ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. พุทธวงศ์
  8. /
  9. ๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑๘๒ · บรรทัด ๖๘๗๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. สุเมธกถา

ว่าด้วยสุเมธดาบส

[๑]

ใน ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป

มีนครหนึ่งชื่อว่าอมระ เป็นนครที่น่าชม น่ารื่นรมย์ใจ

[๒]

เป็นนครที่สมบูรณ์ด้วยข้าว น้ำ

ไม่ว่างเว้นจากเสียง ๑๐ ประการ

คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์

เสียงรถ(เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงเพลงขับ เสียงฉิ่ง)

และเสียงเชื้อเชิญด้วยของกินและเครื่องดื่มว่า

เชิญท่านเคี้ยวกิน เชิญท่านดื่ม

[๓]

เป็นนครที่สมบูรณ์ด้วยองค์คุณทั้งปวง

ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง

สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ

คับคั่งไปด้วยหมู่ชนต่างๆ

เป็นนครที่อุดมสมบูรณ์เหมือนเทพนคร

เป็นที่อยู่ของผู้มีบุญ

[๔]

เราเป็นพราหมณ์นามว่าสุเมธะ

อยู่ในกรุงอมรวดี สั่งสมทรัพย์ไว้หลายโกฏิ

มีทรัพย์สมบัติและธัญญาหารมากมาย

[๕]

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนตร์ จบไตรเพท

ถึงความสำเร็จในคัมภีร์ทำนายลักษณะ ๑-

และอิติหาสะ ๒- และในธรรมของตน

[๖]

นั่งอยู่ในที่สงัด คิดอย่างนี้ว่า

การเกิดในภพใหม่ และการแตกไปแห่งสรีระเป็นทุกข์

ความหลงตายเป็นทุกข์ ชีวิตถูกชราย่ำยี

[๗]

ก็ครั้งนั้น เรามีความเกิด ความแก่

ความป่วยไข้เป็นธรรมดา

เราจักแสวงหาพระนิพพาน

ที่ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม

[๘]

เอาเถิด เราควรเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย

ไม่มีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่า

เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย

[๙]

มรรคนั้นไม่อาจจะไม่เป็นเหตุ มรรคนั้นที่มีอยู่ก็จักมี

เราจักแสวงหามรรคนั้น เพื่อหลุดพ้นไปจากภพ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทำนายลักษณะ หมายถึงทำนายลักษณะหญิง ลักษณะชาย ลักษณะมหาบุรุษ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕/๑๐๘)

@๒ อิติหาสะ หมายถึงคัมภีร์พิเศษ ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่ของพราหมณ์ว่าด้วยคำพูดว่าเป็นเช่นนี้

@(ขุ.พุทฺธ.อ. ๕/๑๐๘)

[๑๐]

เมื่อความทุกข์มี ชื่อว่าความสุขก็ต้องมีฉันใด

เมื่อภพมีอยู่ วิภพ ๑- ก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

[๑๑]

เมื่อความร้อนมี ความเย็นอย่างอื่นก็ต้องมีฉันใด

เมื่อไฟ ๓ ๒- อย่างมีอยู่

นิพพาน(ความดับ)ก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

[๑๒]

เมื่อความชั่วมี แม้ความดีก็ต้องมี ฉันใด

เมื่อความเกิดมีอยู่ ความไม่เกิดก็จำต้องปรารถนา ฉันนั้น

[๑๓]

บุรุษผู้ตกไปในหลุมคูถเห็นสระน้ำเต็ม

ไม่เข้าไปยังสระน้ำนั้น นั้นไม่ใช่ความผิดของสระน้ำ ฉันใด

[๑๔]

เมื่อสระน้ำอมฤต ๓- มีอยู่ บุคคลไม่แสวงหาสระน้ำนั้น

อันเป็นที่ชำระมลทินคือกิเลส

นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของสระน้ำอมฤต ฉันนั้น

[๑๕]

เมื่อทางไปมีอยู่ บุรุษนั้นถูกข้าศึกปิดล้อมไม่ยอมหนีไป

นั้นไม่ใช่ความผิดของหนทาง ฉันใด

[๑๖]

เมื่อทางเกษมมีอยู่ บุคคลถูกกิเลสปิดล้อม

ไม่แสวงหาทางนั้น นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของทางอันเกษม ฉันนั้น

[๑๗]

คนป่วย เมื่อหมอมีอยู่ ก็ไม่ให้หมอเยียวยา

ความป่วยไข้นั้น นั้นไม่ใช่ความผิดของหมอ ฉันใด

[๑๘]

คนมีทุกข์ถูกความป่วยไข้คือกิเลสเบียดเบียน

ไม่แสวงหาอาจารย์ นั้นก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ผู้แนะนำ

@เชิงอรรถ :

@๑ วิภพ หมายถึงธรรมที่ไม่ให้เกิด (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๐/๑๑๐)

@๒ ไฟ ๓ หมายถึงไฟคือราคะ โทสะ และโมหะ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๘)

@๓ สระน้ำอมฤต ในที่นี้หมายถึงนิพพาน ( ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๔/๑๑๑)

เอาเถิดเราควรเป็นผู้ไม่มีความห่วงใย

ไม่มีความต้องการ ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่า

เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย ฉันนั้น

[๑๙]

คนปลดเปลื้องซากศพที่น่ารังเกียจที่ผูกไว้ที่คอแล้ว

ไปอยู่เป็นสุขอย่างเสรีตามลำพังตน ฉันใด

[๒๐]

เราไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ

ละทิ้งร่างกายที่เปื่อยเน่าเป็นที่รวมซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย ฉันนั้น

[๒๑]

คนชายหญิงถ่ายอุจจาระลงในส้วม

แล้วละทิ้งส้วมไปไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ฉันใด

[๒๒]

เราจักละทิ้งร่างกายที่เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ นี้ไปเสีย

ดุจคนถ่ายอุจจาระ(ลงในส้วม) แล้วละทิ้งส้วมไป ฉันนั้น

[๒๓]

