ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีอปทาน
  10. /
  11. ๔. ขัตติยกัญญาวรรค
  12. /
  13. ๕. สุกกาเถริยาปทาน

๕. สุกกาเถริยาปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๗๕ · บรรทัด ๖๔๒๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. สุกกาเถริยาปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระสุกกาเถรี

(พระสุกกาเถรี เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๑๑]

ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำพระนามว่าวิปัสสี

มีพระวรกายงดงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๑๒]

ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงพันธุมดี

ได้ฟังธรรมของพระมุนีแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต

[๑๑๓]

เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปฏิภาณ

กล่าวธรรมีกถาอย่างไพเราะ

ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้า

[๑๑๔]

ครั้งนั้น หม่อมฉันกล่าวธรรมเพื่อประโยชน์แก่หมู่ชนทุกสมัย

หม่อมฉันจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดเป็นเทพธิดาผู้มียศในสวรรค์ชั้นดุสิต

[๑๑๕]

ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป

พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี มีพระรัศมีเปรียบด้วยเปลวเพลิง

ส่องโลกให้รุ่งเรืองด้วยยศ

ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๑๖]

แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาดในพุทธศาสนา

ทำพระพุทธพจน์ให้กระจ่างแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๑๗]

ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป

พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำพระนามว่าเวสสภู

มีพระปรีชาญาณมาก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างในภพก่อน

[๑๑๘]

ออกบวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม

ช่วยประกาศคำสั่งสอนของพระชินเจ้าให้รุ่งเรืองแล้ว

ไปเกิดในเมืองแห่งเทพที่น่ายินดี ได้เสวยความสุขมาก

[๑๑๙]

ในภัทรกัปนี้ พระชินเจ้าผู้สูงสุดพระนามว่ากกุสันธะ

ทรงเป็นผู้สูงสุดแห่งนระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างในภพก่อน

[๑๒๐]

ออกบวชแล้ว ช่วยประกาศคำสั่งสอน

ของพระชินเจ้าให้รุ่งเรืองอยู่จนตลอดชีวิต

จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนไปสู่ที่อยู่ของตน

[๑๒๑]

ในกัปนี้เอง พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำ

พระนามว่าโกนาคมนะ ประเสริฐกว่าเจ้าลัทธิทั้งหลาย

เป็นผู้สูงสุดแห่งสรรพสัตว์ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๒๒]

แม้ครั้งนั้น หม่อมฉันก็ออกบวชในศาสนาของพระองค์

ผู้คงที่ เป็นพหูสูต ทรงธรรม

ช่วยประกาศคำสั่งสอนของพระชินเจ้าให้รุ่งเรือง

[๑๒๓]

ในกัปนี้เอง พระมุนีพระนามว่ากัสสปะ

เป็นศาสดาผู้ประเสริฐ เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก

ไม่มีข้าศึกคือกิเลส ถึงที่สุดแห่งมรณธรรม เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๒๔]

หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า

ทรงเป็นนระ ผู้เป็นปราชญ์พระองค์นั้น

ศึกษาพระสัทธรรมอย่างคล่องแคล่ว

มีความแกล้วกล้าในปริปุจฉา ๑-

[๑๒๕]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย

ฉลาดในไตรสิกขา กล่าวธรรมเป็นอันมากจนตลอดชีวิต

[๑๒๖]

ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นและด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๒๗]

บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย

หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่เจริญมั่งคั่ง

สั่งสมรัตนะมากมาย ในกรุงราชคฤห์ที่ประเสริฐสุด

[๑๒๘]

เมื่อพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นผู้นำ

มีภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปห้อมล้อม

ท้าวสหัสสนัยน์สรรเสริญแล้ว เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์

[๑๒๙]

พระผู้มีพระภาคทรงฝึกอินทรีย์แล้ว

พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดั่งแท่งทอง

เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ พร้อมทั้งพระขีณาสพ

ผู้เป็นปุราณชฎิล ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว

พ้นเด็ดขาดจากสรรพกิเลส

@เชิงอรรถ :

@๑ ปริปุจฉา หมายถึงการถาม การไต่สวน

[๑๓๐]

หม่อมฉันได้เห็นพุทธานุภาพ

และได้ฟังธรรมซึ่งเป็นที่สั่งสมคุณแล้ว

ทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมาก ๑-

[๑๓๑]

ต่อมา หม่อมฉันได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

ในสำนักของพระธรรมทินนาเถรี

[๑๓๒]

หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายได้ในขณะที่กำลังปลงผม

บวชแล้วไม่นาน ก็ศึกษาศาสนธรรมได้อย่างทั่วถึง

[๑๓๓]

ต่อจากนั้น ได้แสดงธรรมในสมาคมแห่งมหาชน

เมื่อหม่อมฉันกำลังแสดงธรรมอยู่

การบรรลุธรรมก็ได้มี

[๑๓๔]

มียักษ์ตนหนึ่ง ได้ทราบการตรัสรู้ธรรมนั้น

ของสัตว์หลายพันแล้ว เกิดอัศจรรย์ใจ

เลื่อมใสต่อหม่อมฉันได้ไปยังกรุงราชคฤห์

[๑๓๕]

มนุษย์ทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ที่ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้

พระเถรีชื่อว่าสุกกา ผู้แสดงอมตบทอยู่

หม่อมฉันจะให้ดื่มอมตบทเหมือนดื่มน้ำผึ้งได้อย่างไร

[๑๓๖]

ก็แลพวกเขาผู้มีปัญญา คงจะดื่มอมตบทนั้น

อันมีสภาพไม่ถอยกลับ ให้เกิดความชื่นใจมีโอชาได้

เหมือนคนเดินทางไกลแสวงหาน้ำดื่ม

[๑๓๗]

ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์

ในทิพพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ

@เชิงอรรถ :

@๑ พลธรรม หมายถึงธรรมอันเป็นกำลัง มี ๕ อย่าง (๑) สัทธา(ความเชื่อ) (๒) วิริยะ(ความเพียร)

@(๓) สติ(ความระลึกได้) (๔) สมาธิ(ความตั้งจิตมั่น) (๕) ปัญญา(ความรู้แจ้ง) (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๑/๓๓๕)

[๑๓๘]

รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุหม่อมฉันก็ชำระให้หมดจดแล้ว

อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๑๓๙]

ข้าแต่พระมหาวีระ อัตถปฏิสัมภิทาญาณ

ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ

และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ของหม่อมฉันที่มีอยู่

ล้วนเกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์

[๑๔๐]

กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

หม่อมฉันตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๔๑]

การที่หม่อมฉันมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ หม่อมฉันได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๑๔๒]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ หม่อมฉันก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หม่อมฉันก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า พระสุกกาภิกษุณีได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้

สุกกาเถริยาปทานที่ ๕ จบ

ภาณวารที่ ๕ จบบริบูรณ์

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔. ขัตติยกัญญาวรรคหัวข้อถัดไป๖. อภิรูปนันทาเถริยาปทาน