ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. พุทธวงศ์
  8. /
  9. ๒๔. กัสสปพุทธวงศ์

๒๔. กัสสปพุทธวงศ์

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๒๐๕ · บรรทัด ๘๔๔๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๔. กัสสปพุทธวงศ์

ว่าด้วยพระประวัติของพระกัสสปพุทธเจ้า

[๑]

สมัยต่อจากพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ

ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ตามพระโคตร

ผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์

ทรงเป็นธรรมราชา มีพระรัศมี

[๒]

ทรัพย์อันเป็นมรดกของตระกูล ที่สัตว์เป็นอันมากบูชากัน

พระองค์ทรงสละให้ทานแก่พวกยาจก

@เชิงอรรถ :

@๑ ยกธรรมเจดีย์ หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

@อันประดับด้วยแผ่นผ้า หมายถึงประดับด้วยอริยสัจ ๔ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๗/๓๗๗)

@๒ ศิริธรรม ได้แก่ โลกุตตรธรรม (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๘/๓๗๗)

ทำจิตให้เต็ม ทำลายกิเลสดังคอก

เหมือนโคอุสภะทำลายคอก ฉะนั้นแล้ว

ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ

[๓]

เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระผู้นำสัตว์โลก

ประกาศพระธรรมจักร

เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๒๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๑

[๔]

ในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโลกตลอด ๔ เดือน

เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๒

[๕]

ในคราวเมื่อพระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์แสดงฤทธิ์ต่างๆ

ประกาศพระญาณธาตุ ๑-

เทวดาและมนุษย์ประมาณ ๕,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรมครั้งที่ ๓

[๖]

พระชินเจ้าทรงแสดงธรรมที่สุธรรมเทพนคร ที่รื่นรมย์นั้น

ทรงทำให้เทวดาประมาณ ๓,๐๐๐ โกฏิ ได้บรรลุธรรม

[๗]

ในคราวที่ทรงแสดงธรรมแก่ยักษ์นรเทพ

อีกครั้งหนึ่ง

เทวดาเหล่านั้นได้บรรลุธรรมคำนวณนับไม่ได้

[๘]

แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพพระองค์นั้น

ก็ได้มีการประชุมแห่งพระขีณาสพ

ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ครั้งเดียว

[๙]

ครั้งนั้น ภิกษุประมาณ ๒๐,๐๐๐ รูป

ผู้ล่วงภพ ผู้คงที่ด้วยหิริและศีล มาประชุมกัน

[๑๐]

ครั้งนั้น เราเป็นมาณพมีชื่อปรากฏว่าโชติปาละ

คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท

@เชิงอรรถ :

@๑ พระญาณธาตุ ได้แก่ สัพพัญญุตญาณ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๕/๓๘๑)

[๑๑]

ถึงความสำเร็จในคัมภีร์ทำนายลักษณะและคัมภีร์อิติหาสะ

เป็นผู้ฉลาดในวิชาดูพื้นที่และอากาศ เป็นผู้ใช้วิชา ไม่มีทุกข์

[๑๒]

ฆฏิการอุบาสก ผู้เป็นอุปัฏฐาก

ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ

เป็นผู้มีความเคารพยำเกรง เป็นพระอนาคามี

[๑๓]

ฆฏิการอุบาสกได้พาเราเข้าเฝ้าพระชินเจ้าพระนามว่ากัสสปะ

เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วจึงบวชในสำนักของพระองค์

[๑๔]

เราเป็นผู้ปรารภความเพียร ฉลาดในวัตรน้อยวัตรใหญ่

ไม่เสื่อมในที่ไหนๆ ๑- ปฏิบัติตามคำสั่งสอน

ของพระชินเจ้าอย่างสมบูรณ์

[๑๕]

เล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วทุกอย่าง

ช่วยประกาศพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงาม

[๑๖]

แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเห็นความอัศจรรย์ของเราแล้ว

จึงทรงพยากรณ์เราว่า

‘ในภัทรกัปนี้ ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า’

[๑๗]

พระตถาคตได้เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์

ทรงเริ่มตั้งความเพียร บำเพ็ญทุกรกิริยา

[๑๘]

พระตถาคตจักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ

ทรงรับข้าวปายาสในที่นั้น แล้วเสด็จไปยังแม่น้ำเนรัญชรา

[๑๙]