เจ้าของเรือทิ้งเรือที่คร่ำคร่า ชำรุด น้ำไหลเข้าได้ไป

อย่างไม่มีความห่วงใย ไม่มีความต้องการ ฉันใด

[๒๔]

เราจักละทิ้งร่างกายนี้ที่มีทวาร ๙

มีของไม่สะอาดไหลออกอยู่เป็นนิตย์ไปเสีย

ดุจเจ้าของเรือละทิ้งเรือที่คร่ำคร่าไป ฉันนั้น

[๒๕]

บุรุษนำสิ่งของมีค่าไปกับพวกโจร

เห็นภัยคือการถูกปล้นสิ่งของจึงละทิ้ง(โจร)ไปเสีย ฉันใด

[๒๖]

กายนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เปรียบเสมอด้วยมหาโจร

เราจักละกายนี้ไปเพราะกลัวแต่การปล้นกุศลธรรม ฉันนั้น

[๒๗]

ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิ

แก่คนมีที่พึ่งและไม่มีที่พึ่งแล้วเข้าไปยังภูเขาหิมพานต์

[๒๘]

ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อธรรมิกะ

เราสร้างอาศรมอย่างดี สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้

[๒๙]

ในที่นั้น เราสร้างที่จงกรมซึ่งเว้นโทษ ๕ ประการ ๑-

เป็นที่นำมาซึ่งอภิญญาพละประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ ๒-

[๓๐]

ละทิ้งผ้าสาฎกซึ่งประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ ๓- เสีย

แล้วนุ่งผ้าคากรอง(ผ้าเปลือกไม้) ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ

[๓๑]

เราละทิ้งบรรณศาลาที่ประกอบไปด้วยโทษ ๘ ประการ ๔- เสีย

เข้าไปอาศัยโคนต้นไม้ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ ๕-

[๓๒]

เราละทิ้งข้าวเปลือกที่หว่านไว้ ปลูกไว้เสียโดยไม่เหลือ

บริโภคผลไม้ที่หล่นเองซึ่งประกอบด้วยคุณหลายอย่าง

[๓๓]

ในที่นั้น เราบำเพ็ญความเพียรอยู่ในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรม

ภายในเวลา ๗ วัน ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ

[๓๔]

เมื่อเราบรรลุถึงความสำเร็จ

มีความชำนาญในศาสนาอย่างนี้แล้ว

พระชินเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๓๕]

ในขณะที่พระชินเจ้าทรงปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้

และแสดงธรรม เราเป็นผู้เปี่ยมด้วยความยินดีในฌาน

จึงไม่ได้เห็นนิมิต ๔ ประการ

@เชิงอรรถ :

@๑ โทษ ๕ ประการ คือ (๑) ที่แข็งกระด้างขรุขระ (๒) มีต้นไม้อยู่ภายใน (๓) มีกอไม้ปกคลุม (๔) แคบเกินไป

@(๕) กว้างเกินไป (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๙/๑๑๗)

@๒ ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ หมายถึงประกอบด้วยสุขของสมณะ ๘ ประการ (๑) มีจิตเป็นสมาธิ

@(๒) บริสุทธิ์ (๓) ผุดผ่อง (๔) ไม่มีกิเลสยียวน (๕) ปราศจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เศร้าหมอง (๖) อ่อนโยน

@(๗) ควรแก่การงาน (๘) ตั้งขึ้นไม่หวั่นไหว (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๙/๑๑๗)

@๓ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๐/๑๑๘

@๔ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๐/๑๑๘

@๕ ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๑/๑๑๙

[๓๖]

ในแคว้นปัจจันตประเทศ ชนทั้งหลาย

ทูลนิมนต์พระตถาคตแล้ว มีใจยินดี

ช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับพระตถาคตเสด็จดำเนินมา

[๓๗]

ครั้งนั้น เราออกจากอาศรมของตนแล้ว

สลัดผ้าคากรอง เหาะไปในท้องฟ้า

[๓๘]

เห็นหมู่ชนผู้มีจิตโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ

จึงลงจากท้องฟ้ามาถามมนุษย์ทั้งหลายในขณะนั้นว่า

[๓๙]

มหาชนผู้มีจิตโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ

ช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเดินเพื่อใคร

[๔๐]

ชนเหล่านั้นถูกเราถามแล้วบอกว่า

‘พระพุทธชินเจ้าผู้ยอดเยี่ยม พระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว

ชนทั้งหลายช่วยกันแผ้วถางทางสำหรับเสด็จดำเนินเพื่อพระองค์’

[๔๑]

เดี๋ยวนั้น ปีติเกิดแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า ‘พุทโธ‘

เราจึงกล่าวประกาศความโสมนัสว่า ‘พุทโธ พุทโธ‘

[๔๒]

เราทั้งยินดี ทั้งตื้นตันใจ ยืนคิดอยู่ ณ ที่นั้นว่า

‘เราจักปลูกพืชคือบุญลงในที่นี้ ขณะอย่าได้ล่วงเลยไป’

[๔๓]

แล้วกล่าวว่า ‘ถ้าท่านทั้งหลายช่วยกันแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า

ขอจงให้โอกาสหนึ่งแก่ข้าพเจ้า

แม้ข้าพเจ้าก็จะช่วยแผ้วถางทางสำหรับเสด็จดำเนิน’

[๔๔]

ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ให้โอกาสแก่เราเพื่อการแผ้วถางทาง

เราแผ้วถางทางไปพลางคิดไปพลางว่า ‘พุทโธ พุทโธ‘

[๔๕]

เมื่อโอกาสของเรายังไม่ทันเสร็จ

พระชินมหามุนีพระนามว่าทีปังกร

กับพระขีณาสพ ๔๐๐,๐๐๐ รูป

ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ ปราศจากมลทินก็เสด็จมาถึงทาง

[๔๖]

การต้อนรับย่อมเป็นไป คนเป็นอันมากประโคมกลองเภรี

เทวดาและมนุษย์ต่างก็มีความชื่นชม เปล่งเสียงสาธุการ

[๔๗]

