ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๓๓
  6. /
  7. …
  8. /
  9. อปทาน
  10. /
  11. ๔๙. ปังสุกุลสวรรค
  12. /
  13. ๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

เล่มที่ ๓๓ · ข้อ ๗๙ · บรรทัด ๑๗๙๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. ธัมมรุจิเถราปทาน

ประวัติในอดีตชาติของพระธัมมรุจิเถระ

(พระธัมมรุจิเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๖๔]

ในเวลาที่พระพุทธชินเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ทรงพยากรณ์สุเมธดาบสว่า

ในกัปนับประมาณมิได้จากกัปนี้ไป

ดาบสนี้จักเป็นพระพุทธเจ้า

[๑๖๕]

พระมารดาผู้ให้กำเนิดดาบสนี้

จักมีพระนามว่ามายา พระบิดาจักมีพระนามว่าสุทโธทนะ

ดาบสนี้จักมีนามว่าโคดม

[๑๖๖]

ดาบสนี้จักตั้งความเพียรบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว

จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศยิ่งใหญ่

ตรัสรู้ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๑๖๗]

พระอุปติสสเถระและพระโกลิตเถระจักเป็นพระอัครสาวก

พระอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านี้

[๑๖๘]

เขมาภิกษุณีและอุบลวรรณาภิกษุณีจักเป็นพระอัครสาวิกา

จิตตคหบดีอุบาสกและหัตถกคหบดีอุบาสก

ชาวเมืองอาฬวี จักเป็นอัครอุบาสก

[๑๖๙]

ขุชชุตตราอุบาสิกาและนันทมารดาอุบาสิกาเป็นอัครอุบาสิกา

ต้นไม้เป็นสถานที่ตรัสรู้ของนักปราชญ์ผู้นี้

ชาวโลกเรียกกันว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์

[๑๗๐]

มนุษย์และเทวดาได้สดับพระดำรัสของพระพุทธเจ้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะหาใครเสมอเหมือนมิได้

ต่างเป็นผู้เบิกบานประนมมือนมัสการ

[๑๗๑]

ข้าแต่พระมหามุนี

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นมาณพชื่อเมฆะ ศึกษามาดีแล้ว

ได้สดับคำพยากรณ์อันประเสริฐของสุเมธดาบส

[๑๗๒]

ข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้นเคยกับสุเมธดาบส ผู้มีความกรุณา

และรีบออกบวชตามสุเมธดาบส ผู้มีความเพียร ซึ่งบวชอยู่

[๑๗๓]

เป็นผู้สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕

มีอาชีวะหมดจด มีสติ เป็นนักปราชญ์

กระทำตามคำสั่งสอนของพระชินเจ้า

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนี้

ถูกปาปมิตรบางคนชักนำในความประพฤติเลวทราม

ถูกขจัดออกจากหนทางที่ชอบแล้ว

[๑๗๕]

เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งวิตก

จึงหลีกออกจากศาสนา

ภายหลังถูกปาปมิตรนั้นชักชวนให้ฆ่ามารดา

[๑๗๖]

ข้าพเจ้ามีจิตชั่วร้ายได้ทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดา

จุติจากภพนั้นแล้วไปเกิดในอเวจีมหานรกที่แสนจะทารุณ

[๑๗๗]

ข้าพเจ้าตกนรกประสบความลำบากเวียนว่ายตายเกิดอยู่นาน

ไม่ได้เห็นสุเมธดาบส ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ประเสริฐกว่านรชน

[๑๗๘]

ในกัปนี้ ข้าพเจ้าเกิดเป็นปลาติมิงคละอยู่ในมหาสมุทร

เห็นเรือในสมุทรสาคร จึงเข้าไปเพื่อจะกิน

[๑๗๙]

พวกพ่อค้าเห็นข้าพเจ้าก็กลัว

ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ข้าพเจ้าได้ยินเสียงกึกก้องว่า

โคตมะ ที่พ่อค้าเหล่านั้นเปล่งขึ้น

[๑๘๐]

จึงนึกถึงสัญญาเก่าขึ้นมาได้ จากนั้นก็เสียชีวิตแล้ว

ไปเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่ง ในกรุงสาวัตถี

[๑๘๑]

ข้าพเจ้าชื่อว่าธัมมรุจิ เป็นผู้เกลียดบาปกรรมทุกอย่าง

พออายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้พบพระพุทธองค์ผู้ส่องโลกให้โชติช่วง

[๑๘๒]

ข้าพเจ้าจึงได้ไปยังพระเชตวันมหาวิหาร

แล้วบวชเป็นบรรพชิต

เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง ต่อคืนและวัน

[๑๘๓]

ครั้งนั้น พระองค์ผู้เป็นมุนี

ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าเข้าจึงตรัสว่า

ธัมมรุจิ ท่านจงระลึกถึงเรา

ลำดับนั้น ข้าพเจ้ากราบทูลบุพกรรมอย่างแจ่มแจ้ง

กับพระพุทธเจ้าว่า

[๑๘๔]

นานมาแล้ว ข้าพระองค์ไม่ได้พบพระองค์

ผู้ทรงบุญลักษณะตั้ง ๑๐๐

ผู้ทรงมีเหตุปัจจัยบริสุทธิ์ในชาติปางก่อน

บัดนี้ ข้าพระองค์ได้พบพระสรีระของพระองค์

นับว่าเป็นการเห็นที่ประเสริฐแท้ ไม่มีสิ่งเปรียบ

[๑๘๕]

ความมืดคือโมหะ พระองค์ขจัดได้สิ้นเชิงหนอ

ข้าพเจ้าชมเชยพระองค์แล้ว

แม่น้ำคือตัณหา อันพระองค์ผู้มีอินทรีย์อันรักษาไว้ดีแล้ว

ให้เหือดแห้งไปโดยสิ้นเชิง พระนิพพานที่ไม่มีมลทิน ๑-

อันพระองค์ทรงชำระดีแล้ว สิ้นกาลนาน

ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์บรรลุนัยนา ๒-

ที่สำเร็จด้วยญาณสิ้นกาลนาน

[๑๘๖]

ข้าพระองค์พินาศไปในระหว่างตลอดกาลนาน

ข้าแต่พระโคดม แต่วันนี้ ข้าพระองค์ได้พบพระองค์

การพบเป็นต้นที่ได้ทำไว้จักไม่พินาศไปอีก

[๑๘๗]

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว

ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ

[๑๘๘]

การที่ข้าพเจ้ามาในสำนักของพระพุทธเจ้า

เป็นการมาดีแล้วโดยแท้

วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ พระนิพพานที่ไม่มีมลทิน หมายถึงบรรลุนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๒/๑๘๕-๘๖/๒๖๑)

@๒ บรรลุนัยนา หมายถึงทิพพจักขุ (ขุ.อป.อ. ๒/๑๘๕-๘๖/๒๖๑)

[๑๘๙]

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘

และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล

ได้ทราบว่า ท่านพระธัมมรุจิเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

ธัมมรุจิเถราปทานที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๓ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. ตรณิยเถราปทานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๓๓๔๙. ปังสุกุลสวรรคหัวข้อถัดไป๑๐. สาลมัณฑปียเถราปทาน