ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. พุทธวงศ์
  8. /
  9. รัตนะจงกรมกัณฑ์

รัตนะจงกรมกัณฑ์

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๘๑ · บรรทัด ๖๖๕๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย พุทธวงศ์

__________________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. รตนจังกมนกัณฑ์

ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงเนรมิตที่จงกรมแก้ว

[๑]

ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่แห่งชาวโลก

ได้ประนมมือทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาค

ผู้ไม่มีใครประเสริฐยิ่งไปกว่า

สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ๑- มีอยู่ในโลกนี้

ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์หมู่สัตว์นี้แสดงธรรมเถิด

พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นใหญ่แห่งชาวโลก เป็นผู้สูงสุดแห่งนระ

อันหมู่พรหมประนมมือทูลอาราธนาว่า

‘สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นปราชญ์ มีธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ในโลกนี้

ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์หมู่สัตว์นี้แสดงธรรมเถิด

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ

ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรม ขอพระองค์โปรดแสดงอมตบท

ขอพระสุคตโปรดแสดงธรรมเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกเถิด’

[๒]

พระตถาคต ผู้หาบุคคลเปรียบมิได้

ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ๒- ผู้คงที่

@เชิงอรรถ :

@๑ ธุลีในดวงตาน้อย หมายถึงมีธุลีคือราคะ โทสะ โมหะ ปิดบังดวงตาคือปัญญาเบาบาง (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑/๑๘)

@๒ วิชชา หมายถึงวิชชา ๓ และวิชชา ๘, จรณะ หมายถึงจรณะ ๑๕ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒/๒๐-๒๑)

ผู้ทรงความรุ่งเรือง ทรงไว้ซึ่งพระวรกายครั้งสุดท้าย

ทรงเกิดความกรุณาในสรรพสัตว์

พระผู้มีพระภาค ผู้ศาสดา

ทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า

‘พรหม สัตว์เหล่าใดผู้มีโสตประสาท

จงปล่อยศรัทธามาเถิด

เรามิได้ปิดประตูอมตธรรมแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น

เพราะเรารู้สำคัญว่าจะลำบาก

จึงมิได้แสดงธรรมที่ประณีต

คล่องแคล่วในหมู่มนุษย์‘ ๑-

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่ามุนี

เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เหล่าเวไนยสัตว์ ๒-

จึงเสด็จออกจากโคนต้นอชปาลนิโครธ

เสด็จถึงกรุงพาราณสี โดยการเสด็จดำเนินไปตามลำดับ

ก็ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ประเสริฐนั้น

และทรงประกาศพระธรรมจักร

คือทุกขสัจ สมุทยสัจ นิโรธสัจ

และมรรคสัจ อันสูงสุด แก่ปัญจวัคคีย์

ในกาลนั้น พระผู้พระภาคทรงประกาศพระธรรมจักรนั้นแล้ว

ฤาษีปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พร้อมด้วยหมู่พรหม

และเทวดาประมาณ ๑๘ โกฏิ

ได้บรรลุธรรมในการประชุมครั้งแรก

สมัยต่อมาฤาษีปัญจวัคคีย์ทั้งหมด

คือโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

@เชิงอรรถ :

@๑ ม.มู. (แปล) ๑๒/๒๘๓/๓๐๘ และดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๙/๑๕, ที.ม. (แปล) ๑๐/๗๑/๔๑,

@สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๗๒/๒๓๒

@๒ เวไนยสัตว์ หมายถึงเหล่าสัตว์ที่จะแนะนำให้บรรลุอรหัตตมรรคได้ (ขุ.อป.อ. ๒/๙๙/๓๑๕)

พร้อมด้วยหมู่พรหมและเทวดาประมาณ ๑๘ โกฏิ

อันพระผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้วิเศษโดยลำดับ ในกาลนั้น