เทวดาก็เห็นมนุษย์ มนุษย์ก็เห็นเทวดา

ทั้ง ๒ พวกนั้น พากันประนมมือเดินตามพระตถาคต

[๔๘]

เทวดาทั้งหลายนำดนตรีทิพย์มาประโคม

มนุษย์ทั้งหลายนำดนตรีมนุษย์มาประโคม

ทั้ง ๒ พวกนั้นพากันประโคม

[๔๙]

เทพผู้อยู่ในนภากาศ

ต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม

ดอกปาริฉัตตกะอันเป็นทิพย์ลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

[๕๐]

และโปรยปรายกระแจะจันทน์ และของหอมอย่างดี

ล้วนแต่เป็นของทิพย์ลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

[๕๑]

มนุษย์ทั้งหลายผู้อยู่บนพื้นดิน ต่างก็โปรยปรายดอกจำปา

ดอกสน กระทุ่ม ดอกกากะทิง

ดอกบุนนาค ดอกการะเกดลงมายังทิศน้อยทิศใหญ่

[๕๒]

เราสยายผมแล้วลาดผ้าคากรอง

และหนังสัตว์ลงบนเปือกตม

แล้วนอนคว่ำหน้าลงที่นั้น

[๕๓]

ด้วยคิดว่า ‘พระพุทธเจ้าพร้อมทั้ง(สาวก)ผู้เป็นศิษย์

จงเหยียบเราเสด็จไปเถิด อย่าทรงเหยียบเปือกตมนั้นเลย

ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา’

[๕๔]

เมื่อเรานอนอยู่ที่พื้นดิน มีความคิดอย่างนี้ว่า

เราเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงเผากิเลสเราได้ ในวันนี้

[๕๕]

(แต่)จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา

ที่จะรู้แจ้งพระธรรมในศาสนานี้ โดยเพศที่คนอื่นไม่รู้จัก

เราจักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พ้นแล้ว

พึงปลดเปลื้องมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา

[๕๖]

จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา

ที่เป็นผู้ชายเห็นกำลังความสามารถ

จะข้ามพ้นแต่เพียงผู้เดียว

เราจักบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

ช่วยมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้นด้วย

[๕๗]

ด้วยอธิการ(คือกุศลอันยิ่งใหญ่) นี้

ที่เราได้ทำแล้วในพระพุทธเจ้า ทรงเป็นสูงสุดแห่งบุรุษ

เราจะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

จะช่วยหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้น

[๕๘]

เราจักตัดกระแสสังสารวัฏ ๑- ทำลายภพทั้ง ๓ ๒-

แล้วขึ้นสู่ธรรมนาวา ๓- (เรือคือธรรม)

ช่วยมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น

[๕๙]

อภินิหารย่อมสำเร็จได้เพราะธรรม ๘ ประการ

ประชุมพร้อมกัน คือ ความเป็นมนุษย์ ๑

ความสมบูรณ์ด้วยบุรุษเพศ ๑

@เชิงอรรถ :

@๑ กระแสสังสารวัฏ ในที่นี้หมายถึง กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาส ๙ หรือกระแสตัณหา

@(ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙)

@๒ ภพทั้ง ๓ ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙)

@๓ ธรรมนาวา ได้แก่ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕๘/๑๓๙)

เหตุที่จะทำให้สำเร็จพระอรหันต์ได้ในชาตินั้น ๑

การได้เห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑

ความถึงพร้อมแห่งคุณ(คือสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕) ๑

อธิการคือการทำให้ยิ่ง ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑

[๖๐]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ผู้ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา

ประทับยืนอยู่เหนือศีรษะเรา ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๖๑]

‘เธอทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสนี้ ผู้มีตบะแก่กล้า

ในกัปอันประมาณมิได้นับจากกัปนี้ไป

เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก

[๖๒]

พระตถาคตได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์

ทรงเริ่มตั้งความเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยา

[๖๓]

พระตถาคตจักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ

ทรงรับข้าวปายาสในที่นั้นแล้ว

เสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา

[๖๔]

พระชินเจ้าพระองค์นั้น จักเสวยข้าวปายาส

ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จไปที่โคนต้นโพธิ์

ตามหนทางอันประเสริฐที่ตกแต่งไว้แล้ว

[๖๕]

จากนั้น พระองค์ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่

จักทำประทักษิณโพธิมัณฑ์อันยอดเยี่ยมแล้ว

ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๖๖]

พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระชินเจ้าพระองค์นี้

จักมีพระนามว่ามายา พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ

พระชินเจ้าพระองค์นี้จักมีพระนามว่าโคดม

[๖๗]

พระโกลิตเถระและพระอุปติสสเถระ

ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ

ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวก

พระเถระนามว่าอานนท์ จักเป็นพระอุปัฏฐาก

บำรุงพระชินเจ้าพระองค์นี้

[๖๘]

พระเขมาเถรีและพระอุบลวรรณาเถรี

ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ

ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวิกา

ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ชาวโลกเรียกว่า ต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๖๙]

จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก

ชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุปัฏฐาก

นันทมารดาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกา

จักเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

พระโคดมผู้มียศพระองค์นั้นจักมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี’

[๗๐]

เทวดาและมนุษย์ได้ฟังพระดำรัสนี้

ของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว

ต่างก็มีความชื่นชมกล่าวว่า

ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร’

[๗๑]

สัตว์ทั้งหลายในหมื่นจักรวาลพร้อมทั้งเทวดา

ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องปรบมือ ร่าเริง

ประนมมือนมัสการว่า

[๗๒]

‘ถ้าเราทั้งหลายจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้

เราทั้งหลายก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล

[๗๓]

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าเฉพาะหน้าแล้ว

ก็ยึดเอาท่าถัดไปจึงข้ามแม่น้ำใหญ่ไป ฉันใด

[๗๔]

เราทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าพลาดพระชินเจ้าพระองค์นี้

ก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล

[๗๕]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก

สมควรรับเครื่องบูชา

ทรงประกาศกรรมของเราแล้ว

ทรงยกพระบาทเบื้องขวาขึ้น

[๗๖]

