สิริกาฬกัณณิชาดก
ว่าด้วยสิริกับกาฬกรรณี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๖๙ · บรรทัด ๓๙๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอนาปิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ กาเลน วณฺเณน ดังนี้
ความย่อว่า ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้น จำเดิมแต่เวลาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วรักษาศีล ๕ ไม่มีขาด. ทั้งภรรยา ทั้งบุตรธิดา ทั้งทาส ทั้งกรรมกรผู้ทำงานรับจ้างของท่าน ก็พากันรักษาศีลเหมือนกันหมดทุกคน. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายตั้งเป็นเรื่องขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อนาถปิณฑิกเศรษฐีทั้งตนเองก็สะอาดทั้งบริวารก็สะอาดประพฤติธรรมอยู่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงเดี๋ยวนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เป็นผู้สะอาดเอง ทั้งเป็นผู้มีบริวารสะอาดด้วยดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันทูลขอ จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไป :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นเศรษฐี ได้ถวายทาน รักษาศีล รักษาอุโบสถ ฝ่ายภริยาของท่านก็รักษาศีล ๕ ถึงบุตรและธิดา แม้ทาสกรรมกรและชายชาติทั้งหลาย ก็พากันรักษา. ท่านจึงปรากฏว่าเป็นเศรษฐีผู้มีบริวารสะอาดทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านคิดว่า ถ้าหากใครเป็นผู้มีบริวารสะอาดเป็นปกติจักมาหาไซร้ เราไม่ควรให้แท่นสำหรับนั่งหรือที่นอนสำหรับนอนของเราแก่เขา. เราควรให้ที่นั่งที่นอนที่เปรอะเปื้อนที่ยังไม่ได้ใช้แก่เขา. เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงให้เขาปูที่นั่งและที่นอนที่ยังไม่ได้ใช้ไว้ข้างหนึ่ง ในที่สำหรับเฝ้าปรนนิบัติตน. สมัยนั้นธิดา ๒ ตนเหล่านี้ คือ ธิดาของท้าววิรูปักข์มหาราช ชื่อกาลกรรณี ๑ธิดาของท้าวธตรฐมหาราช ชื่อสิริ ๑ ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาถือของหอมและดอกไม้จำนวนมาก พากันมายังท่าน้ำสระอโนดาดด้วยหมายใจว่า พวกเราจักเล่นน้ำในสระอโนดาด.
ก็ในสระอโนดาดนั้น มีท่าน้ำหลายท่าด้วยกัน ในจำนวนท่าน้ำเหล่านั้น ที่ท่าสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเท่านั้นทรงสรงสนาน ที่ท่าสำหรับปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เฉพาะปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรงสนาน ที่ท่าสำหรับภิกษุทั้งหลาย ก็เฉพาะภิกษุทั้งหลายพากันสรงน้ำ ที่ท่าสำหรับดาบสทั้งหลาย ก็เฉพาะดาบสทั้งหลายอาบกัน ที่ท่าสำหรับเทพบุตรทั้งหลายในสวรรค์ ๖ ชั้น มีชั้นจาตุมมหาราชิกาเป็นต้น เทพบุตรทั้งหลายเท่านั้นสรงสนานกัน ที่ท่าสำหรับเทพธิดาทั้งหลาย ก็เฉพาะเทพธิดาทั้งหลายสรงสนานกัน.