พระชินเจ้าพระองค์นั้นจักเสวยข้าวปายาส

ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้วเสด็จไปที่โคนต้นโพธิ์

ตามหนทางอันประเสริฐที่ตกแต่งไว้แล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่เสื่อมในที่ไหนๆ หมายถึงไม่เสื่อมในศีล สมาธิ และสมาบัติเป็นต้น (ขุ.พุทฺธ.อ. ๓๘๔)

[๒๐]

จากนั้นพระองค์ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่

จักทำประทักษิณโพธิมัณฑ์อันยอดเยี่ยมแล้ว

ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๒๑]

พระมารดาผู้ให้กำเนิดพระชินเจ้าพระองค์นี้

จักมีพระนามว่ามายา

พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ

พระชินเจ้าพระองค์นี้จักมีพระนามว่าโคดม

[๒๒]

พระโกลิตเถระและพระอุปติสสเถระ

ผู้ไม่มีอาสวะ สิ้นราคะ มีจิตสงบ

ตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวก

พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพระอุปัฏฐาก

บำรุงพระชินเจ้าพระองค์นี้

[๒๓]

พระเขมาเถรีและพระอุบลวรรณาเถรีผู้ไม่มีอาสวะ

สิ้นราคะ มีจิตตั้งมั่นดี จักเป็นพระอัครสาวิกา

ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ชาวโลกเรียกว่า ต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๒๔]

จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก

ชาวเมืองอาฬวีจักเป็นอัครอุปัฏฐาก

นันทมารดาอุบาสิกาและอุตตราอุบาสิกาจักเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

พระโคดมผู้มียศพระองค์นั้น

จักมีพระชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี

[๒๕]

เทวดาและมนุษย์ได้ฟังพระดำรัสนี้

ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต่างก็มีความชื่นชมกล่าวว่า

‘ท่านผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร’

[๒๖]

สัตว์ทั้งหลายในหมื่นจักรวาลพร้อมทั้งเทวดา

ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องปรบมือ ร่าเริง

ประนมมือนมัสการว่า

[๒๗]

‘ถ้าเราทั้งหลายจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้

เราทั้งหลายก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคต

[๒๘]

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าเฉพาะหน้าแล้ว

ก็ยึดเอาท่าถัดไปจึงข้ามแม่น้ำใหญ่ไป ฉันใด

[๒๙]

เราทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ถ้าพลาดพระชินเจ้าพระองค์นี้

ก็จักพร้อมหน้าหน่อพุทธางกูรนี้ในอนาคตกาล’

[๓๐]

เราได้ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้นแล้ว

ก็ทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง

ได้อธิษฐานวัตรเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป

[๓๑]

เราระลึกถึงพุทธพยากรณ์อย่างนี้แล้ว

งดเว้นความประพฤติเสียหาย

ข้าพเจ้าทำกรรมที่ทำได้ยาก

เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น

[๓๒]

กรุงชื่อว่าพาราณสี กษัตริย์พระนามว่ากิกี

ตระกูลใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อยู่ในนครนั้น

[๓๓]

พรหมทัตตพราหมณ์นั้นเป็นพุทธบิดา

นางพราหมณีชื่อว่าธนวดีเป็นมารดา

ของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๓๔]

พระองค์ทรงครองฆราวาสอยู่ ๒,๐๐๐ ปี

มีปราสาทที่อุดมอยู่ ๓ หลัง

คือหังสปราสาท ยสปราสาท และสิริจันทปราสาท

[๓๕]

มีนางสนมกำนัล ๔๘,๐๐๐ นาง

ล้วนประดับประดาสวยงาม

พระมเหสีพระนามว่าสุนันทา

พระราชโอรสพระนามว่าวิชิตเสนะ

[๓๖]

พระองค์เป็นผู้สูงสุดแห่งบุรุษ

ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ

จึงออกจากปราสาทไปผนวช

ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน (จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ)

[๓๗]

พระมหาวีระพระนามว่ากัสสปะ

ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ผู้สูงสุดแห่งนรชน

ผู้อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว

ทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน

[๓๘]