สาวกของพระชินเจ้าที่อยู่ในที่นั้น

ได้ทำประทักษิณเราทุกๆ องค์

เทวดา มนุษย์ อสูร ยักษ์ อภิวาทเราแล้ว พากันหลีกไป

[๗๗]

ครั้งนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก พร้อมทั้งพระสงฆ์ล่วงคลองจักษุเราไป

เราลุกขึ้นจากการนอนแล้ว นั่งขัดสมาธิอยู่

[๗๘]

เราสำราญใจด้วยความสุข บันเทิงใจด้วยความปราโมทย์

และดื่มด่ำด้วยปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่ในกาลนั้น

[๗๙]

ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า

‘เราเป็นผู้มีความชำนาญในฌาน ถึงความสำเร็จอภิญญา

[๘๐]

ในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ไม่มีฤาษีผู้เสมอกับเรา

ในธรรมคือฤทธิ์ ก็ไม่มีใครเสมอกับเรา เราได้สุขเช่นนี้’

[๘๑]

ขณะที่เรานั่งขัดสมาธิอยู่

เทวดาผู้สถิตอยู่ในโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล

พากันเปล่งเสียงอย่างกึกก้องว่า

‘ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๒]

นิมิตเหล่าใดที่เคยปรากฏ

ในขณะที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

นั่งขัดสมาธิอย่างประเสริฐ

นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏในวันนี้

[๘๓]

ความหนาวก็บำราศไป และความร้อนก็สงบ

นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๔]

โลกธาตุมีหมื่นจักรวาล ปราศจากเสียง

หมดความวุ่นวาย นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๕]

ลมพายุไม่พัด แม่น้ำทั้งหลายก็ไม่ไหล

นิมิตเหล่านั้นปรากฏในวันนี้

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๖]

ดอกไม้ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นพันธุ์ไม้บก

และพันธุ์ไม้น้ำทุกชนิดต่างก็ผลิดอกในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ดอกไม้เหล่านั้นก็บานหมดทุกดอก

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๗]

ไม้เถาหรือไม้ต้นต่างก็เผล็ดผลแล้วในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ไม้ผลเหล่านั้นก็เผล็ดผลแล้วทุกต้น

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๘]

รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศ

และที่อยู่บนพื้นดินสว่างไสวแล้วในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ รัตนะเหล่านั้นก็สว่างไสว

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๘๙]

ดนตรีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์

และเป็นของทิพย์ ต่างก็บรรเลงขึ้นแล้วในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ดนตรีทั้ง ๒ อย่างนั้นก็บรรเลง

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๐]

ทิพยบุปผชาติอันวิจิตร ต่างก็ตกลงจากท้องฟ้าในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ทิพยบุปผชาติเหล่านั้นก็ปรากฏ

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๑]

มหาสมุทรย่อมกระฉ่อน โลกธาตุมีหมื่นจักรวาลก็ไหว

แม้ในวันนี้ ทั้ง ๒ นั้น(มหาสมุทรและโลกธาตุ)ก็บันลือลั่น

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๒]

ไฟนรกนับหมื่นดวงก็ดับลงในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ไฟนรกนั้นก็ดับแล้ว

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๓]

ดวงอาทิตย์ปราศจากมลทิน

ดาวทุกดวงต่างก็สุกสกาว

แม้ในวันนี้ ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างก็ผ่องแผ้วสุกใส

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๔]

ทั้งที่ฝนไม่ตกเลย (แต่)น้ำในแม่น้ำ

กลับเอ่อขึ้นจากแผ่นดินในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ น้ำในแม่น้ำนั้นก็เอ่อขึ้นจากแผ่นดิน

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๕]

หมู่ดาวนพเคราะห์และหมู่ดาวนักษัตร

เปล่งประกายสว่างทั่วท้องฟ้า

ดวงจันทร์ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์แจ่มจรัส

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๖]

สัตว์ทั้งหลายจำพวกที่อยู่ในรู

และจำพวกที่อาศัยอยู่ตามซอก

ต่างก็พากันออกจากที่อยู่ของตน

แม้ในวันนี้ สัตว์เหล่านั้นละทิ้งที่อยู่อาศัย

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๗]

ความไม่พอใจมิได้มีแก่สัตว์ทั้งหลาย

สัตว์ทั้งหลายต่างพากันยินดีอยู่ทั่วกันในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ยินดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๘]

โรคทั้งหลายต่างก็สงบระงับลง

และความหิวโหยก็หายไปในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ภาวะทั้ง ๒ อย่างนั้นก็ปรากฏเหมือนกัน

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๙๙]

ราคะก็เบาบางลงไป โทสะ และโมหะ

ต่างก็ถดถอยไปในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ กิเลสเหล่านั้นก็ปราศจากไปจนหมดสิ้น

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๐]

ภัยมิได้มีในขณะนั้น แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้น

เพราะเหตุนั้นเราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๑]

ขณะนั้น ธุลีมิได้ฟุ้งขึ้นไปในอากาศ

แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้น

เพราะเครื่องหมายนั้น เราทั้งหลายจึงรู้ได้ว่า

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๒]

กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ปราศไปหมดสิ้น

กลิ่นทิพย์ก็หอมฟุ้งตลบไป(ในขณะนั้น)

แม้ในวันนี้ กลิ่นหอมก็ฟุ้งตลบไป

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๓]

เทวดาทั้งปวงก็ได้พากันปรากฏกาย(ในขณะนั้น)

เว้นแต่อรูปพรหม แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏอย่างนั้นทั้งหมด

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๔]

นรกทั้งหลายมีประมาณเท่าใด

ก็ได้ปรากฏทั้งหมดเท่านั้น ในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ก็ปรากฏทั้งหมด

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๕]

กำแพง ประตู และภูเขา

ก็มิได้เป็นสิ่งที่ปิดกั้นได้ในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ ทั้งหมดก็เปิดโล่ง

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๐๖]

การจุติและการอุบัติ ๑- ก็มิได้มีในขณะนั้น

แม้ในวันนี้ การจุติและการอุบัติเหล่านั้นก็ปรากฏ

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

นิมิตเหล่านี้ย่อมปรากฏ

เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ของสัตว์ทั้งหลาย

[๑๐๗]

