ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๘
  6. /
  7. …
  8. /
  9. มหาวิภังค์ ๑๖ มหาวาร
  10. /
  11. กตาปัตติวารที่ ๒
  12. /
  13. คำถามและคำตอบปาจิตติยกัณฑ์

คำถามและคำตอบปาจิตติยกัณฑ์

เล่มที่ ๘ · ข้อ ๒๙๑ · บรรทัด ๒๖๕๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถา
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. ปาจิตติยกัณฑ์

จำนวนอาบัติในปาจิตติยกัณฑ์

๑. มุสาวาทวรรค

๑. มุสาวาทสิกขาบท

[๑๖๕]

ถาม : ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ต้องอาบัติเท่าไร

ตอบ : ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ต้องอาบัติ ๕ อย่าง คือ

๑. ภิกษุมีความปรารถนาชั่ว ถูกความอยากครอบงำ กล่าวอวดอุตตริ- มนุสสธรรมที่ไม่มีอยู่ ไม่เป็นจริง ต้องอาบัติปาราชิก

๒. ภิกษุโจทภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

๓. ภิกษุกล่าวว่า “ภิกษุรูปใดอยู่ในวิหารของท่านภิกษุรูปนั้นเป็นพระ อรหันต์” เมื่อผู้อื่นเข้าใจ ต้องอาบัติถุลลัจจัย

๔. เมื่อเขาไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ

๕. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้

ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ต้องอาบัติ ๕ อย่างเหล่านี้

๒. โอมสวาทสิกขาบท

ภิกษุกล่าวเสียดสี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กล่าวเสียดสีอุปสัมบัน(ภิกษุ) ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. กล่าวเสียดสีอนุปสัมบัน(ผู้มิใช่ภิกษุ) ต้องอาบัติทุกกฏ

๓. เปสุญญสิกขาบท

ภิกษุกล่าวส่อเสียด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กล่าวส่อเสียดอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. กล่าวส่อเสียดอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๔. ปทโสธัมมสิกขาบท

ภิกษุสอนอนุปสัมบันให้กล่าวธรรมแข่งกันเป็นบทๆ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังสอนให้กล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ บท

๕. สหเสยยสิกขาบท

ภิกษุนอนร่วมกันกับอนุปสัมบัน เกิน ๒-๓ คืน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. ทุติยสหเสยยสิกขาบท

ภิกษุนอนร่วมกันกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. ธัมมเทสนาสิกขาบท

ภิกษุแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุกๆ บท

๘. ภูตาโรจนสิกขาบท

ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริงแก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังบอก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อบอกแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท

ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังบอก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อบอกแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. ปฐวีขณนสิกขาบท

ภิกษุขุดดิน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังขุด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คราวที่ขุด

มุสาวาทวรรคที่ ๑ จบ

๒. ภูตคามวรรค

๑. ภูตคามสิกขาบท

[๑๖๖]

ภิกษุพรากภูตคาม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังพราก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คราวที่พราก

๒. อัญญวาทกสิกขาบท

ภิกษุนำเอาเรื่องอื่นมากล่าวกลบเกลื่อน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เมื่อสงฆ์ยังไม่ลงอัญญวาทกกรรม(กรรมที่จะพึงกระทำแก่ภิกษุผู้พูด กลบเกลื่อน) นำเอาเรื่องอื่นมากล่าวกลบเกลื่อน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เมื่อสงฆ์ลงอัญญวาทกกรรมแล้ว นำเอาเรื่องอื่นมากล่าวกลบเกลื่อน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. อุชฌาปนกสิกขาบท

ภิกษุกล่าวให้ผู้อื่นเพ่งโทษภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังกล่าวให้เพ่งโทษ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อกล่าวให้เพ่งโทษแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. ปฐมเสนาสนสิกขาบท

ภิกษุวางเตียง ตั่ง ฟูก หรือเก้าอี้ของสงฆ์ในที่กลางแจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป ไม่เก็บ ไม่บอกมอบหมาย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เดินล่วงเลฑฑุบาต ๑- ไป ๑ ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เดินล่วงเลฑฑุบาตไป ๒ ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

@เชิงอรรถ :

@๑ เลฑฑุบาต เท่ากับระยะโยนหรือขว้างก้อนดินไปตก(ดู วิสุทฺธิ. ๑/๓๑/๗๖)