ในจำนวนเทพธิดาเหล่านั้น เทพธิดาทั้ง ๒ ตนนี้ทะเลาะกันด้วยต้องการท่าน้ำว่า ฉันจักอาบก่อน ฉันก่อนดังนี้. กาลกรรณีเทพธิดาพูดว่า ฉันรักษาโลก เที่ยวตรวจดูโลก เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้อาบก่อน. ฝ่ายสิริเทพธิดาพูดว่า ฉันดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติชอบ ที่จะอำนวยอิสริยยศแก่มหาราช เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้อาบก่อน. พวกเขาเข้าใจว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จักรู้ว่า ในจำนวนเราทั้ง ๒ นี้ใครสมควรจะอาบได้ก่อนหรือไม่สมควร. จึงพากันไปยังสำนักของท้าวมหาราชเหล่านั้น แล้วทูลถามว่า บรรดาหม่อมฉันทั้ง ๒ ใครสมควรจะอาบน้ำในสระอโนดาดก่อนกัน. ท้าวธตรัฐและท้าววิรูปักข์บอกว่า พวกเราไม่อาจจะวินิจฉัยได้ จึงได้ยกให้เป็นภาระของท้าววิรุฬหกและท้าวเวสสุวรรณ. ท่านทั้ง ๒ นั้น บอกว่า ถึงพวกเราก็ไม่อาจวินิจฉัยได้ จักส่งไปแทบบาทมูลของท้าวสักกะ แล้วได้ส่งเธอทั้ง ๒ไปยังสำนักของท้าวสักกะ. ท้าวสักกะทรงสะดับคำของเธอทั้ง ๒ แล้วทรงดำริว่า เธอทั้ง ๒ นี้ก็เป็นธิดาของบริษัทของเราเหมือนกัน เราไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ได้. ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้ตรัสว่า ในนครพาราณสีมีเศรษฐีชื่อว่าสุจิปริวาระ ในบ้านของเขาปูอาสนะที่ไม่เปรอะเปื้อนและที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อนไว้. เทพธิดาตนใดได้นั่งหรือได้นอนบนที่นั่งที่นอนนั้น เทพธิดานั้นควรได้อาบน้ำก่อน กาลกรรณีเทพธิดาได้สดับเทวโองการแล้ว ในขณะนั้นนั่นเอง ได้นุ่งห่มผ้าสีเขียวลูบไล้เครื่องลูบไล้สีเขียว ประดับเครื่องประดับแก้วมณีสีเขียวลงจากเทวโลกเหมือนหินยนต์ ได้เปล่งรัศมีลอยอยู่บนอากาศในที่ไม่ไกลที่นอน ใกล้ประตู เป็นที่เฝ้าปรนนิบัติแห่งปราสาทของท่านเศรษฐีในระหว่างมัชฌิมยามนั่นเอง. เศรษฐีแลดูได้เห็นนาง พร้อมกับการเห็นนั่นเอง นางไม่ได้เป็นที่รัก ไม่ได้เป็นที่พอใจของเศรษฐีนั้นเลย. ท่านเมื่อจะเจรจากับนาง จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ใครมีผิวดำ และเขาก็ไม่น่ารักและไม่น่า ทัศนา เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็น ใคร ? เป็นธิดาของใคร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเลน ได้แก่สีเขียว. บทว่า วณฺเณน ความว่า ด้วยสีของร่างกายและสีของผ้าและอาภรณ์. ด้วยบทว่าน จาสิ ปิยทสฺสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปโดยทาส และเทพธิดาตนนี้ไม่มีมารยาท คืออาจาระ เป็นผู้ทุศีล เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่เป็นที่รักของท่านเศรษฐี พร้อมกับด้วยการเห็นนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละท่านจึงกล่าวว่า เธอเป็นใคร ? อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า กา จ ตฺวํ ได้แก่เจ้าเป็นใครล่ะ ? นี้นั่นแหละเป็นปาฐะบาลีเดิม.
กาลกรรณีเทพธิดาได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ดิฉันเป็นธิดาของท้าววิรูปักษ์มหาราช เป็นผู้โหดเหี้ยม ดิฉันคือนางกาลีผู้ไร้ปัญญา เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า ชื่อกาลกรรณี ท่าน เป็นผู้ที่ดิฉันขอโอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉัน ขอพักอยู่ในสำนักของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑิยา คือมักโกรธ อธิบายว่าคนทั้งหลายตั้งชื่อดิฉันว่า จัณฑี เพราะเป็นคนมักโกรธ. บทว่า อลกฺขิกา ได้แก่ผู้ไม่มีปัญญา. บทว่า มํ วิทู ความว่า เทพทั้งหลายในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา รู้จักดิฉันด้วยประการอย่างนี้. บทว่าวเสมุ ความว่า วันนี้ดิฉันขออยู่ในสำนักของท่านคืนหนึ่ง ขอท่านจงให้โอกาสแก่ดิฉันในการนั่งและนอนบนที่ที่ไม่เปรอะเปื้อนแห่งหนึ่งเถิดดังนี้.
พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:เจ้าปลงใจในชายผู้มีปกติอย่างไร มีความ ประพฤติเสมออย่างไร ? ดูก่อนแม่กาลี เจ้า ถูกฉันถามแล้ว จงบอกฉัน. พวกฉันจะพึง รู้จักเจ้าได้อย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวิสเส ความว่า ตั้งลง คือประดิษฐานอยู่ในใจของเจ้า.
ลำดับนั้น นางเมื่อจะกล่าวถึงคุณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๔ว่า :-
ชายใดลบหลู่คุณท่าน ตีตนเสมอ แข่งดี ริษยาเขา ตระหนี่และโอ้อวด ชายใดได้ ทรัพย์มาแล้วย่อมพินาศไป ชายนั้นเป็นที่ รักใคร่ของดิฉัน.