ท่านจงบำเพ็ญความเพียรให้มั่นคง

อย่าถอยกลับ จงก้าวไปข้างหน้าเถิด

แม้เราทั้งหลายก็รู้ความเพียรนั้นอย่างแจ่มแจ้งว่า

ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน’

[๑๐๘]

เราได้สดับพระพุทธดำรัสและคำ

ของเทวดาในหมื่นจักรวาลทั้ง ๒ แล้ว

ก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ได้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า

[๑๐๙]

‘พระพุทธชินเจ้าทั้งหลาย มีพระดำรัสไม่เป็นสอง

มีพระดำรัสไม่เป็นโมฆะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ไม่มีพระดำรัสไม่จริง เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

@เชิงอรรถ :

@๑ การจุติ หมายถึงการตาย การอุบัติ หมายถึงเกิด (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๐๖/๑๕๓)

[๑๑๐]

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนก้อนดินที่โยนขึ้นไปบนท้องฟ้า

ย่อมตกลงมาที่พื้นดินเป็นแน่

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง

เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๑๑]

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนสัตว์ทั้งปวง

ต้องมีความตายเที่ยงแท้แน่นอน

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง

เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๑๒]

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน

เหมือนสิ้นราตรีแล้ว อาทิตย์ต้องอุทัยแน่

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง

เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๑๓]

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนราชสีห์ลุกออกจากที่นอน

ต้องมีการบันลือสีหนาทแน่

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง

เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

[๑๑๔]

พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ย่อมเที่ยงแท้แน่นอน เหมือนสตรีมีครรภ์แก่

จะต้องมีการคลอดบุตรในครรภ์เป็นแน่

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสไม่จริง

เราคงจะเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน’

[๑๑๕]

เอาเถิด เราจักค้นหาพุทธการกธรรม ๑- จากสิบทิศ

คือข้างนี้ๆ เบื้องบน เบื้องล่าง ตลอดทั่วธรรมธาตุ

[๑๑๖]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นทานบารมีเป็นข้อที่ ๑

ซึ่งเป็นทางใหญ่ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๑๗]

‘ท่านจงยึดทานบารมีข้อที่ ๑ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านก็จงบำเพ็ญทานบารมีเถิด

[๑๑๘]

หม้อที่เต็มด้วยน้ำซึ่งผู้ใดผู้หนึ่งจับคว่ำลง

น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น ฉันใด

[๑๑๙]

ท่านเห็นผู้ขอทั้งชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูงแล้ว

จงให้ทานอย่าให้เหลือ ดุจหม้อน้ำที่เขาคว่ำลง ฉันนั้น

[๑๒๐]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๒๑]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นศีลบารมีเป็นข้อที่ ๒

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๒๒]

‘ท่านจงยึดศีลบารมีข้อที่ ๒ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านก็จงบำเพ็ญศีลบารมีเถิด

[๑๒๓]

จามรีย่อมรักษาขนหาง(ของตน)ที่ติดข้องอยู่ในที่ไรๆ

ก็ยอมตายในที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางเสียไป ฉันใด

@เชิงอรรถ :

@๑ พุทธการกธรรม ได้แก่ ธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามี ๑๐ ประการ คือ (๑) ทาน (๒) ศีล (๓) เนกขัมมะ

@(๔) ปัญญา (๕) วิริยะ (๖) ขันติ (๗) สัจจะ (๘) อธิษฐาน (๙) เมตตา (๑๐) อุเบกขา (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๑๕/๑๕๖)

[๑๒๔]

ท่านจงบำเพ็ญศีลในภูมิทั้ง ๔ ๑-

รักษาศีลให้บริบูรณ์ในกาลทุกเมื่อ

ดุจจามรีรักษาขนหาง ฉันนั้น’

[๑๒๕]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๒๖]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นเนกขัมมบารมีเป็นข้อที่ ๓

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๒๗]

‘ท่านจงยึดเนกขัมมบารมีข้อที่ ๓ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านจงบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเถิด

[๑๒๘]

คนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำ ได้รับทุกข์มานาน

ย่อมไม่เกิดความยินดีในเรือนจำนั้น

มีแต่จะหาช่องทางที่จะพ้นออกไป ฉันใด

[๑๒๙]

ท่านจงเห็นภพทั้งปวงดุจเรือนจำ

จงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะเพื่อหลุดพ้นไปจากภพ ฉันนั้นเถิด’

[๑๓๐]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๓๑]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นปัญญาบารมีเป็นข้อที่ ๔

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ศีลในภูมิทั้ง ๔ ในที่นี้ ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจเวกขณศีล

@(ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๒๔/๑๕๘)

[๑๓๒]

‘ท่านจงยึดปัญญาบารมีข้อที่ ๔ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านก็จงบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด

[๑๓๓]

ภิกษุเมื่อเที่ยวบิณฑบาต

มิได้เว้นว่าจะเป็นตระกูลชั้นต่ำ ชั้นกลาง หรือชั้นสูง

ย่อมได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ฉันใด

[๑๓๔]

ท่านเมื่อสอบถามคนมีความรู้ตลอดกาลทั้งปวง

บำเพ็ญปัญญาบารมีไปเถิด

แล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น’

[๑๓๕]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๓๖]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นวิริยบารมีเป็นข้อที่ ๕

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๓๗]

‘ท่านจงยึดวิริยบารมีข้อที่ ๕ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านก็จงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด

[๑๓๘]

ราชสีห์พญาเนื้อมีความเพียรไม่ย่อหย่อน

ทั้งในขณะหมอบ ยืน และเดิน ประคองใจไว้ทุกเมื่อ ฉันใด

[๑๓๙]

ท่านจงประคองความเพียรให้มั่นคงทุกภพทุกชาติ

บำเพ็ญวิริยบารมีไปเกิด

แล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้น’

[๑๔๐]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๔๑]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นขันติบารมีเป็นข้อที่ ๖

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๔๒]