๕. ทุติยเสนาสนสิกขาบท

ภิกษุปูที่นอนในวิหารของสงฆ์แล้ว เมื่อจะจากไปไม่เก็บ ไม่บอกมอบหมาย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เดินล่วงเลยเครื่องล้อมไป ๑ ก้าว ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เดินล่วงเลยเครื่องล้อมไป ๒ ก้าว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. อนุปขัชชสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ เข้าไปนอนแทรกแซงภิกษุผู้เข้าไปอยู่ในวิหารของสงฆ์ก่อน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. นิกกัฑฒนสิกขาบท

ภิกษุโกรธ ไม่พอใจ ฉุดลากภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังฉุดลาก ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อฉุดลากออกไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. เวหาสกุฏิสิกขาบท

ภิกษุนั่งบนเตียงหรือบนตั่งอันมีเท้าเสียบบนกุฎีชั้นลอยในวิหารของสงฆ์ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. มหัลลกวิหารสิกขาบท

ภิกษุดำเนินการมุงหลังคา(วิหาร) ๒-๓ ชั้น แล้วดำเนินการเกินกว่านั้น ต้อง อาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังดำเนินการ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. สัปปาณกสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ว่าน้ำมีสิ่งมีชีวิต รดหญ้าหรือดิน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังรด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อรดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภูตคามวรรคที่ ๒ จบ

๓. โอวาทวรรค

๑. โอวาทสิกขาบท

[๑๖๗]

ภิกษุไม่ได้รับแต่งตั้ง สั่งสอนภิกษุณีทั้งหลาย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังสั่งสอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อสั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. อัตถังคตสิกขาบท

ภิกษุสั่งสอนภิกษุณีทั้งหลายในเวลาที่ดวงอาทิตย์อัสดงแล้ว ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังสั่งสอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อสั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. ภิกขุนูปัสสยสิกขาบท

ภิกษุเข้าไปที่สำนักภิกษุณีแล้วสั่งสอนภิกษุณีทั้งหลาย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังสั่งสอน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อสั่งสอนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. อามิสสิกขาบท

ภิกษุกล่าวว่า “ภิกษุ(ผู้เถระ)ทั้งหลายสั่งสอนภิกษุณีทั้งหลายเพราะเห็นแก่อามิส” ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อกล่าวแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๕. จีวรทานสิกขาบท

ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. จีวรสิพพนสิกขาบท

ภิกษุเย็บจีวรให้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเย็บ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในทุกๆ รอยเข็ม

๗. สังวิธานสิกขาบท

ภิกษุชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับภิกษุณี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเดินทาง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเดินทางไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. นาวาภิรูหนสิกขาบท

ภิกษุชักชวนภิกษุณีโดยสารเรือลำเดียวกัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังโดยสาร ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อโดยสารไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. ปริปาจิตสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ ฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้จัดเตรียม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในทุกๆ คำกลืน

๑๐. รโหนิสัชชสิกขาบท

ภิกษุนั่งในที่ลับกับภิกษุณีสองต่อสอง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

โอวาทวรรคที่ ๓ จบ

๔. โภชนวรรค

๑. อาวสถปิณฑสิกขาบท

[๑๖๘]

ภิกษุฉันภัตตาหารในที่พักแรมเกินกว่าหนึ่งมื้อ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๒. คณโภชนสิกขาบท

ภิกษุฉันคณโภชนะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๓. ปรัมปรโภชนสิกขาบท

ภิกษุฉันปรัมปรโภชนะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๔. กาณมาตุสิกขาบท

ภิกษุรับขนมเต็ม ๒-๓ บาตร แล้วรับเกินกว่านั้น ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังรับ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อรับแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๕. ปฐมปวารณาสิกขาบท

ภิกษุฉันแล้ว บอกห้ามภัตตาหารแล้ว เคี้ยวของเคี้ยวหรือฉันของฉันที่ไม่เป็นเดน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๖. ทุติยปวารณาสิกขาบท

ภิกษุนำของเคี้ยวหรือของฉันที่ไม่เป็นเดนไปปวารณาภิกษุผู้ฉันเสร็จแล้ว บอก ห้ามภัตตาหารแล้ว ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. ภิกษุรับไว้ตามคำของภิกษุนั้นด้วยตั้งใจว่า “จะเคี้ยว จะฉัน” ภิกษุ ผู้นำไปต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เมื่อภิกษุผู้รับนั้นฉันเสร็จ ภิกษุผู้นำไปปวารณา ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. วิกาลโภชนสิกขาบท