โสดาปัตติผลได้มี(แก่เหล่าเทวดา)ในการประชุมครั้งแรก

ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงกรุงราชคฤห์

โดยการเสด็จดำเนินไปตามลำดับ

พระพุทธองค์ผู้ประเสริฐกว่ามุนี

ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร

ฝ่ายพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับความนั้น

ได้เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค

มีบริวารเป็นจำนวนมากถึง ๑๑ นหุต

พระองค์ทรงใช้ประทีป ของหอม ธูป

และดอกไม้เป็นต้นบูชาพระผู้มีพระภาค

ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาค

ทรงแสดงกามาทีนวกถา(ว่าด้วยโทษของกาม)

ในเวลาจบพระธรรมเทศนาครั้งนั้น

สัตว์ประมาณ ๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประมุขได้บรรลุธรรม

พระราชบิดาได้ทรงสดับความนั้น จึงทรงส่งทูตไป ๙ นาย

ทูตเหล่านั้นพร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐

ทูลขอบรรพชากับพระมุนี ทูตเหล่านั้น

พร้อมด้วยบริวารทั้ง ๙,๐๐๐ ได้บรรลุอรหัตตผล

ครั้งสุดท้าย กาฬุทายีอำมาตย์กับบริวาร ๑,๐๐๐

ถือเพศภิกษุแล้ว นิมนต์พระผู้มีพระภาค

พระศากยมุนีผู้ประเสริฐ ทรงรับนิมนต์แล้ว

เสด็จดำเนินไปตามทางใหญ่

เสด็จพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป

พระพุทธองค์เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์

โดยการเสด็จดำเนินไปตามลำดับ

ได้ทรงทำปาฏิหาริย์ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโรหิณี

พระผู้มีพระภาคผู้ศากยมุนี ผู้ประเสริฐ

ประทับนั่งท่ามกลางบัลลังก์นั้น

แสดงมหาเวสสันดรชาดก แก่พระราชบิดาท่ามกลางบัลลังก์นั้น

สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม

[๓]

(พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า)

มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาเหล่านี้ไม่รู้ว่า

พระพุทธเจ้าผู้เป็นผู้สูงสุดแห่งนรชนนี้เป็นเช่นไร

พระพุทธเจ้าผู้ทรงประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก

ทรงมีกำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเช่นไร มีพุทธพลัง ๑- เช่นไร

[๔]

มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาเหล่านี้ไม่รู้ว่า

พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดแห่งนรชนนี้เป็นเช่นนี้

พระพุทธเจ้าผู้ทรงประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก

ทรงมีกำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเช่นนี้ มีพุทธพลังเช่นนี้

[๕]

เอาละ เราจักแสดงพุทธพลังอันยอดเยี่ยม

จักเนรมิตที่จงกรมซึ่งประดับด้วยรัตนะในนภากาศ”

[๖]

เทวดาประจำภาคพื้น เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา

ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี

ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี และเทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม

ต่างก็ยินดี ได้พากันส่งเสียงอื้ออึงกึกก้อง

[๗]

พื้นแผ่นดินพร้อมทั้งเทวโลกสว่างไสว

โลกันตนรกจำนวนมากที่ไม่เชื่อมติดกัน

และความมืดอันหนาทึบถูกขจัดไปในกาลนั้น

เพราะเห็นปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์

@เชิงอรรถ :

@๑ พุทธพลัง หมายถึงพุทธานุภาพ ทศพลญาณ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๓/๕๒)

[๘]

แสงสว่างเจิดจ้าอย่างโอฬาร ได้เกิดแผ่ซ่านไปในโลกทั้ง ๒

คือในโลกนี้และโลกอื่นพร้อมด้วยเทวดา

คนธรรพ์ มนุษย์ และรากษส

แผ่ไปตลอดพื้นที่กว้างขวางทั้งเบื้องล่าง เบื้องบน และเบื้องขวาง

[๙]

พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเหล่าสัตว์ ไม่มีใครประเสริฐยิ่งไปกว่า