‘ท่านจงยึดขันติบารมีข้อที่ ๖ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ท่านมีใจแน่วแน่(ไม่เป็นสอง)ในขันติบารมีนั้น

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๔๓]

ธรรมดาแผ่นดินย่อมทนทานต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงทุกอย่าง

ทั้งที่สะอาดและไม่สะอาด

ไม่ทำความยินดีและความขัดเคือง แม้ฉันใด

[๑๔๔]

ถึงท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน อดทนต่อการยกย่อง

และการดูหมิ่นของคนทั้งปวง

บำเพ็ญขันติบารมีแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

[๑๔๕]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๔๖]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นสัจจบารมีเป็นข้อที่ ๗

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๔๗]

‘ท่านจงยึดสัจจบารมีข้อที่ ๗ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ท่านมีคำพูดที่แน่นอน(ไม่เป็นสอง)ในสัจจบารมีนั้น

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๔๘]

ธรรมดาว่าดาวประกายพรึก

เป็นดาวนพเคราะห์ที่เที่ยงตรงในโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ย่อมไม่เคลื่อนไปจากวิถีโคจร ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน

ฤดูหนาว หรือฤดูฝน แม้ฉันใด

[๑๔๙]

ถึงท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จงอย่าถอยกลับไปจากทาง(ที่ถูกต้องมั่นคง)

ในสัจจะทั้งหลาย บำเพ็ญสัจจบารมีแล้ว

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

[๑๕๐]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๕๑]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นอธิษฐานบารมีเป็นข้อที่ ๘

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๕๒]

‘ท่านจงยึดอธิษฐานบารมีข้อที่ ๘ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้นแล้ว

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๕๓]

ภูผาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นไม่สะเทือนเพราะลมแรง

คงตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง แม้ฉันใด

[๑๕๔]

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีทุกเมื่อ

บำเพ็ญอธิษฐานบารมีแล้ว

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้’

[๑๕๕]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๕๖]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นเมตตาบารมีเป็นข้อที่ ๙

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๕๗]

‘ท่านจงยึดเมตตาบารมีข้อที่ ๙ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุพระโพธิญาณ

ท่านก็จงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอในเมตตาบารมี

[๑๕๘]

ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็น

ชำระล้างมลทินคือธุลีเสมอกัน

ทั้งในคนดีและคนชั่ว แม้ฉันใด

[๑๕๙]

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงเจริญเมตตาให้เสมอกัน

ทั้งในคนที่เกื้อกูลกันและในคนที่ไม่ได้เกื้อกูลกัน

บำเพ็ญเมตตาบารมีแล้ว

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๖๐]

แต่พุทธธรรมเหล่านี้จักมีเพียงเท่านี้ก็หามิได้

เราจักค้นหาธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณอย่างอื่นต่อไป

[๑๖๑]

ครั้งนั้น เมื่อเราค้นหาอยู่ ได้เห็นอุเบกขาบารมีเป็นข้อที่ ๑๐

ที่ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในปางก่อน

ได้อบรมสั่งสมมา จึงเตือนตนเองว่า

[๑๖๒]

‘ท่านจงยึดอุเบกขาบารมีข้อที่ ๑๐ นี้ บำเพ็ญให้มั่นคงก่อน

ท่านเป็นผู้มีอุเบกขาเที่ยงตรง มั่นคง

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๖๓]

ธรรมดาแผ่นดินย่อมวางเฉยในสิ่งที่เขาทิ้งลงทั้งสะอาด

และไม่สะอาด ทั้ง ๒ อย่าง เว้นความโกรธและความยินดี แม้ฉันใด

[๑๖๔]

ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน

จงมีใจเที่ยงตรงในสุขและทุกข์ในกาลทุกเมื่อ

บำเพ็ญอุเบกขาบารมีแล้ว

จักบรรลุสัมโพธิญาณได้

[๑๖๕]

ธรรมที่เป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณ

มีอยู่ในโลกเพียงเท่านี้ นอกจากนี้ยิ่งกว่านั้นไม่มี

ท่านจงตั้งมั่นอยู่ในธรรมนั้นเถิด’

[๑๖๖]

เมื่อเราพิจารณาเห็นธรรมเหล่านี้

พร้อมทั้งกิจและลักษณะอันเป็นภาวะของตน

พื้นพสุธาโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล

ก็ไหวด้วยเดชแห่งธรรม

[๑๖๗]

ปฐพีไหวสะเทือนเลื่อนลั่นเหมือนยนต์หีบอ้อย

เมทนีดลหวั่นไหวเหมือนล้อที่หีบน้ำมัน

[๑๖๘]

บริษัทประมาณเท่าใด มีอยู่ในบริเวณรอบๆ พระพุทธเจ้า

บริษัทประมาณเท่านั้น สั่นเทานอนสลบอยู่บนภาคพื้นที่บริเวณนั้น

[๑๖๙]

หม้อน้ำหลายพันหม้อ หม้อข้าวหลายร้อยหม้อ

หม้อใส่กระแจะและหม้อที่ใส่เปรียงในที่นั้น

ต่างก็กระทบกันและกัน

[๑๗๐]

มหาชนหวาดเสียว สะดุ้งกลัว ตื่นตระหนก

มีใจหวาดหวั่น ประชุมกัน

พากันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

[๑๗๑]

ทูลถามว่า ‘อะไรจักมีแก่ชาวโลก

เป็นเหตุดีหรือเหตุร้าย

ชาวโลกทั้งปวงถูกเบียดเบียน

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

ขอพระองค์ได้โปรดบรรเทาภัยที่เบียดเบียนนั้นเถิด’

[๑๗๒]

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นพระมหามุนี ทรงแจ้งให้มหาชนได้เข้าใจว่า

‘ในการที่พสุธาไหวครั้งนี้ ท่านทั้งหลายจงเบาใจเถิด

อย่าตกใจกลัวเลย

[๑๗๓]

วันนี้เราพยากรณ์ผู้ใดว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก

ผู้นั้นพิจารณาเห็นธรรมที่พระชินเจ้าทรงอบรมสั่งสมมาก่อน

[๑๗๔]

