ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๗
  6. /
  7. …
  8. /
  9. ปาติโมกขฐปนะขันธกะ
  10. /
  11. พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์ เป็นต้น
  12. /
  13. หัวข้อประจำขันธกะ

หัวข้อประจำขันธกะ

เล่มที่ ๗ · ข้อ ๕๑๒ · บรรทัด ๖๐๖๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

รวมเรื่องที่มีในปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ

เรื่องในวันอุโบสถ ภิกษุผู้มีบาปถูกไล่ ๓ ครั้ง

ไม่ยอมออกไป ถูกพระโมคคัลลานะฉุดออกไป

เรื่องความอัศจรรย์ในพระธรรมวินัย

คือ มีการศึกษาไปตามลำดับ

เปรียบด้วยมหาสมุทรที่ต่ำลาดลึกลงตามลำดับ

พระสาวกไม่ละเมิดสิกขาบท

เปรียบด้วยมหาสมุทรมีปกติไม่ล้นฝั่ง

สงฆ์ย่อมขับไล่ผู้ทุศีลออก

เปรียบด้วยมหาสมุทรซัดซากศพขึ้นฝั่ง

วรรณะ ๔ มาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว

ย่อมละชื่อและโคตรเดิม เปรียบด้วยแม่น้ำใหญ่

ไหลลงสู่มหาสมุทรแล้วย่อมละชื่อเดิม

ภิกษุจำนวนมากปรินิพพาน

เปรียบด้วยน้ำไหลลงมหาสมุทร

พระธรรมวินัยมีวิมุตติรสอย่างเดียว

เปรียบด้วยมหาสมุทรมีรสเค็มอย่างเดียว

พระธรรมวินัยมีรัตนะมาก

เป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคล ๘ จำพวก

เปรียบด้วยมหาสมุทรเป็นที่อยู่ของสัตว์ขนาดใหญ่

แล้วยังคุณในพระศาสนาให้ดำรงอยู่

พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้งดปาติโมกข์

แก่ผู้มีอาบัติติดตัวในวันอุโบสถ

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ปรึกษากันว่าใครๆ ไม่รู้จักเรา

ทั้งที่มีอาบัติติดตัวก็ยังทำอุโบสถแล้วกลัวว่า

ภิกษุผู้มีศีลดีงามจะงดปาติโมกข์แก่ตน

จึงรีบกล่าวโทษผู้อื่นก่อน

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๒ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๒ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๓ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๓ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๔ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๔ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๕ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๖ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๖ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๗ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๗ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๘ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๘ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๙ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๙ อย่าง

การงดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรม ๑๐ อย่าง

การงดปาติโมกข์ชอบธรรม ๑๐ อย่าง

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะวิบัติ ๔ อย่าง คือ สีลวิบัติ

อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ และอาชีววิบัติ

(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะอาบัติ ๕ กอง คือ ปาราชิก

สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ และทุกกฏ

(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะวิบัติ ๖ คือ สีลวิบัติ

อาจารวิบัติและทิฏฐิวิบัติที่ภิกษุทำและไม่ได้ทำ

(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะอาบัติ ๗ กอง คือ ปาราชิก

สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏและ

ทุพภาสิต(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

ภิกษุงดปาติโมกข์ เพราะวิบัติ ๘ คือ สีลวิบัติ

อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติและอาชีววิบัติ ที่ภิกษุทำและไม่ได้ทำ

(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะวิบัติ ๙ วิธี คือ เพราะสีลวิบัติ

อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ ที่ภิกษุทำ ไม่ได้ทำ ทั้งที่ทำและไม่ได้ทำ

(ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม)

พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ผู้รู้ตามความเป็นจริงอย่างนี้

ภิกษุงดปาติโมกข์มีลักษณะ ๑๐ คือ

(๑) ภิกษุเป็นปาราชิก

(๒) ถ้อยคำปรารภผู้เป็นปาราชิกได้ค้างอยู่

(๓) ภิกษุบอกคืนสิกขา

(๔) ถ้อยคำปรารภผู้บอกคืนสิกขาได้ค้างอยู่

(๕) ภิกษุไม่ร่วมสามัคคี

(๖) พูดค้านสามัคคี

(๗) คำค้านสามัคคีค้างอยู่

(๘-๑๐) มีผู้ได้เห็นได้ยินและนึกสงสัยเพราะสีลวิบัติ

อาจารวิบัติและทิฏฐิวิบัติ

ภิกษุงดปาติโมกข์เพราะเห็นเอง ผู้อื่นบอกเธอหรือ

ผู้เป็นปาราชิกนั้นบอกความจริงแก่เธอ

บริษัทเลิกประชุม เพราะอันตราย ๑๐ อย่าง คือ

พระราชา โจร ไฟ น้ำ มนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ร้าย

สัตว์เลื้อยคลาน ชีวิต และพรหมจรรย์ อธิบายความเรื่องงด

ปาติโมกข์ที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมตามที่กำหนดไว้

ภิกษุผู้โจทก์พึงตั้งคุณสมบัติภายในตน คือ

กล่าวโดยกาลที่ควร กล่าวคำจริง คำที่มีประโยชน์

จะเป็นพรรคพวกมีทะเลาะกันเป็นต้น ผู้เป็นโจทก์มีกาย

วาจาบริสุทธิ์ มีเมตตาจิต เป็นพหูสูต

รู้ปาติโมกข์ทั้งสองฝ่าย

ภิกษุพึงโจทโดยกาลอันควร กล่าวด้วยเรื่องจริง

ด้วยคำสุภาพ ด้วยคำที่มีประโยชน์

ด้วยเมตตาจิตเพราะถูกโจทโดยไม่

ชอบธรรมภิกษุเดือดร้อน

ก็พึงบรรเทาความเดือดร้อน

ภิกษุผู้โจทก์และผู้ถูกโจทชอบธรรม

พึงบรรเทาความเดือดร้อน

พระผู้มีพระภาคทรงประกาศข้อปฎิบัติของภิกษุผู้จะโจทไว้

๕ อย่าง คือ ความการุณ มุ่งประโยชน์ มีความเอ็นดู

การออกจากอาบัติและยึดพระวินัยไว้เป็นแนวทาง

ผู้ถูกโจทพึงตั้งอยู่ในความจริงและไม่ขุ่นเคือง

ปาติโมกขัฎฐปนขันธกะ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ต้องเดือดร้อนกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๗พระอุบาลีทูลถามอธิกรณ์ เป็นต้นหัวข้อถัดไปเรื่องพระนางมหาปชาบดีโคตมี