ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๔๒. ภัททาลิวรรค
  12. /
  13. ๑. ภัททาลิเถราปทาน

๑. ภัททาลิเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๔๒. ภัททาลิวรรค

หมวดว่าด้วยพระภัททาลิเป็นต้น

๑. ภัททาลิเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระภัททาลิเถระ

(พระภัททาลิเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้เลิศ

ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา ทรงเป็นผู้เลิศในโลก

ทรงเป็นมุนี เมื่อประสงค์วิเวก ๑-

จึงได้เสด็จไปยังภูเขาหิมพานต์

[๒]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงองอาจกว่าบุรุษ

ครั้นเสด็จไปยังภูเขาหิมพานต์แล้ว ได้ประทับนั่งขัดสมาธิ

[๓]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

@เชิงอรรถ :

@๑ วิเวก ในที่นี้หมายถึงกายวิเวก(ความสงัดกาย)และจิตตวิเวก(ความสงัดจิต) (ขุ.อป.อ. ๒/๔๓/๑๙๓)

ผู้เป็นบุรุษสูงสุด ๑- พระองค์นั้น

ประทับนั่งเข้าสมาบัติตลอด ๗ วัน ๗ คืน

[๔]

ข้าพเจ้าคอนหาบเข้าไปถึงกลางป่า

ณ ที่นั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า

ผู้ข้ามโอฆะ ๒- ได้แล้ว ไม่มีอาสวะ

[๕]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้หยิบไม้กวาดมากวาดอาศรม

ปักไม้เป็น ๔ เส้า ทำเป็นมณฑป

[๖]

ข้าพเจ้าเก็บดอกสาละมามุงเป็นหลังคามณฑป

เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี

ได้ไหว้พระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกแล้ว

[๗]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ที่ชนทั้งหลายสรรเสริญกันว่า

มีพระปัญญาดังแผ่นดิน มีพระปัญญาดี

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ กำลังจะตรัสพระคาถาเหล่านี้

[๘]

เทวดาทั้งปวงทราบว่า พระพุทธเจ้าจะทรงเปล่งวาจา

จึงพากันมาประชุมด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ผู้มีพระจักษุ จะทรงแสดงธรรมโดยแน่แท้

[๙]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่เทวดา

ได้ตรัสพระคาถาดังต่อไปนี้ว่า

[๑๐]

เราจักพยากรณ์ผู้ตั้งมณฑป

มีดอกสาละเป็นเครื่องมุงสำหรับเราตลอด ๗ วัน

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ผู้เป็นบุรุษสูงสุด หมายถึงผู้สูงกว่ามนุษย์ด้วยคุณธรรม (ขุ.อป.อ. ๒/๑๒๙/๓๕)

@๒ โอฆะ หมายถึงกิเลสท่วมทับใจสัตว์มี ๔ คือ (๑) กาโมฆะ โอฆะคือกาม (๒) ภโวฆะ โอฆะคือภพ

@(๓) ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ (๔) อวิชโชฆะ โอฆะคืออวิชชา (ขุ.เถร.อ. ๑/๑๕/๑๐๐,

@ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๒๙๒)

[๑๑]

ผู้นี้จักเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

จักเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำ

จักเสวยกามสุข มีโภคะล้นเหลือ

[๑๒]

ช้างมาตังคะ ๖๐,๐๐๐ เชือก

ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

รัดประโคนพานหน้าและพานหลังที่ทำด้วยทอง

ประกอบด้วยเครื่องประดับศีรษะและข่ายทอง

[๑๓]

มีนายควาญช้างผู้ถือหอกซัดและขอขึ้นขี่บังคับประจำ

จักมาสู่ที่บำรุงของผู้นี้ ทั้งเวลาเช้าและเวลาเย็น

ผู้นี้จักเป็นผู้ที่ช้างเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว รื่นรมย์อยู่

[๑๔]

ม้าสินธพชาติอาชาไนย ๖๐,๐๐๐ ตัว

ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง เป็นพาหนะที่มีฝีเท้าเร็ว

[๑๕]

มีทหารม้าผู้เหน็บมีดสั้น ถือธนูขึ้นขี่บังคับประจำ

จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๑๖]

รถ ๖๐,๐๐๐ คัน ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

หุ้มหนังเสือเหลืองบ้าง หนังเสือโคร่งบ้าง มีธงปักหน้ารถ

[๑๗]

มีพลขับถือธนูสวมเกราะประจำรถ

จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๑๘]

หมู่บ้าน ๖๐,๐๐๐ หมู่ บริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ทุกอย่าง

มีทรัพย์และข้าวเปลือกล้นเหลือ บริบูรณ์ดีทุกประการ

จักปรากฏอยู่ทุกเมื่อ

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๑๙]

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ

และพลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิตย์

นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

[๒๐]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๑๘ กัป

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๒๑]

และจักครองเทวสมบัติตลอด ๓๐๐ ชาติ

จักเป็นเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๒๒]

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๒๓]

ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น

เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

[๒๔]

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้เห็นพระศาสดา ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

และได้แสวงหาอมตบท ๑- ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

[๒๕]

การที่ข้าพเจ้ารู้ศาสนธรรมนี้

เป็นลาภที่ข้าพเจ้าได้ดีแล้ว

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๒๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้สูงสุด

ข้าพระองค์ขอนอบน้อมพระองค์

ข้าพระองค์ได้บรรลุอมตบทแล้ว

เพราะกล่าวสดุดีพระพุทธญาณ

@เชิงอรรถ :

@๑ อมตบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๖๗/๒๗๖, ขุ.อป.อ. ๒/๖๗/๑๐๒)

[๒๗]

ข้าพเจ้าเกิดในกำเนิดใดๆ

คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ย่อมเป็นผู้มีความสุขในที่ทุกสถาน

นี้เป็นผลที่ข้าพเจ้ากล่าวสดุดีพระพุทธญาณ

[๒๘]

ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของข้าพเจ้า

ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพัน ๑- ได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๒๙]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๓๐]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ๒- ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๓๑]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ ๓- วิโมกข์ ๘ ๔-

และอภิญญา ๖ ๕- ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระภัททาลิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ภัททาลิเถราปทานที่ ๑ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ กิเลสเครื่องผูกพัน หมายถึงสังโยชน์ ๑๐ (ขุ.พุทฺธ.อ. ๒/๒๕๓)

@๒ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๗๕, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๐๒/๒๔๓-๒๔๔

@๓ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๒/๒๔๒-๒๔๓

@๔ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๙/๓๕๐-๓๕๑

@๕ อภิญญา ๖ หมายถึงญาณพิเศษมี ๖ คือ (๑) อิทธิวิธิ(แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ) (๒) ทิพพโสต(หูทิพย์)

@(๓) เจโตปริยญาณ(ญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้) (๔) ปุพเพนิวาสญาณ(ญาณเป็นเครื่องระลึกชาติได้)

@(๕) ทิพพจักขุญาณ(ญาณคือตาทิพย์เห็นสัตว์ที่กำลังจุติและอุบัติได้) (๖) อาสวักขยญาณ(ญาณคือการ

@ทำลายกิเลสให้สิ้นไป) (ขุ.อป.อ. ๑/๓๒/๑๒๙)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔๒. ภัททาลิวรรคหัวข้อถัดไป๒. เอกฉัตติยเถราปทาน