ภิกษุเคี้ยวของเคี้ยวหรือฉันของฉันในเวลาวิกาล ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะเคี้ยว จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๘. สันนิธิการกสิกขาบท

ภิกษุเคี้ยวของเคี้ยวหรือฉันของฉันที่เก็บสะสมไว้ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะเคี้ยว จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๙. ปณีตโภชนสิกขาบท

ภิกษุออกปากขอโภชนะอันประณีตมาเพื่อตนแล้วฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

๑๐. ทันตโปนสิกขาบท

ภิกษุกลืนอาหารที่ยังไม่มีผู้ถวายให้ล่วงลำคอ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คำกลืน

โภชนวรรคที่ ๔ จบ

๕. อเจลกวรรค

๑. อเจลกสิกขาบท

[๑๖๙]

ภิกษุให้ของเคี้ยวหรือของฉันแก่อเจลกปริพาชก หรือปริพาชิกาด้วย มือตน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. อุยโยชนสิกขาบท

ภิกษุผู้กล่าวชักชวนภิกษุว่า “ท่านจงมาเถิด พวกเราจะเข้าไปบิณฑบาตในหมู่ บ้าน หรือในนิคม” แล้วให้ทายกถวายหรือไม่ให้ทายกถวายแก่ภิกษุนั้นแล้วนิมนต์กลับ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนิมนต์กลับ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนิมนต์กลับแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. สโภชนสิกขาบท

ภิกษุเข้าไปนั่งแทรกแซงในตระกูลที่มีคน ๒ คน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. รโหปฏิจฉันนสิกขาบท

ภิกษุนั่งบนอาสนะที่กำบังในที่ลับกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๕. รโหนิสัชชสิกขาบท

ภิกษุนั่งในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. จาริตตสิกขาบท

ภิกษุรับนิมนต์ไว้แล้ว มีภัตตาหารอยู่แล้ว ไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่เที่ยวสัญจรไป ในตระกูลทั้งหลาย ก่อนเวลาฉันภัตตาหาร หรือหลังเวลาฉันภัตตาหาร ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. ก้าวเท้าที่ ๑ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ก้าวเท้าที่ ๒ ล่วง(ธรณีประตู) ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. มหานามสิกขาบท

ภิกษุออกปากขอเภสัชเกินกว่ากำหนด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังออกปากขอ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อออกปากขอแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. อุยยุตตเสนาสิกขาบท

ภิกษุไปดูกองทัพที่เคลื่อนขบวนออกรบ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังไป ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ยืนดูในระยะที่พอมองเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. เสนาวาสสิกขาบท

ภิกษุพักแรมอยู่ในกองทัพเกินกว่า ๓ คืน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังพักแรมอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อพักแรมอยู่แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. อุยโยธิกสิกขาบท

ภิกษุเที่ยวไปสู่สนามรบ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเที่ยวไป ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ยืนดูในระยะที่พอมองเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อเจลกวรรคที่ ๕ จบ

๖. สุราเมรยวรรค

๑. สุราปานสิกขาบท

[๑๗๐]

ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะดื่ม” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ดื่ม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ คราวที่ดื่มเข้าไป

๒. อังคุลิปโตทกสิกขาบท

ภิกษุใช้นิ้วมือจี้ภิกษุให้หัวเราะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังจี้ให้หัวเราะ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อให้หัวเราะแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. หัสสธัมมสิกขาบท

ภิกษุเล่นน้ำ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เล่นในน้ำตื้นใต้ข้อเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เล่นในน้ำลึกพอท่วมข้อเท้า ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. อนาทริยสิกขาบท

ภิกษุไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อไม่เอื้อเฟื้อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๕. ภิงสาปนสิกขาบท

ภิกษุทำให้ภิกษุตกใจ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำให้ตกใจ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำให้ตกใจแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. โชติกสิกขาบท

ภิกษุก่อไฟผิง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังก่อ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อก่อเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. นหานสิกขาบท

ภิกษุยังไม่ถึงครึ่งเดือนอาบน้ำ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่ออาบเสร็จ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. ทุพพัณณกรณสิกขาบท