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ชายใดไม่รู้จักคุณที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตนเป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน เมื่อเขากล่าวถึงเหตุอะไร ๆ ของตน ก็ยืดถือเป็นคู่แข่งว่า ฉันไม่รู้จักสิ่งนั้นหรือ ? เห็นอะไรที่คนเหล่าอื่นทำแล้ว ก็ทำเหตุให้เหนือขึ้นไปกว่า ด้วยอำนาจแห่งการแข่งดี เมื่อคนอื่นได้ลาภไม่ยินดีด้วย ปรารถนาว่า คนอื่นอย่ามีความเป็นใหญ่กว่าเรา ขอความเป็นใหญ่จงเป็นของเราคนเดียว หวงแหนสมบัติของตนไม่ได้แก่ผู้อื่นแม้หยดน้ำมันด้วยปลายหญ้า เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะของฝ่ายคนเกเร ไม่ให้สิ่งของ ๆ ตนแก่ผู้อื่น กินของ ๆ คนอื่นอย่างเดียวด้วยอุบายวิธีนั้น ๆ ทรัพย์หรือข้าวเปลือกที่ชายใดได้มาแล้ว ย่อมพินาศไปไม่คงอยู่ คือชายใดเป็นนักเลงสุราบ้าง เป็นนักเลงการพนันบ้าง เป็นนักเลงหญิงบ้าง ยังทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้พินาศไปถ่ายเดียว ชายคนนี้นั้นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นที่ใคร่ คือเป็นที่รักได้แก่เป็นที่ชอบใจของฉัน ฉันให้คนแบบนี้ให้ตั้งอยู่ในดวงใจของฉัน.
ลำดับนั้น นางจึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ด้วยตนนั่นแหละว่า :-
คนมักโกรธ มักผูกโกรธ พูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี มีวาจาเป็นเสี้ยนหนาม หยาบคาย เขาเป็นที่รักใคร่ของดิฉันยิ่งกว่า นั้นอีก. ชายผู้ไม่เข้าใจประโยชน์ของตนว่า ทำวันนี้ พรุ่งนี้ ถูกตักเตือนอยู่ก็โกรธ ดูหมิ่น ความดีของผู้อื่น. ชายผู้ที่ถูกความคะนองรบเร้า พรากจากมิตรทั้งหมด เป็นที่รักใคร่ของดิฉัน ดิฉันไม่มีความทุกข์ร้อนในเขา.
คาถาเหล่านั้นควรให้พิศดารโดยนัยนี้เถิด. แต่ในที่นี้พึงทราบเนื้อความแต่โดยย่อ. บทว่า โกธโน ได้แก่เป็นผู้โกรธแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย. บทว่า อุปนาหี ได้แก่เก็บความผิดของผู้อื่นไว้ในใจแล้วทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่ให้มีประโยชน์แม้นานเท่านาน. บทว่าปิสุโณ ได้แก่เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด บทว่า วเภทโก ได้แก่เป็นผู้ทำฝ่ายมิตร แม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย. บทว่า กณฺกวาโจ ได้แก่เป็นผู้มีวาจาเป็นไปกับด้วยโทสะ. บทว่า ผรุโส ได้แก่เป็นผู้มีวาจาหยาบคาย. บทว่า กนฺตตโร ความว่า ชายนั้นเป็นที่ใคร่คือเป็นที่รักของฉันมากกว่าชายแม้คนก่อน. บทว่า อชฺช สุเว ความว่า ชายใดไม่เข้าใจคือไม่รู้จักประโยชน์ของตนคือกิจการของตนอย่างนี้ว่า กิจการนี้ควรทำในวันนี้ กิจการนี้ควรทำพรุ่งนี้ กิจการนี้ควรทำในวันที่ ๓คือมะรืนเป็นต้น. บทว่า โอวชฺชมาโน ได้แก่ถูกกล่าวตักเตือนอยู่. บทว่า เสยฺยโส อติมญฺติ ความว่า ดูหมิ่นคนที่ยิ่งกว่า คือบุคคลที่สูงสุดโดยชาติ โคตร ตระกูล ถิ่นที่อยู่และคุณคือศีลและอาจาระว่าแกจะพอมือข้าหรือ ? บทว่า ทวปฺปลุทฺโธ ความว่า ถูกความคะนองไม่ขาดระยะในกามคุณทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เล้าโลมแล้ว ครอบงำแล้ว ได้แก่ตกอยู่ในอำนาจกามคุณแล้ว. บทว่า ธํสติ ความว่าเขากล่าวว่า แกจะทำอะไรฉันดังนี้เป็นต้น แล้วพลัดพรากคือเสื่อมจากมิตรทั้งหมดทีเดียว. บทว่า อนามยา ความว่า ดิฉันคิดว่าบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ จะเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไม่มีโศก ได้เขาแล้วจะหมดอาลัยในคนอื่นอยู่ดังนี้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะตำหนิเขา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๘ว่า:-
นางกาลีเอ๋ย เจ้าจงออกไปจากที่นี้ การ ทำความรักของเจ้านี้ หามีในเราไม่ เจ้าจงไป ชนบทอื่น นิคม และราชธานีอื่นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเปหิ ความว่า จงหลีกไป. บทว่า เนตํ อมฺเหสุ ความว่า การทำความรักของเจ้ามีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้น นี้หามีในพวกเราไม่ คือไม่มี. ด้วยบทว่า นิคเม ราชธานิโยพระมหาสัตว์แสดงว่า เจ้าจงไปนิคมอื่นบ้าง ราชธานีอื่นบ้าง ในที่อื่นคือจงไปในที่ที่ฉันจะไม่เห็นเจ้า.
นางกาลกรรณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ผ่านคำนั้นไปได้ จึงกล่าวคาถาติดกันไปว่า :-
เรื่องนั่นฉันเองก็รู้ว่า เรื่องนั้นหามีใน พวกท่านไม่ คนไม่มีบุญมีอยู่ในโลก เขา รวบรวมทรัพย์ไว้มาก เราทั้ง ๒ คือทั้งฉัน ทั้งเทพผู้เป็นพี่ชายของฉัน พากันผลาญทรัพย์ นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ตุมฺเหสุ ความว่า ฉันเองก็รู้ข้อนี้ว่า การทำความรักอันใดของฉัน มีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้นฉันประกอบด้วยการทำความรักอันใดมีการลบหลู่คุณที่คุณเป็นต้น แม้ด้วยตนเอง การทำความรักเป็นต้นนั้น ไม่มีในท่านทั้งหลาย. บทว่า สนฺติ โลเก อลกฺขิกา ความว่า แต่คนเหล่าอื่นที่เป็นคนโง่ เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่มีปัญญายังมีอยู่ในโลก. บทว่า สงฺฆรนฺติ ความว่าคนเหล่านั้นผู้ไม่มีศีล แม้ปัญญาก็ไม่มี รวบรวมทรัพย์ไว้มากมายคือเก็บกำไว้เป็นกลุ่มก้อน ด้วยเหตุเหล่านี้ มีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้น. บทว่า อุโภ นํ ความว่า แต่เราทั้ง ๒ คน คือทั้งตัวฉันและเทพบุตรชื่อว่า เทพผู้เป็นพี่ชายของฉันนั่นเอง รวมหัวกันผลาญทรัพย์นั้นที่คนเหล่านั้นรวบรวมเก็บไว้. อนึ่ง เทพธิดานั้นกล่าวว่า ในเทวโลกพวกฉันก็มีเครื่องบริโภคที่เป็นทิพย์อยู่มาก ท่านจะให้ที่นอนทิพย์หรือไม่ให้ก็ตาม ท่านจะมีประโยชน์อะไรเล่าสำหรับฉัน ดังนี้แล้วหลีกไป.
ในเวลาที่กาลกรรณีเทพธิดานั้นหลีกไปแล้ว สิริเทพธิดามีของหอมและเครื่องประเทืองผิวสีเหมือนทองคำ มีเครื่องตกแต่งทองคำมาแล้วเปล่งรัศมีสีเหลืองที่ประตูซึ่งสถิตอยู่ใกล้ ๆ มีความเคารพได้ยืนเอาเท้าที่เสมอกันวางบนพื้นดินที่เสมอกัน. พระมหาสัตว์ครั้นเห็นนางแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ใครหนอมีผิวพรรณเป็นทิพย์ ยืนเรียบ ร้อยอยู่ที่พื้นดิน เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็นใคร ? เป็นธิดาของใคร ?
บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ทิพฺเพน ความว่า ประเสริฐคือสูงสุด.
สิริเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:ดิฉันเป็นธิดาของท้าวธตรฐมหาราชผู้มีสิริ ดิฉันชื่อสิริลักษมิ์ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ท่านเป็นผู้ที่ดิฉันขอ โอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉันขอพักอยู่ในสำนัก ของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิริ จ ลกฺขี จ ความว่า ดิฉันผู้มีนามอย่างนี้ว่า สิริลักษมิ์ไม่ใช่คนอื่น. บทว่า ภูริปญฺาติ มํ วิทูความว่า เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาว่า เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า วเสมุ ตว สนฺติเก ความว่า ดิฉันขออาศัยคืนหนึ่งบนที่นั่งที่ไม่เปรอะเปื้อนและที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อน ขอท่านจงให้โอกาสแก่ดิฉัน.
