อมตารัมมณกถา
[๑๓๐๘] สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของ โอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของ ปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์สังกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของ สังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์
[๑๓๐๙] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร ไม่พึง มัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ราคะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้
[๑๓๑๐] ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความ กระทบกระเทือน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็น ที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โทสะปรารภอมตะเกิด ขึ้นได้
[๑๓๑๑] ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่เห็น เกื้อกูลแก่ความ ดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ เกื้อกูลแก่ความเจริญ แห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็นไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไป เพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้