ทรงเป็นผู้นำวิเศษ อันเทวดาและมนุษย์บูชา

ทรงมีอานุภาพมาก มีบุญลักษณะนับร้อย

ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๑- ที่น่าอัศจรรย์

ในสมาคมนั้น พระชินเจ้าผู้พระศาสดา

เสด็จเหาะขึ้นในนภากาศแล้ว

ทรงเนรมิตภูเขาสิเนรุราชให้เป็นที่จงกรมที่รื่นรมย์

ทวยเทพในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาลนมัสการพระตถาคตแล้ว

กระทำการบูชาพุทธเจ้าในสำนักของพระชินเจ้า

[๑๐]

ครั้งนั้น พระศาสดาผู้มีพระจักษุ

เป็นผู้สูงสุดแห่งนรชน ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

อันท้าวสหัมบดีพรหมผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทูลอาราธนาแล้ว

ทรงพิจารณาเห็นประโยชน์

ทรงเนรมิตที่จงกรมอันสำเร็จด้วยรัตนะทุกชนิดสำเร็จดีแล้ว

[๑๑]

พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ทรงมีความชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ อย่างคือ

อิทธิปาฏิหาริย์ ๒- อาเทสนาปาฏิหาริย์ ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ ปาฏิหาริย์ หมายถึงการกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้ การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ หรือ

@การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์

@๒ อิทธิปาฏิหาริย์ หมายถึงปาฏิหาริย์คือฤทธิ์, แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ (ที.สี. (แปล) ๙/๔๘๔/๒๑๔-๒๑๕,

@ขุ.ปฏิ. (แปล) ๓๑/๓๐/๕๘๗)

@๓ อาเทสนาปาฏิหาริย์ หมายถึงปาฏิหาริย์คือการทายใจ, รอบรู้กระบวนการของจิตจนสามารถกำหนด

@อาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้อง เป็นอัศจรรย์

@(ที.สี. (แปล) ๙/๔๘๕/๒๑๕-๒๑๖, ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๗๕, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๓๐/๕๘๗-๕๘๘)

และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ๑-

ทรงเนรมิตที่จงกรมอันสำเร็จด้วยรัตนะทุกชนิดสำเร็จดีแล้ว

[๑๒]

ทรงแสดงภูเขาสิเนรุซึ่งสูงสุดในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล

เป็นดุจเสาเรียงกันไปตามลำดับในที่จงกรมซึ่งทำด้วยรัตนะ

[๑๓]

พระชินเจ้าทรงเนรมิตที่จงกรมเลยขอบปากหมื่นจักรวาล

ชานทั้ง ๒ ด้าน ที่จงกรมที่สำเร็จด้วยรัตนะ สำเร็จด้วยทองคำล้วน

[๑๔]

ทรงเนรมิตไพที ๒- ทองคำล้วน ลาดด้วยแผ่นทองคำ

อันเหมาะสมแก่ขื่อและเต้าไว้ทั้ง ๒ ข้าง

[๑๕]

รัตนจงกรมที่ทรงเนรมิต เกลื่อนไปด้วยทรายแก้วมณี

ทรายแก้วมุกดา สว่างไปทั่วทิศ เหมือนดวงอาทิตย์อุทัย

[๑๖]

พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์

มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ๓-

ทรงเปล่งปลั่งด้วยพระรัศมีที่รุ่งเรือง

เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมนั้น

[๑๗]

เทพทั้งปวงที่มาประชุมกัน

ต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม

และดอกปาริฉัตตกะอันเป็นทิพย์ลงบนที่จงกรม

[๑๘]

เทพทั้งหลายในหมื่นจักรวาล

ได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นจึงได้มาประชุมกัน

ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ หมอบลงกราบ

[๑๙]

เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต

ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

@เชิงอรรถ :

@๑ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ หมายถึงคำสอนเป็นอัศจรรย์

@๒ ดูเชิงอรรถหน้า ๘๖ ในเล่มนี้

@๓ ดูเชิงอรรถหน้า ๑๐ ในเล่มนี้

ต่างก็มีจิตเบิกบาน มีใจดี

พากันมองดูพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๒๐]

