ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๔๙. ปังสุกุลสวรรค
  12. /
  13. ๔. ญาณถวิกเถราปทาน

๔. ญาณถวิกเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๗๔ · บรรทัด ๑๕๖๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระญาณัตถวิกเถระ

(พระญาณัตถวิกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๔๖]

ข้าพเจ้าสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้

ณ ทิศใต้แห่งภูเขาหิมพานต์

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสวงหาประโยชน์สูงสุด

จึงอาศัยอยู่ในป่าใหญ่

[๔๗]

ข้าพเจ้ายินดีด้วยเหง้ามันและผลไม้ตามมีตามได้

ไม่เที่ยวแสวงหา อยู่เพียงผู้เดียว

[๔๘]

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ

เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว

พระองค์ทรงประกาศสัจจะ ๔ ช่วยฉุดมหาชนขึ้น

[๔๙]

ข้าพเจ้ามิได้สดับข่าวพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แม้ใครๆ ก็ไม่บอกข้าพเจ้า เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี

ข้าพเจ้าจึงได้สดับข่าวพระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

[๕๐]

ข้าพเจ้านำไฟและฟืนออกแล้ว

กวาดอาศรม หาบบริขารออกจากป่าใหญ่ไป

[๕๑]

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าพักอยู่ในบ้านและนิคม ๑ คืน

เข้าไปใกล้กรุงจันทวดีโดยลำดับ

[๕๒]

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค

ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกพระนามว่าสุเมธะ

ทรงแสดงอมตบทช่วยฉุดสัตว์จำนวนมากขึ้น

[๕๓]

ข้าพเจ้าได้ผ่านหมู่ชนเข้าไปไหว้พระชินเจ้าผู้เสด็จมาดีแล้ว

ทำผ้าหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

แล้วสรรเสริญพระผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

[๕๔]

พระองค์ผู้เป็นพระศาสดาผู้สูงสุด

แห่งเทวดาและมนุษย์ ผู้ปรากฏดุจธง

เป็นดุจธงชัยและเป็นดุจเสาพิธีผูกสัตว์บูชายัญ

เป็นที่หมายปอง เป็นที่พึ่ง และเป็นดุจดวงประทีปของหมู่สัตว์

ภาณวารที่ ๒๑ จบ

[๕๕]

พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ในญาณทัสสนะ ๑-

ทรงช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นไปได้

ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่นที่จะช่วยหมู่สัตว์

ให้ข้ามพ้น(วัฏฏสงสาร)ไปได้ยิ่งกว่าพระองค์ไม่มีในโลก

[๕๖]

มหาสมุทรที่ลึกที่สุด ก็พึงอาจที่จะประมาณได้ด้วยปลายหญ้าคา

ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณของพระองค์

ใครๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย

[๕๗]

แผ่นดินก็อาจจะวางลงบนตาชั่งแล้วชั่งดูได้

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

แต่สิ่งที่เสมอด้วยพระปัญญาของพระองค์ไม่มีเลย

[๕๘]

อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ

ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์

ใครๆ ไม่อาจจะประมาณได้เลย

[๕๙]

น้ำในมหาสมุทร อากาศและพื้นแผ่นดิน

สิ่งทั้ง ๓ นี้ ก็พึงอาจประมาณได้

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

พระองค์เป็นผู้ที่ใครๆ จะประมาณไม่ได้เลย

@เชิงอรรถ :

@๑ ญาณทัสสนะ หมายถึงมัคคญาณ ผลญาณ สัพพัญญุตญาณ ปัจจเวกขณญาณ วิปัสสนาญาณ

@(ที.สี.อ. ๑/๒๓๔/๑๙๘)

[๖๐]

ข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู

ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว

ประนมมือยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น

[๖๑]

พระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาเสมอด้วยพื้นปฐพี

เป็นเมธีชั้นเลิศ ซึ่งชนทั้งหลายถวายพระนามว่าสุเมธะ

ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

[๖๒]

เราจักพยากรณ์ผู้ที่มีจิตเลื่อมใส

ได้กล่าวสรรเสริญญาณของเรา

ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

[๖๓]

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๗๗ กัป

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติอยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๐๐๐ ชาติ

[๖๔]

จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายร้อยชาติ

และจักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

[๖๕]

เขาจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม

ก็จักเป็นผู้มั่นคงในกรรมดี

จักเป็นผู้มีความดำริไม่บกพร่อง มีปัญญาเฉียบแหลม

[๖๖]

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร

ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๖๗]

ผู้นี้จักไม่มีความกังวล ออกบวช

จักบรรลุอรหัตตผลตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบ

[๖๘]

ในระหว่างกาลที่ข้าพเจ้าจำความได้

จนถึงการบรรลุศาสนธรรมนี้

ข้าพเจ้าไม่รู้จักความไม่สบายใจเลย

[๖๙]

ข้าพเจ้าเวียนว่ายตายเกิด เสวยสมบัติในภพน้อยภพใหญ่

ข้าพเจ้าไม่มีความบกพร่องในโภคะเลย

นี้เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ

[๗๐]

ไฟ ๓ กอง ข้าพเจ้าดับได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

อาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว

บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

[๗๑]

ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระญาณไว้

จึงไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ

[๗๒]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๗๓]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

[๗๔]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระญาณัตถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ญาณัตถวิกเถราปทานที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. ภิสทายกเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔๙. ปังสุกุลสวรรคหัวข้อถัดไป๕. จันทนมาลิยเถราปทาน