ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๔๒. ภัททาลิวรรค
  12. /
  13. ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน

๒. เอกฉัตติยเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๒ · บรรทัด ๖๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. เอกฉัตติยเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระเอกฉัตติยเถระ

(พระเอกฉัตติยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๓๒]

ข้าพเจ้าได้สร้างอาศรม เกลื่อนกล่นด้วยทรายขาวสะอาด

ใกล้แม่น้ำจันทภาคา และได้สร้างบรรณศาลาไว้

[๓๓]

แม่น้ำจันทภาคานั้น เป็นแม่น้ำสายเล็กที่มีฝั่งลาด

และมีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีปลาและเต่าชุกชุม

ทั้งยังเป็นที่อาศัยของจระเข้

[๓๔]

หมี นกยูง เสือเหลือง นกการเวก และนกสาลิกา

ร่ำร้องระงมอยู่ทุกเวลา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๓๕]

นกดุเหว่ามีเสียงไพเราะ และหงส์มีเสียงเสนาะ

ก็ส่งเสียงร้องอยู่ใกล้อาศรมนั้น

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๓๖]

ราชสีห์ เสือโคร่ง หมูป่า หมี หมาป่า และหมาใน

เที่ยวส่งเสียงคำรนอยู่ตามซอกเขา

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๓๗]

เนื้อทราย กวาง สุนัขจิ้งจอก สุกร ก็มีมาก

ต่างส่งเสียงร้องอยู่ตามซอกเขา

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๓๘]

ต้นราชพฤกษ์ ต้นจำปา ต้นแคฝอย

ต้นย่านทราย ต้นอุโลก ๑- และต้นอโศก

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

@เชิงอรรถ :

@๑ ต้นอุโลก เป็นไม้ชนิดหนึ่ง เนื้อไม้สีขาว (ใช้ทำยาได้) เวลามีดอกส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ

@(ขุ.อิติ.อ. ๖๘๕/๑๙๙)

[๓๙]

ต้นปรู ต้นคัดเค้า ต้นตีนเป็ด ต้นมะกล่ำหลวง

ต้นคนทีสอ และต้นกรรณิการ์

ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง อยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๔๐]

ต้นกากะทิง ต้นสาละ และต้นสน

รวมทั้งต้นมะม่วงป่า ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

งดงามอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๔๑]

และที่ใกล้อาศรมนั้น มีต้นโพธิ์ ต้นประดู่

ต้นกระท้อน ต้นสาละ และต้นประยงค์

ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง งดงามอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๔๒]

ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นหมากหอมควาย

ต้นกระทุ่ม ต้นขานาง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๔๓]

ต้นอโศก ต้นมะขวิด และต้นกุหลาบ

ล้วนมีดอกบานสะพรั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๔๔]

ต้นกระทุ่ม ต้นกล้วย ถั่วเหลือง

และต้นมะกล่ำดำ ล้วนผลิผลอยู่เนืองนิตย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๔๕]

ต้นสมอ ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง

ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า

ต้นมะตูม ก็ผลิผลอยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๔๖]

ในที่ไม่ไกลจากอาศรม มีสระโบกขรณี

ซึ่งมีท่าราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ

ดารดาษด้วยดอกบัวเผื่อน ดอกบัวหลวง และดอกบัวเขียว

[๔๗]

ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม บางกอกำลังมีดอกบาน

บางกอก็มีกลีบและเกสร หลุดร่วง

อยู่ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

[๔๘]

ปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย

ฝูงปลาเค้า และฝูงปลาตะเพียน ต่างว่ายวนอยู่ในน้ำใส

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๔๙]

ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี

และต้นลำเจียกซึ่งขึ้นอยู่ที่ริมฝั่ง

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๕๐]

น้ำหวานไหลออกจากเหง้าบัว

นมสดและเนยใสไหลออกจากก้านบัว

ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๕๑]

ใกล้อาศรมนั้น มีเนินทรายที่สวยงามดาษดื่น

มีไม้ดอกที่อาศัยน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

ผลิดอกขาวบานสะพรั่ง

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๕๒]

ฤๅษีทั้งหลายผู้สวมชฎาและเครื่องบริขาร

นุ่งห่มผ้าหนังสัตว์ ทรงผ้าเปลือกไม้

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๕๓]

ฤๅษีทั้งหลายมีปกติทอดสายตาดูประมาณชั่วแอก

มีปัญญารักษาตน มีความประพฤติสงบ ไม่มีความยินดี

ไม่มีความกำหนัดในกาม อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า

[๕๔]