เมื่อผู้นั้นพิจารณาธรรมซึ่งเป็นพุทธภูมิโดยไม่มีเหลือ

เพราะเหตุนั้น ปฐพีโลกธาตุมีหมื่นจักรวาล

ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงไหวแล้ว’

[๑๗๕]

ขณะนั้น มหาชนได้ฟังพระดำรัสแล้ว

ก็เกิดความสบายใจขึ้น

ทุกคนพากันมาหาเราแล้วอภิวาทอีก

[๑๗๖]

ครั้งนั้น เรายึดพระพุทธคุณ ทำใจให้มั่นคง

นมัสการพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรแล้วลุกจากอาสนะ

[๑๗๗]

ชน ๒ ฝ่าย คือ เทพถือดอกไม้ทิพย์

หมู่มนุษย์ถือดอกไม้ที่เป็นของมนุษย์

ต่างโปรยปรายดอกไม้ทั้งหลายเพื่อเราผู้ลุกจากอาสนะ

[๑๗๘]

อนึ่ง เทพและมนุษย์ทั้ง ๒ ฝ่ายเหล่านั้น

ต่างก็ประกาศความสวัสดีว่า

‘ท่านปรารถนาตำแหน่งอันใหญ่หลวง

ขอท่านได้ตำแหน่งนั้นตามความปรารถนาเถิด

[๑๗๙]

เสนียดจัญไรทั้งปวงจงอย่ามี

ความโศกและโรคจงอย่ามี

อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน

ขอให้ท่านได้บรรลุพระโพธิญาณ ๑- อันประเสริฐเร็วพลันเถิด

[๑๘๐]

เมื่อถึงฤดู (ที่ต้นไม้ผลิดอก) หมู่ไม้จำพวกที่มีดอก

ก็ผลิดอก ฉันใด

ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่

ขอท่านจงผลิด้วยพระพุทธญาณ ๒- ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๑]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

ก็ได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการมาแล้วฉันใด

@เชิงอรรถ :

@๑ โพธิญาณ ในที่นี้ ได้แก่ อรหัตตมรรคญาณ หรือสัพพัญญุตญาณ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๗๙/๑๗๓)

@๒ พุทธญาณ ได้แก่ พุทธญาณ ๑๘ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๑๘๐/๑๗๓)

ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่

ขอท่านจงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๒]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

ก็ได้ตรัสรู้ที่โพธิมัณฑ์ ฉันใด

ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่

ขอท่านจงตรัสรู้ที่ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระชินเจ้า

ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๓]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์

ก็ทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว ฉันใด

ท่านผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่

ขอท่านจงประกาศพระธรรมจักร ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๔]

ดวงจันทร์ในวันเพ็ญเต็มดวงส่องสว่าง ฉันใด

ขอท่านผู้มีใจปรารถนาที่เต็มเปี่ยมแล้ว

จงรุ่งโรจน์(สว่างไสว)ในหมื่นจักรวาล

ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๕]

ดวงอาทิตย์พ้นจากราหูแล้ว

ย่อมไพโรจน์แจ่มจ้าด้วยแสงสว่าง ฉันใด

ขอท่านจงพ้นจากโลกธรรมแล้ว

แจ่มจ้าด้วยสิริ(แห่งพระพุทธเจ้า) ฉันนั้นเหมือนกันเถิด

[๑๘๖]

แม่น้ำทุกสายไหลไปสู่ทะเลหลวง ฉันใด

ขอชาวโลกพร้อมทั้งเทวดาทั้งหลาย

จงพากันหลั่งไหลไปในสำนักของท่าน ฉันนั้นเหมือนกันเถิด’

[๑๘๗]

ครั้งนั้น สุเมธดาบสนั้น อันทวยเทพและหมู่มนุษย์เหล่านั้น

ชมเชย สรรเสริญแล้ว สมาทานธรรม ๑๐ ประการ(บารมี ๑๐)

เมื่อจะบำเพ็ญธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์ จึงเข้าไปยังป่าใหญ่

สุเมธกถา จบ

๓. พุทธวงศ์

๑. ทีปังกรพุทธวงศ์

ว่าด้วยพระประวัติของพระทีปังกรพุทธเจ้า

[๑]

ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นทูลนิมนต์พุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ให้เสวยและฉันแล้ว

ได้ถึงพระศาสดาพระนามว่าทีปังกรพระองค์นั้นเป็นสรณะ

[๒]

พระตถาคตให้คนบางคนตั้งอยู่ในสรณคมน์

ให้คนบางคนตั้งอยู่ในศีล ๕ ให้คนบางคนตั้งอยู่ในศีล ๑๐

[๓]

ทรงประทานสามัญผล ๑- ๔ อันสูงสุดให้แก่คนบางคน

ทรงประทานธรรมที่ไม่มีธรรมอย่างอื่นเสมอเหมือน

คือปฏิสัมภิทาให้แก่คนบางคน

[๔]

พระตถาคตผู้องอาจกว่านรชน

ทรงประทานสมาบัติที่ประเสริฐ ๘ ประการ ๒- ให้แก่คนบางคน

ทรงประทานวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ให้แก่คนบางคน

[๕]

พระมหามุนีย่อมตรัสสอนหมู่ชนตามลำดับนั้น

เพราะเหตุนั้นศาสนาของพระโลกนาถ

จึงแผ่ไปอย่างกว้างขวาง

[๖]

พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

ผู้ทรงมีพระหนุใหญ่ และพระวรกายงดงาม

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

ทรงปลดเปลื้องจากทุคติ

@เชิงอรรถ :

@๑ สามัญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๑/๒๘๗)

@๒ ดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๖๐/๙๖-๙๗

[๗]

พระมหามุนีทรงเห็นชนที่ควรแนะนำให้ตรัสรู้ได้

แม้ในที่ไกลถึง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์

ก็เสด็จไปเพียงชั่วขณะเดียว ทรงช่วยผู้นั้นให้ตรัสรู้

[๘]