ภิกษุไม่ใช้วัตถุที่ทำให้สีเสีย ๓ ชนิดอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้เสียสี แล้วใช้สอย จีวรใหม่ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อใช้สอยแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. วิกัปปนสิกขาบท

ภิกษุวิกัปจีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุ หรือแก่ภิกษุณี หรือแก่สิกขมานา หรือแก่ สามเณร หรือแก่สามเณรี แล้วใช้สอยจีวรที่ยังมิได้ปัจจุทธรณ์ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อใช้สอยแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. จีวรอปนิธานสิกขาบท

ภิกษุเอาบาตรหรือจีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม หรือประคดเอวของภิกษุไปซ่อน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเอาไปซ่อน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเอาไปซ่อนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สุราเมรยวรรคที่ ๖ จบ

๗. สัปปาณกวรรค

๑. สัญจิจจสิกขาบท

[๑๗๑]

ถาม : ภิกษุจงใจปลงชีวิตสัตว์ ต้องอาบัติเท่าไร

ตอบ : ภิกษุจงใจปลงชีวิตสัตว์ ต้องอาบัติ ๔ อย่าง คือ

๑. ขุดหลุมพรางไว้ไม่เจาะจงด้วยคิดว่า “ใครก็ได้จะตกลงไปตาย” ต้อง อาบัติทุกกฏ

๒. มนุษย์ตกลงไปตายในหลุมนั้น ต้องอาบัติปาราชิก

๓. ยักษ์ เปรต หรือสัตว์ดิรัจฉานมีกายเป็นมนุษย์ ๑- ตกลงไปตายในหลุมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย

๔. สัตว์ดิรัจฉานตกลงไปตายในหลุมนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุจงใจปลงชีวิตสัตว์ ต้องอาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้

๒. สัปปาณกสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์มีชีวิต ก็ยังบริโภค ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังบริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อบริโภคแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. อุกโกฏนสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินไปแล้วอย่างถูกต้อง เพื่อพิจารณาใหม่ ต้อง อาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังรื้อฟื้น ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อรื้อฟื้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. ทุฏฐุลลสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ ปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ อาบัติ ปาจิตตีย์

@เชิงอรรถ :

@๑ หมายถึงสัตว์ดิรัจฉาน เช่น นาคและครุฑแปลงร่างเป็นมนุษย์ (สารตฺถ.ฏีกา ๒/๑๗๖/๓๒๖, กงฺขา.ฏีกา ๒๓๒)

๕. อูนวีสติวัสสสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ อุปสมบทให้บุคคลผู้มีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังอุปสมบทให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่ออุปสมบทเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. เถยยสัตถสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ ชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับกลุ่มพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร ต้อง อาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเดินทาง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเดินทางไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. สังวิธานสิกขาบท

ภิกษุชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับมาตุคาม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเดินทาง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเดินทางไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. อริฏฐสิกขาบท

ภิกษุไม่สละทิฏฐิบาป จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. จบกรรมวาจา ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. อุกขิตตสัมโภคสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ยังคบหาภิกษุผู้กล่าวตู่อย่างนั้น ผู้ที่สงฆ์ยังไม่ได้ทำธรรมอันสมควร ผู้ยังไม่ยอมสละทิฏฐินั้น ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังคบหา ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อคบหาแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. กัณฏกสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ ปลอบโยนสมณุทเทสผู้ถูกสงฆ์นาสนะแล้วอย่างนั้น ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังปลอบโยน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อปลอบโยนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สัปปาณกวรรคที่ ๗ จบ

๘. สหธัมมิกวรรค

๑. สหธัมมิกสิกขาบท

[๑๗๒]

ภิกษุผู้อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนอยู่โดยชอบธรรม กลับกล่าว ว่า “ท่านทั้งหลาย กระผมจะยังไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ จนกว่าจะได้สอบถามภิกษุ รูปอื่นผู้ฉลาด ผู้เป็นวินัยธร” ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังกล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อกล่าวแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. วิเลขนสิกขาบท

ภิกษุดูหมิ่นพระวินัย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังดูหมิ่น ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อดูหมิ่นแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. โมหนสิกขาบท

ภิกษุแสร้งทำผู้อื่นให้หลง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เมื่อสงฆ์ยังไม่ยกโมหาโรปนกรรมขึ้นปรับ ทำผู้อื่นให้หลง ต้องอาบัติ ทุกกฏ