ฤๅษีทั้งหลายผู้มีขนรักแร้ เล็บ และมีขนงอกยาว

มีฟันเขรอะ มีธุลีบนศีรษะ คลุกฝุ่นและละออง

ล้วนอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า

[๕๕]

ฤๅษีเหล่านั้นล้วนเชี่ยวชาญอภิญญา

เหาะไปในท้องฟ้าได้ เมื่อเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า

ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

[๕๖]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อมอยู่ในป่าใหญ่

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌาน

จนไม่รู้จักกลางคืนและกลางวัน

[๕๗]

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี

ผู้ทรงเป็นมหามุนี ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

เสด็จอุบัติขึ้น กำจัดความมืดมนคือโมหะให้พินาศไป

[๕๘]

ครั้งนั้น ศิษย์บางรูปประสงค์จะเล่าเรียนคัมภีร์ลักษณะ

อันมีองค์ ๖ ๑- ในคัมภีร์พระเวท ๒- ได้มายังสำนักของข้าพเจ้า

[๕๙]

พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้ทรงเป็นมหามุนี

เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เมื่อจะทรงประกาศสัจจะ ๔ ๓-

จึงได้ทรงแสดงอมตบท ๔-

@เชิงอรรถ :

@๑ ลักษณะมีองค์ ๖ ในที่นี้หมายถึงมนตร์พรหมจินดามีองค์ ๖ คือ (๑) กัปปศาสตร์ (ว่าด้วยวิธีเกี่ยวกับ

@การบูชายัญ) (๒) พยากรณ์ศาสตร์ (แสดงการแยกปกติ) (๓) นิรุตติศาสตร์ (แสดงศัพท์ เติมปัจจัย)

@(๔) สิกขาศาสตร์ (แสดงฐานกรณ์และปตยนะของอักษร) (๕) ฉันโทวิจิติศาสตร์ (แสดงลักษณะของฉันท์)

@(๖) โชติสัตถศาสตร์ (แสดงลักษณะของดวงดาวที่บ่งถึงความเจริญและความเสื่อมของมนุษย์)

@(ขุ.วิ.อ. ๙๙๖/๓๐๙)

@ดูเทียบเวทางคศาสตร์ของพราหมณ์ มี ๖ อย่างคือ (๑) ศึกษา คือ วิธีออกเสียงคำในพระเวทให้ถูกต้อง

@(๒) ไวยากรณ์ (๓) ฉันท์ (๔) เชยติส คือดาราศาสตร์ (๕) นิรุกติ คือกำเนิดของคำ และ (๖) กัลปะคือ

@วิธีจัดทำพิธี (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๗๗๓)

@๒ คัมภีร์พระเวท หมายถึงคัมภีร์ของพราหมณ์ คัมภีร์ที่เขียนด้วยภาษาสันสกฤตของชาวฮินดู

@(ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๓)

@๓ สัจจะ ๔ ได้แก่ (๑) ทุกข์ (๒) สมุทัย (๓) นิโรธ (๔) มรรค (ขุ.อป.อ. ๒/๗/๑๐๗)

@๔ ดูเชิงอรรถหน้า ๔ ในเล่มนี้

[๖๐]

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความยินดี ร่าเริงบันเทิงใจ

มุ่งหวังกองธรรมอันวิเศษ ออกจากอาศรมแล้วพูดดังนี้ว่า

[๖๑]

พระพุทธเจ้าผู้ทรงลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ๑-

เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก มาเถิด ท่านทั้งหลาย

เราทุกคนจักไปยังสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๖๒]

ศิษย์เหล่านั้นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนบรรลุบารมีในพระสัทธรรม

แสวงหาประโยชน์อย่างยอดเยี่ยม ต่างรับว่า สาธุ

[๖๓]

ครั้งนั้น พวกเขาสวมชฎาและทรงบริขาร

นุ่งห่มผ้าหนังสัตว์

แสวงหาประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมได้ออกไปจากป่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ คือ (๑) มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน (๒) พื้นใต้พระบาททั้ง ๒ มีจักร

@ปรากฏข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกงและดุม มีส่วนประกอบครบบริบูรณ์ทุกอย่าง (๓) ทรงมีส้นพระบาทยาว

@(๔) มีองคุลียาว (๕) ทรงมีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม (๖) ทรงมีลายดุจตาข่ายที่ฝ่าพระหัตถ์

@และฝ่าพระบาท (๗) ทรงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ (๘) ทรงมีพระชงฆ์เรียว ดุจแข้งเนื้อทราย (๙) เมื่อ

@ประทับยืน ไม่ต้องทรงก้มก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุได้ด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒ (๑๐) ทรงมีพระคุยหฐานเร้น