นาค ครุฑ หรือแม้กินนร พร้อมด้วยเหล่าเทวดา

คนธรรพ์ มนุษย์ และรากษส ต่างก็ได้เห็นพระศาสดา

ผู้ทรงเกื้อกูล อนุเคราะห์สัตว์โลก

เหมือนดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในนภากาศ

[๒๑]

เหล่าอาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหม

และอกนิฏฐพรหม ต่างองค์ก็นุ่งผ้าขาวล้วนยืนประนมมือ

[๒๒]

ต่างก็โปรยปรายดอกไม้ ๕ สี และดอกมณฑารพ ๑-

ที่เจือด้วยกระแจะจันทน์ และพากันโบกผ้าอยู่บนท้องฟ้า

ครั้งนั้น ทั้งหมดต่างก็เปล่งเสียงว่า

น่าอัศจรรย์ พระชินเจ้าผู้ทรงเกื้อกูล อนุเคราะห์สัตว์โลก

[๒๓]

พระองค์ผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์

ทรงเป็นพระศาสดา ปรากฏดังเสาธง

เป็นหลักชัย เป็นที่พึ่งอาศัย และเป็นประทีปของปวงสัตว์

[๒๔]

เทวดาทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นจักรวาล ๒-

ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ พากันแวดล้อมถวายบังคม

[๒๕]

เทพบุตรและเทพกัญญา ต่างก็เลื่อมใส

มีใจยินดี พากันบูชาพระผู้องอาจกว่านรชน ด้วยดอกไม้ ๕ สี

[๒๖]

เทวดาทั้งหลาย ได้เห็นพระศาสดาพระองค์นั้น

ต่างก็เลื่อมใส มีใจยินดี

พากันบูชาพระองค์ผู้องอาจกว่านรชน

ด้วยดอกไม้ ๕ สี แล้วเปล่งเสียงว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ดอกมณฑารพ หมายถึงดอกไม้ทิพย์ (ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๙๙/๑๔๘)

@๒ ในหมื่นจักรวาล แปลมาจากศัพท์ว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุยา (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๒/๖๔)

[๒๗]

‘โอ! น่าอัศจรรย์ ขนพองสยองเกล้า

ไม่เคยปรากฏในโลก ความอัศจรรย์

ขนพองสยองเกล้าเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏ’

[๒๘]

เทวดาเหล่านั้นนั่งอยู่ในภพของตนๆ

ได้เห็นความอัศจรรย์ในนภากาศแล้ว

พากันหัวเราะดังลั่น

[๒๙]

เหล่าภุมมเทวดาที่ประจำอยู่ตามต้นไม้

และอากาสัฏฐเทวดาที่ประจำอยู่ตามดวงดาว

ต่างก็มีความยินดีร่าเริงบันเทิงใจ พากันประนมมือนมัสการ

[๓๐]

แม้พวกนาคที่มีอายุยืน มีบุญญาธิการ มีฤทธิ์มาก

ต่างก็มีความบันเทิงใจ นมัสการ

บูชาพระศาสดาเป็นผู้สูงสุดแห่งนรชน

[๓๑]

บรรเลงสังคีต ตีกลองกันอยู่ในอากาศกลางเวหา

เพราะเห็นเหตุอัศจรรย์ในนภากาศ

[๓๒]

เทวดาจำนวนมาก เป่าสังข์ แกว่งบัณเฑาะว์

เคาะมโหระทึก บรรเลงอยู่ในนภากาศ

เพราะเห็นความมหัศจรรย์ในนภากาศ

[๓๓]

เป็นความอัศจรรย์หนอไม่เคยปรากฏ

วันนี้เกิดขนพองสยองเกล้าขึ้นแล้ว

เราทั้งหลายได้ความสำเร็จประโยชน์ที่ยั่งยืน

ขณะเราทั้งหลายให้สำเร็จเฉพาะแล้ว’

[๓๔]

เพราะได้สดับคำว่า “พุทโธ”

เทวดาเหล่านั้นเกิดปีติในขณะนั้น

ต่างก็ยืนประนมมือกล่าวว่า ‘พุทโธ พุทโธ‘

[๓๕]

สัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในฟากฟ้า

ต่างก็ประนมมือเปล่งเสียงสาธุการดังกระหึ่ม

และเสียงโห่ร้องบันลือลั่น

[๓๖]

นาคทั้งหลายต่างก็ขับร้อง ประสานเสียง

ประโคม ปรบขนด ฟ้อนรำ

และต่างก็โปรยปรายดอกไม้ ๕ สี และดอกมณฑารพ

ที่เจือด้วยกระแจะจันทน์

[๓๗]

กราบทูลว่า ‘ข้าแต่พระมหาวีระ

ที่พระยุคลบาทของพระองค์มีจักรลักษณะเป็นรูปธงชัย

รูปธงปฏาก รูปวชิราวุธ รูปแว่นแก้ว และรูปขอ

[๓๘]

ไม่มีใครเทียบกับพระองค์ได้ในเพราะรูปกาย

ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ

อนึ่ง ไม่มีใครเสมอเหมือนกับพระองค์ได้

ในเพราะการประกาศพระธรรมจักร

[๓๙]

กำลังกายของพญาช้าง ๑๐ เชือก

เท่ากับกำลังกายตามปกติของพระองค์

ไม่มีใครเสมอกับพระองค์ด้วยกำลังฤทธิ์

ทั้งไม่มีใครเสมอเหมือนกับพระองค์ได้

ในเพราะการประกาศพระธรรมจักร

[๔๐]

ท่านทั้งหลายจงนมัสการพระมหามุนี

ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติทุกประการ

ทรงประกอบด้วยองค์คุณทั้งปวง

ทรงมีพระกรุณา ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกอย่างนี้

[๔๑]

พระองค์ย่อมควรแก่การอภิวาท การสดุดี

การไหว้ การสรรเสริญ การนมัสการ

และการบูชาทุกอย่าง

[๔๒]

ข้าแต่พระมหาวีระ บุคคลผู้ประเสริฐที่สุด

ในบรรดาบุคคลผู้ที่ต้องไหว้

และบุคคลที่ควรไหว้ทั้งหมดในโลกเช่นกับพระองค์ไม่มี

[๔๓]

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก

เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและในฌาน ยืนอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ

ได้เห็นพระองค์ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๔๔]

มองดูพระองค์ผู้องอาจกว่านรชน

ผู้งามเหมือนต้นพญาไม้สาละที่มีดอกบานสะพรั่ง

เหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า

และเหมือนดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน

[๔๕]

เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ผู้เป็นนักปราชญ์

ซึ่งมีพระรัศมีแวดล้อมอยู่ด้านละวา

รุ่งเรืองเหมือนต้นพฤกษาประทีป

งามเด่นเหมือนดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ

[๔๖]

พระสารีบุตรได้นิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป

มีกิจอันกระทำแล้ว ผู้คงที่ ผู้เป็นพระขีณาสพ

ผู้ปราศจากมลทินให้มาประชุมกันในขณะนั้น

[๔๗]

แล้วกล่าวว่า พระชินเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์

อันทำสัตว์โลกทั้งผองให้เลื่อมใส

แม้เราทั้งหลายก็จักไปกราบไหว้พระชินเจ้า ณ ที่นั้น

[๔๘]

มาเถิด เราทั้งปวงจักไปเฝ้าพระชินเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก จักทูลถามให้บรรเทาความสงสัย

[๔๙]

ภิกษุผู้มีปัญญารักษาตน สำรวมอินทรีย์เหล่านั้น

รับคำว่า “สาธุ” แล้วต่างก็ถือบาตรและจีวร

พากันเข้าไปหา(พระสารีบุตร)อย่างรีบเร่ง

[๕๐]

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก

พร้อมด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน

ผู้ฝึกตนในการฝึกอันยอดเยี่ยม ๑- พากันไปเฝ้าด้วยฤทธิ์

[๕๑]

พระสารีบุตรผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อม

เข้าเฝ้าด้วยฤทธิ์ ดังเทวดาลอยมาในฟากฟ้า

[๕๒]

ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีวัตรงาม มีความเคารพยำเกรง

ไม่ไอ ไม่จาม พากันเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๕๓]

ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว เห็นพระสยัมภูวีรเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ลอยเด่นอยู่ในนภากาศเหมือนดวงจันทร์ในฟากฟ้า

[๕๔]

เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ผู้รุ่งเรืองดังต้นพฤกษาประทีป

เหมือนสายฟ้าในท้องฟ้า

และเหมือนดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน

[๕๕]

ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป เห็นพระพุทธเจ้า

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ดังห้วงน้ำใสแจ๋ว

และดังปทุมชาติที่กำลังบาน

[๕๖]

ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ

ประนมมือหมอบลงนอบน้อม

แทบพระยุคลบาทที่มีจักรลักษณะของพระศาสดา

[๕๗]

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก

มีผิวพรรณเสมอเหมือนดอกหงอนไก่

เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและในฌาน

ไหว้พระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๕๘]

พระมหาโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มาก

ไม่มีใครเสมอได้ด้วยกำลังฤทธิ์

@เชิงอรรถ :

@๑ อันยอดเยี่ยม หมายถึงพระอรหัตตผล (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๐-๕๑/๘๑)

มีผิวพรรณเสมอเหมือนดอกอุบลเขียว

ได้บันลือมา(ด้วยวิสัยแห่งฤทธิ์)

เหมือนเมฆในฤดูฝนคำรนอยู่

[๕๙]

แม้พระมหากัสสปเถระผู้ผิวพรรณดั่งทองที่หลอมอยู่ในเบ้า

พระศาสดาทรงสรรเสริญตั้งไว้ว่า

เป็นผู้เลิศในฝ่ายธุดงค์คุณ

[๖๐]

พระอนุรุทธเถระผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่

เลิศกว่าบรรดาภิกษุทั้งหลายฝ่ายทิพยจักษุ

เป็นพระญาติผู้ประเสริฐของพระผู้มีพระภาค ยืนอยู่ในที่ไม่ไกล

[๖๑]

พระอุบาลีเถระผู้ฉลาดในอาบัติ อนาบัติ และสเตกิจฉา

พระศาสดาทรงสรรเสริญตั้งไว้ว่า

เป็นผู้เลิศในฝ่ายพระวินัย

[๖๒]

พระเถระผู้ฤาษีปรากฏชื่อว่าปุณณมันตานีบุตร

ผู้รู้แจ้งในอรรถอันละเอียดสุขุม ๑-

ประเสริฐกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายพระธรรมกถึก เป็นหัวหน้าคณะ

[๖๓]

พระมุนีมหาวีระผู้ทรงฉลาดในอุปมา ตัดความสงสัย

ทรงทราบจิตของท่านเหล่านั้นแล้ว

จึงตรัสถึงพระคุณของพระองค์ว่า

[๖๔]

สิ่งที่นับไม่ได้ มีที่สุด

ที่บุคคลรู้ไม่ได้ ๔ อย่าง

คือ (๑) หมู่สัตว์ (๒) อากาศ (๓) อนันตจักรวาล

(๔) พระพุทธญาณที่หาประมาณมิได้

สิ่งเหล่านี้อันใครๆ ไม่อาจรู้แจ้งได้

@เชิงอรรถ :

@๑ รู้แจ้งในอรรถอันสุขุม หมายถึงญาณหยั่งรู้สัจจะ ๔ และนิพพาน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ของตน

@(ขุ.เถร.อ. ๑/๔/๕๖)

[๖๕]

การที่เราจะแสดงฤทธิ์นี้ จะอัศจรรย์อะไรในโลกเล่า

เพราะความอัศจรรย์ที่ทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างอื่น

ยังมีอยู่อีกมากมาย

[๖๖]

ในกาลใด เราเป็นเทพอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต

ในกาลนั้น เรามีชื่อว่าสันดุสิตเทพบุตร

เทวดาในหมื่นจักรวาล ได้มาประชุมกันแล้ว

ประนมมือกล่าวอัญเชิญเราว่า

[๖๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ

บัดนี้ ถึงเวลาสมควรของพระองค์แล้ว

ขอเชิญพระองค์เสด็จอุบัติในพระครรภ์มารดา

ตรัสรู้อมตบทช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลก

ให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ)เถิด

[๖๘]

ขณะเมื่อเราจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่ครรภ์นั้น

โลกธาตุมีหมื่นจักรวาล แผ่นดินก็ไหว

[๖๙]

ขณะเมื่อเรามีความรู้สึกตัว ประสูติจากพระครรภ์มารดานั้น

ทวยเทพก็พากันสาธุการ หมื่นจักรวาลก็ไหว

[๗๐]

ในการก้าวลงสู่พระครรภ์มารดา

และในการประสูติ ไม่มีใครเสมอด้วยเรา

เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในการตรัสรู้

และในการประกาศพระธรรมจักร

[๗๑]

โอ! ความอัศจรรย์ได้มีในโลก

เพราะพระพุทธเจ้าทรงพระคุณมาก

โลกธาตุมีหมื่นจักรวาลไหว ๖ ครั้ง

มีรัศมีสว่างจ้า น่าอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้า

[๗๒]

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคชินเจ้า

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

เสด็จจงกรมด้วยพระฤทธิ์ แสดงให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวโลกเห็น

[๗๓]

พระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

เสด็จจงกรมอยู่ ในที่จงกรมนั่นเอง

ตรัสธรรมีกถา ไม่เสด็จกลับในระหว่าง

เหมือนเสด็จจงกรมอยู่ในที่จงกรมเพียง ๔ ศอก

[๗๔]

พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก

เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน

ถึงความบริบูรณ์ด้วยปัญญา

ได้ทูลถามพระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

[๗๕]

ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นผู้สูงสุดแห่งนรชน

อภินิหารของพระองค์เป็นเช่นไร

ข้าแต่พระวีรเจ้า พระองค์ทรงปรารถนา

พระโพธิญาณอันสูงสุดในกาลไร

[๗๖]

ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ

สัจจะ และอธิษฐานเป็นเช่นไร เมตตาและอุเบกขาเป็นเช่นไร

[๗๗]

ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

บารมี ๑๐ เป็นอย่างไร อุปบารมี ๑๐ เต็มได้อย่างไร

และปรมัตถบารมี ๑๐ เต็มได้อย่างไร

เพราะทรงอธิษฐานกรรมอะไร เป็นอธิบดีได้อย่างไร

มีบารมีได้อย่างไร นักปราชญ์เป็นเช่นไร ในโลก

เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเป็นเช่นไร

พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม

(ธรรมที่กระทำความเป็นพระพุทธเจ้า)

ให้บริบูรณ์สิ้นเชิงได้อย่างไร’

[๗๘]

พระศาสดา ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดังเสียงนกการเวก

อันพระสารีบุตรนั้นทูลถามแล้ว ทรงพยากรณ์ให้เย็นใจ

และทรงทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง

[๗๙]

พระศาสดาทรงประกาศประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก

ที่พระพุทธชินเจ้าในอดีตทรงแสดงไว้ ทรงชมเชย

ที่นำสืบๆ กันมาของพระพุทธเจ้า

ด้วยพระพุทธญาณที่ไปตามปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกว่า

[๘๐]

ท่านทั้งหลายจงทำจิตให้เกิดปีติปราโมทย์

ให้บรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศก ให้ได้สมบัติทั้งปวงแล้วจงฟังเรา

[๘๑]

ท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามมรรคที่ย่ำยีความเมา

บรรเทาความเศร้าโศก เปลื้องตนจากสงสาร

เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง โดยความเคารพเถิด

รตนจังกมนกัณฑ์ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. เสลาเถริยาปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓พุทธวงศ์หัวข้อถัดไป๑. ทีปังกรพุทธวงศ์