ในการบรรลุธรรม(การตรัสรู้ธรรม) ครั้งที่ ๑

พระพุทธเจ้าทรงช่วยเทวดาและมนุษย์ ๑๐๐ โกฏิให้บรรลุธรรม

ในการบรรลุธรรมครั้งที่ ๒ พระผู้เป็นที่พึ่ง

ทรงช่วยเทวดาและมนุษย์ ๙๐ โกฏิให้บรรลุธรรม

[๙]

และในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในเทพพิภพ

ได้มีเทวดา ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๓

[๑๐]

พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

ได้มีการประชุมสาวก ๓ ครั้ง

สาวกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ มาประชุมกันเป็นครั้งที่ ๑

[๑๑]

เมื่อพระชินเจ้าประทับอยู่ในสถานที่อันสงัด ที่ยอดภูเขานารทะ

พระขีณาสพผู้ปราศจากมลทินประมาณ ๑๐๐ โกฏิ มาประชุมกัน

[๑๒]

ในกาลใด พระมหาวีรเจ้าผู้ทรงเป็นพระมหามุนี

ทรงปวารณาออกพรรษา

พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ที่ยอดเขาสุทัสสนะ

สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะแก่กล้า

สำเร็จอภิญญา ๕ ๑- เหาะไปในอากาศได้

[๑๓]

เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม

การบรรลุธรรมครั้งละองค์สององค์นับจำนวนไม่ถ้วน

[๑๔]

ครั้งนั้น พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าทีปังกร

แผ่ไพศาล มีคนรู้มาก เจริญแพร่หลาย สะอาด บริสุทธิ์

@เชิงอรรถ :

@๑ อภิญญา ๕ ได้แก่ อภิญญาที่เป็นโลกิยะ (ขุ.อป.อ. ๒/๖-๗/๒๓๙, ที.สี. (แปล) ๙/๔๗๔-๔๗๘/๒๐๗-๒๑๑)

[๑๕]

ภิกษุประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ รูป ล้วนได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก

แวดล้อมพระผู้มีพระภาคพระนามว่าทีปังกร

ผู้ทรงรู้แจ้งโลกในกาลทั้งปวง

[๑๖]

สมัยนั้น ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง

ไม่ได้บรรลุอรหัตตผล เป็นพระเสขะละมนุษยภูมิไป

ชนเหล่านั้นย่อมถูกติเตียน

[๑๗]

ศาสนาแพร่หลาย งดงามด้วยพระอรหันตขีณาสพ

ผู้คงที่ ปราศจากมลทิน ในกาลทั้งปวง

[๑๘]

เมืองชื่อว่ารัมมวดี กษัตริย์พระนามว่าสุเทพ เป็นพระชนก

พระเทวีพระนามว่าสุเมธาเป็นพระชนนี

ของพระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

[๑๙]

พระชินเจ้าทรงครองฆราวาสอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี

ทรงมีฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูงมากมาย

มีปราสาทที่อุดมอยู่ ๓ หลัง

[๒๐]

มีนางสนมกำนัล ๓๐๐,๐๐๐ นาง

ล้วนประดับประดาสวยงาม

พระมเหสีพระนามว่าปทุมา

พระราชโอรสพระนามว่าอุสภขันธกุมาร

[๒๑]

พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ ๑- ประการ

จึงทรงราชพาหนะคือช้างออกผนวชแล้ว

ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม(จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ)

[๒๒]

ครั้นทรงบำเพ็ญความเพียรเสร็จแล้ว

ก็ได้ตรัสรู้สัมโพธิญาณ

พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร ผู้อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ นิมิต ๔ ได้แก่ (๑) คนแก่ (๒) คนเจ็บ (๓) คนตาย (๔) บรรพชิต (ที.ม. (แปล) ๑๐/๔๓-๕๓/๒๒-๓๐)

[๒๓]

พระมหาวีรชินเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร

แล้วประทับอยู่ในนันทาราม ประทับนั่งที่โคนต้นซึก

ทรงปราบปรามเดียรถีย์

[๒๔]

พระสุมังคลเถระและพระติสสเถระเป็นพระอัครสาวก

พระสาคตเถระเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าทีปังกร

[๒๕]

พระนันทาเถรีและพระสุนันทาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา

ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ชาวโลกเรียกว่า ต้นเลียบ

[๒๖]

ตปุสสอุบาสกและภัลลิกอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก

สิริมาอุบาสิกาและโสณาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

[๒๗]

พระมหามุนีพระนามว่าทีปังกร

ทรงมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก

ทรงงดงามดังต้นพฤกษาประทีป

ดังต้นพญาไม้สาละที่มีดอกบานสะพรั่ง

พระองค์ทรงมีพระรัศมีแผ่ซ่านออก ๑๐ โยชน์โดยรอบ

[๒๘]

พระองค์ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ทรงมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปี

ทรงดำรงอยู่นานเพียงนั้น

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ)ได้เป็นจำนวนมาก

[๒๙]

พระองค์พร้อมทั้งสาวกประกาศพระสัทธรรมให้รุ่งเรือง

ช่วยมหาชนให้ข้ามพ้นได้

แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือนกองไฟที่ลุกโพลงแล้วดับไป

[๓๐]

พระองค์ทรงมีพระฤทธิ์ มีพระยศ

พร้อมทั้งจักรรัตนะที่พระยุคลบาท

ทุกอย่างล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว

สังขารทั้งปวงเป็นสภาพว่างเปล่าหนอ

[๓๑]

พระชินศาสดาพระนามว่าทีปังกรเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว

ณ นันทาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระชินเจ้าพระองค์นั้น

สูง ๓๖ โยชน์ ณ นันทารามนั้น

พระสถูปบรรจุบาตร จีวร บริขาร และเครื่องบริโภค

ของพระองค์ผู้ศาสดา ที่โคนต้นโพธิ์ในกาลนั้นสูง ๓ โยชน์

ทีปังกรพุทธวงศ์ที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้ารัตนะจงกรมกัณฑ์กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓พุทธวงศ์หัวข้อถัดไป๒. โกณฑัญญพุทธวงศ์