@อยู่ในฝัก (๑๑) ทรงมีพระฉวีวรรณงดงามดุจหุ้มด้วยทองคำ (๑๒) ทรงมีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลี

@ไม่เกาะติดพระวรกาย (๑๓) ทรงมีพระโลมชาติงอกเส้นเดียวในแต่ละขุม (๑๔) ทรงมีพระโลมชาติสีเข้ม

@เหมือนดอกอัญชันขดเป็นลอนเวียนขวามีปลายตั้งขึ้น (๑๕) ทรงมีพระวรกายตรงดุจกายพรหม (๑๖) ทรง

@มีพระมังสะพูนเต็มในที่ ๗ แห่ง (คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ หลังพระบาททั้ง ๒ พระอังสะทั้ง ๒ และ

@ลำพระศอ) (๑๗) ทรงมีส่วนพระวรกายบริบูรณ์ดุจกึ่งกายท่อนหน้าของพญาราชสีห์ (๑๘) ทรงมีพระ

@ปฤษฎางค์เต็มเรียบเสมอกัน (๑๙) ทรงมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลต้นไทร พระวรกายสูง

@เท่ากับวาของพระองค์ (๒๐) ทรงมีพระศอกลมงามเต็มเสมอ (๒๑) ทรงมีเส้นประสาทสำหรับรับรส

@พระกระยาหารได้อย่างดี (๒๒) ทรงมีพระหนุดุจคางราชสีห์ (๒๓) ทรงมีพระทนต์ ๔๐ ซี่ (๒๔) ทรง

@มีพระทนต์เรียบเสมอกัน (๒๕) ทรงมีพระทนต์ไม่ห่างกัน (๒๖) ทรงมีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม (๒๗) ทรง

@มีพระชิวหาใหญ่ (๒๘) ทรงมีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก (๒๙) ทรงมีพระเนตร

@ดำสนิท (๓๐) ทรงมีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด (๓๑) ทรงมีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนง

@สีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น (๓๒) ทรงมีพระเศียรงดงามดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์

@(ที.ปา. (แปล) ๑๑/๒๐๐/๑๕๙-๑๖๓, ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๘๖/๔๗๔-๔๗๘)

[๖๔]

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี

มีพระยศยิ่งใหญ่ ๑- เมื่อจะทรงประกาศสัจจะ ๔

จึงได้ทรงแสดงอมตบท

[๖๕]

ข้าพเจ้ายืนถือเศวตฉัตรกั้นถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ครั้นกั้นถวายตลอดวันหนึ่งแล้ว

ได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

[๖๖]

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๖๗]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีจิตเลื่อมใส

ซึ่งได้กั้นเศวตฉัตรให้เราด้วยมือทั้ง ๒ ของตน

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๖๘]

เมื่อผู้นี้เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ประชาชนจักคอยกั้นฉัตรให้ทุกเมื่อ

นี้เป็นผลแห่งการกั้นฉัตรถวาย

[๖๙]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป

จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ

[๗๐]

และจักครองเทวสมบัติตลอด ๗๗ ชาติ

จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๗๑]

ในกัปที่ ๑๑๘ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาพระนามว่าโคดมศากยะ ผู้ประเสริฐ

ผู้มีพระจักษุ จักเสด็จอุบัติขึ้น

กำจัดความมืดมนให้พินาศไป

@เชิงอรรถ :

@๑ มีพระยศใหญ่ หมายถึงมียศแผ่ไปในโลก ๓ คือ มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก (ขุ.อป.อ. ๑/๖๑๔/๓๖๔,

@ขุ.อป.อ. ๒/๒๕๑/๓๓๑)

[๗๒]

ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น

เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต

กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

[๗๓]

นับแต่กาลที่ข้าพเจ้าได้ทำกรรม

คือการได้กั้นฉัตรถวายพระพุทธเจ้าเป็นต้นมา

ในระหว่างนี้ข้าพเจ้าไม่รู้ภาวะที่ตนไม่เคยได้รับการกั้นเศวตฉัตรให้

[๗๔]

ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของข้าพเจ้า

ภพสุดท้ายกำลังเป็นไปอยู่

ทุกวันนี้เหนือศีรษะของข้าพเจ้า

ก็ได้มีการกั้นฉัตรตลอดกาลเป็นนิตย์

[๗๕]

โอหนอ กรรมข้าพเจ้าได้ทำไว้ดีแล้ว

ในสำนักพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้มั่นคง

อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๗๖]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๗๗]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๗๘]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระเอกฉัตติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

เอกฉัตติยเถราปทานที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. ภัททาลิเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔๒. ภัททาลิวรรคหัวข้อถัดไป๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทาน