธรรม

มีการได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นปกติ

[๘๗]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังภิกษุณีรูปหนึ่ง

ซึ่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุต

จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นแล้วบำเพ็ญไตรสิกขา ๑- ให้บริบูรณ์

[๘๘]

ครั้งนั้น พระสุคตผู้มีพระอัธยาศัย

ประกอบด้วยพระกรุณา ตรัสกับหม่อมฉันว่า

‘บุคคลผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวตั้งมั่นดีในพระตถาคต

มีศีลดีงามที่พระอริยเจ้าใคร่และสรรเสริญ

[๘๙]

มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง

นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า

เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์’

[๙๐]

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา

เมื่อมาระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ปสาทะ(ความเลื่อมใส)

และความเห็นที่ชอบธรรม

[๙๑]

หม่อมฉันได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว มีความเบิกบานใจ

ได้ทูลถามถึงความปรารถนาของหม่อมฉัน

ในครั้งนั้น พระสุคตผู้ทรงเป็นผู้นำชั้นวิเศษ

ทรงมีปัญญาไม่ต่ำต้อย มีพระคุณนับไม่ถ้วน

ทรงพยากรณ์ว่า ‘เธอเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้มีธรรมอันงาม

จักได้ตำแหน่งนั้นที่เธอปรารถนาไว้แล้ว

[๙๒]

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ นับจากกัปนี้ไป

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชตระกูลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

@เชิงอรรถ :

@๑ ไตรสิกขา หมายถึงศีล สมาธิ และปัญญา (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๗๒)

[๙๓]

สตรีผู้นี้จักมีนามว่าสิงคาลมาตา

เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

เป็นสาวิกาของพระศาสดาพระองค์นั้น’

[๙๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว

เป็นผู้มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา

ปรนนิบัติพระชินเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำ

ด้วยการปฏิบัติทั้งหลายจนตลอดชีวิต

[๙๕]

ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้ทำไว้ดีแล้วนั้น

และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๙๖]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐี

มีความเจริญรุ่งเรือง สั่งสมรัตนะไว้เป็นอันมาก

ในกรุงราชคฤห์ ที่ประเสริฐสุด

[๙๗]

บุตรของหม่อมฉันชื่อสิงคาลมาณพ มีความเห็นผิด

แล่นไปสู่มิจฉาทิฏฐิ มุ่งแต่การบูชาทิศ

[๙๘]

นอบน้อมทิศต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำวิเศษ

เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร

ทอดพระเนตรเห็นเขาแล้ว ประทับยืนโอวาทที่หนทาง

[๙๙]

เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรม บุตรของหม่อมฉัน

ส่งเสียงร้อง น่าประหลาดใจ

บุรุษสตรี ๒ โกฏิได้บรรลุธรรม

[๑๐๐]

ครั้งนั้น หม่อมฉันได้เข้าไปยังที่ประชุมนั้น

ฟังภาษิตของพระสุคตแล้ว

ได้บรรลุโสดาปัตติผล ออกบวชเป็นบรรพชิต

[๑๐๑]

ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นปกติ

เจริญพุทธานุสสติอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๑๐๒]

หม่อมฉันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นประจำ

เห็นพระรูปซึ่งเป็นที่เพลิดเพลินนัยนาก็ยังไม่เบื่อ

[๑๐๓]

หม่อมฉันไม่เบื่อพระรูปที่เกิดจากบารมีทั้งปวง

เป็นที่อยู่อาศัยแห่งสิริที่ประเสริฐ

พรั่งพร้อมด้วยความงามทุกอย่าง

[๑๐๔]

พระชินเจ้าทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น

จึงทรงตั้งหม่อมฉันผู้เป็นมารดาของสิงคาลมาณพไว้

ในเอตทัคคะว่า ‘เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุต’

[๑๐๕]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ

[๑๐๖]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี

[๑๐๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ

ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ของหม่อมฉันที่มีอยู่

ล้วนเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

[๑๐๘]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๐๙]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๑๐]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

สิงคาลมาตาเถริยาปทานที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. อุปลทายิกาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔. ขัตติยกัญญาวรรคหัวข้อถัดไป๕. สุกกาเถริยาปทาน