พระติสสเถระและพระภารทวาชเถระเป็นพระอัครสาวก

พระเถระนามว่าสรรพมิตตะเป็นพระอุปัฏฐาก

ของพระพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

[๓๙]

พระอนุลาเถรีและพระอุรุเวลาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา

ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ชาวโลกเรียกว่า ต้นไทร

[๔๐]

สุมังคลอุบาสกและฆฏิการอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก

วิชิตเสนาอุบาสิกาและภัททาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา

[๔๑]

พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระวรกายสูง ๒๐ ศอก

มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังสายฟ้าในอากาศ

ดุจดวงจันทร์ทรงกลด

[๔๒]

พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ทรงมีพระชนมายุประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี

พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุประมาณเท่านั้น

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นได้เป็นจำนวนมาก

[๔๓]

ทรงสร้างสระน้ำคือธรรมไว้ ทรงประทานเครื่องลูบไล้คือศีล

ทรงจัดผ้าคือธรรมไว้ ๑- เป็นเครื่องนุ่งห่ม ทรงแจกพวงมาลัยคือธรรม ๒-

[๔๔]

ทรงตั้งกระจกเงาที่ไร้มลทินคือธรรมไว้ ๓- ให้มหาชน

ด้วยทรงหวังว่า ชนบางพวกปรารถนานิพพาน

จงเห็นเครื่องประดับของเรา

[๔๕]

ทรงประทานเสื้อคือศีล ๔- เกราะหนังคือฌาน

ทรงจัดหนังคือธรรมไว้ ๕- คลุมกาย และเครื่องผูกสอด ๖- อย่างดีเลิศ

[๔๖]

ทรงประทานโล่คือสติปัฏฐาน ๔ หอกคือญาณอันคมกล้า

ดาบอย่างดี ๗- คือธรรม และศาสตราวุธเครื่องย่ำยีศัตรูคือศีลไว้ให้

[๔๗]

ประทานภูษาคือวิชชา ๓

พวงมาลัยสำหรับสวมศีรษะคือผล ๔

เครื่องอาภรณ์คืออภิญญา ๖

และดอกไม้เครื่องประดับคือพระธรรม

[๔๘]

ร่มขาว ๘- คือพระสัทธรรมอันเป็นเครื่องป้องกันบาป

ทรงเนรมิตดอกไม้ ๙- คือความไม่มีเวรภัยไว้ให้เสร็จแล้ว

พระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน

@เชิงอรรถ :

@๑ ทรงจัดผ้าคือธรรมไว้ หมายถึงหิริและโอตตัปปะ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๒ ทรงแจกพวงมาลัยคือธรรม หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๓ กระจกเงาที่ไร้มลทินคือธรรมไว้ หมายถึงโสดาปัตติมรรค (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๔ ทรงประทานเสื้อคือศีล หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ จตุปาริสุทธิศีล (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๕ หนังคือธรรมไว้ หมายถึงสติสัมปชัญญะ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๖ เครื่องผูกสอด หมายถึงความเพียร (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๗ ดาบอย่างดี หมายถึงมรรคปัญญา (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๗)

@๘ ร่มขาว หมายถึงวิมุตติ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๘)

@๙ ดอกไม้ หมายถึงมรรคมีองค์ ๘ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒๖/๓๘๘)

[๔๙]

แท้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีคุณหาประมาณมิได้

กระทบกระทั่งได้ยาก

พระธรรมรัตนะนี้ตรัสไว้ดีแล้ว ควรเรียกให้มาดู

[๕๐]

พระสังฆรัตนะผู้ปฏิบัติดีแล้ว ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า

พระรัตนะทั้ง ๓ นี้ ทุกอย่างล้วนอันตรธานไปหมดแล้ว

สังขารทั้งปวงเป็นสภาพว่างเปล่าหนอ

[๕๑]

พระชินศาสดาพระนามว่ามหากัสสปะ

เสด็จดับขันธปรินิพพานที่เสตัพยาราม

พระสถูปของพระชินเจ้านั้น

ที่เสตัพยารามนั้น สูงถึง ๑ โยชน์ ฉะนี้แล

กัสสปพุทธวงศ์ที่ ๒๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒๓. โกนาคมนพุทธวงศ์กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓พุทธวงศ์หัวข้อถัดไป๒๕. โคตมพุทธวงศ์