๒. เมื่อสงฆ์ยกโมหาโรปนกรรมขึ้นปรับแล้ว ทำผู้อื่นให้หลง ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์

๔. ปหารสิกขาบท

ภิกษุโกรธ ไม่พอใจ ทำร้ายภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำร้าย ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำร้ายแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๕. ตลสัตติกสิกขาบท

ภิกษุโกรธ ไม่พอใจ เงื้อหอกคือฝ่ามือให้ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเงื้อ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเงื้อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. อมูลกสิกขาบท

ภิกษุใส่ความภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังใส่ความ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อใส่ความแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. สัญจิจจสิกขาบท

ภิกษุจงใจก่อความรำคาญให้แก่ภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังก่อ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อก่อแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. อุปัสสุติสิกขาบท

ภิกษุยืนแอบฟังพวกภิกษุผู้บาดหมาง ทะเลาะ วิวาทกัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เดินไปด้วยตั้งใจว่า “จะฟัง” ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ยืนอยู่ในที่ที่จะได้ยิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. กัมมปฏิพาหนสิกขาบท

ภิกษุให้ฉันทะเพื่อกรรมที่ทำถูกต้องแล้ว กลับติเตียนในภายหลัง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อติเตียนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. ฉันทอทัตวาคมนสิกขาบท

ภิกษุเมื่อยังมีเรื่องที่ต้องวินิจฉัยอยู่ในสงฆ์ ไม่ให้ฉันทะแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. เมื่อกำลังจะละหัตถบาสที่ชุมนุมสงฆ์ ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. เมื่อละหัตถบาสไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๑. ทัพพสิกขาบท

ภิกษุร่วมกับสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้จีวรไปแล้วกลับติเตียนในภายหลัง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อติเตียนแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๒. ปริณามนสิกขาบท

ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์ไปเพื่อบุคคล ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังน้อมไป ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อน้อมไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สหธัมมิกวรรคที่ ๘ จบ

๙. ราชวรรค

๑. อันเตปุรสิกขาบท

[๑๗๓]

ภิกษุไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า เข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. ก้าวเท้าที่ ๑ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ก้าวเท้าที่ ๒ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๒. รตนสิกขาบท

ภิกษุเก็บรัตนะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังเก็บ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อเก็บแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๓. วิกาลคามปเวสนสิกขาบท

ภิกษุไม่บอกลาภิกษุที่มีอยู่แล้ว เข้าหมู่บ้านในเวลาวิกาล ๑- ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. ยกเท้าแรกก้าวเข้าเขตรั้วล้อม ต้องอาบัติทุกกฏ

๒. ยกเท้าที่ ๒ ก้าวเลยเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๔. สูจิฆรสิกขาบท

ภิกษุทำกล่องเข็มด้วยกระดูก ด้วยงา หรือด้วยเขา ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

@เชิงอรรถ :

@๑ เวลาวิกาล ในที่นี้ประสงค์เอาตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงอรุณขึ้น (วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๑๓/๖๐๓)

๕. มัญจปีฐสิกขาบท

ภิกษุให้ทำเตียงหรือตั่งเกินขนาด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๖. ตูโลนัทธสิกขาบท

ภิกษุให้ทำเตียงหรือตั่งหุ้มนุ่น ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๗. นิสีทนสิกขาบท

ภิกษุให้ทำผ้ารองนั่งเกินขนาด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๘. กัณฑุปฏิจฉาทิสิกขาบท

ภิกษุให้ทำผ้าปิดฝีเกินขนาด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๙. วัสสิกสาฏิกาสิกขาบท

ภิกษุให้ทำผ้าอาบน้ำฝนเกินขนาด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

๑๐. นันทสิกขาบท

ถาม : ภิกษุให้ทำจีวรเท่ากับสุคตจีวร ต้องอาบัติเท่าไร

ตอบ : ภิกษุให้ทำจีวรเท่ากับสุคตจีวร ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ

๑. กำลังทำ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม

๒. เมื่อทำเสร็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุให้ทำจีวรเท่ากับสุคตจีวร ต้องอาบัติ ๒ อย่างเหล่านี้

ราชวรรคที่ ๙ จบ

ขุททกสิกขาบท จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าอาบัติในนิสสัคคิยกัณฑ์กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๘กตาปัตติวารที่ ๒หัวข้อถัดไปคำถามและคำตอบในปาฏิเทสนียกัณฑ์