ต่อจากนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาว่า :เจ้าปลงใจในชายที่มีศีลอย่างไร มีอาจาระ อย่างไร ? เจ้าเป็นผู้ที่เราถามแล้ว จงบอกเรา โดยที่เราควรรู้จักเจ้า. ชายใดครอบงำความ หนาว หรือความร้อน ลม แดด เหลือบ และ สัตว์เลื้อยคลาน ทั้งความหิวและความระหาย ได้ ชายใดประกอบการงานทุกอย่างเนือง ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ยังประโยชน์ที่มาถึงตาม กาลให้เสื่อมเสียไปด้วย ชายนั้นเป็นที่ชอบใจ ของดิฉัน และดิฉันก็ปลงใจเขาจริง ๆ. ชายใด ไม่โกรธ มีมิตร มีการเสียสละ รักษาศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้สงเคราะห์ ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน มีคำพูดไพเราะ แม้ จะเป็นใหญ่ ก็มีความประพฤติถ่อมตน. ดิฉัน พอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก ดุจคลื่นทะเล ปรากฏแก่คนที่มองดูสีน้ำทะเลเหมือนมีมาก. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดให้สังคหธรรมให้เป็นไป อยู่ในบุคคลทั้งที่เป็นมิตร ทั้งที่เป็นศัตรูทั้งที่ ประเสริฐที่สุด ทั้งที่เสมอกัน ทั้งที่ต่ำทราม ประพฤติประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบใน กาลไหน ๆ. ผู้นั้นตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันก็คบ. ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา คุณความดีเหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย มัวเมาสิริอันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้น ผู้มีรูปลักษณะร้อนรน ประพฤติไม่สม่ำเสมอ เหมือนคนเว้นคูถฉะนั้น. คนสร้างโชคด้วย ตนเอง สร้างเคราะห์ด้วยตนเอง ผู้อันจะสร้าง โชคหรือเคราะห์ให้ผู้อื่นไม่ได้เลย. คำถามเป็นของเศรษฐี. ส่วนคำตอบเป็นของสิริเทพธิดา
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๔–๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Kā nu kāḷena vaṇṇena na cāpi 3- piyadassanā kā vā tvaṃ kassa vā dhītā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Mahārājassahaṃ dhītā virūpakkhassa caṇḍiyā ahaṃ kāḷī alakkhikā kāḷakaṇṇīti maṃ vidū okāsaṃ yācito dehi vasemu tava santike.
Kiṃsīle kiṃsamācāre purise nivise 4- tuvaṃ puṭṭhā me kāḷi akkhāhi kathaṃ 5- jānemu taṃ mayaṃ.
Makkhī palāsī sārambhī issukī maccharī satho so mayhaṃ puriso kanto laddhaṃ yassa vinassati.
Kodhano upanāhī ca pisuṇo ca vibhedako kaṇṭakavāco 6- pharuso so me kantataro tato. @Footnote: 1 Ma. atisīmacaro. 2 vuddhasāsananti. 3 Sī. na cāsi. 4 Ma. nivisase. @ 5 Sī. Yu. yathā. 6 Ma. kaṇḍakavāco. Sī. Yu. aṇḍakavāco.
Ajja suveti puriso sadatthaṃ nāvabujjhati ovajjamāno kuppati seyyaso 1- atimaññati.
Davappaluddho 2- puriso sabbamittehi dhaṃsati so mayhaṃ puriso kanto tasmiṃ homi anāmayā.
Apehi etto tvaṃ kāḷi netaṃ amhesu vijjati aññaṃ janapadaṃ gaccha nigame rājadhāniyo.
Ahampi kho taṃ 3- jānāmi netaṃ tumhesu vijjati santi loke alakkhikā saṅgharanti bahuṃ dhanaṃ ahaṃ devo ca me bhātā ubho naṃ vidhamāmase.
Kā nu dibbena vaṇṇena paṭhabyā supatiṭṭhitā kā vā tvaṃ kassa vā dhītā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Mahārājassahaṃ dhītā dhataraṭṭhasirīmato 4- ahaṃ sirī ca lakkhī ca bhūripaññāti maṃ vidū okāsaṃ yācito dehi vasemu tava santike.
Kiṃsīle kiṃsamācāre purise nivise 5- tuvaṃ puṭṭhā me lakkhi akkhāhi yathā jānemu taṃ mayaṃ.
Yo cāpi sīte athavāpi uṇhe vātātape ḍaṃsasiriṃsape ca khudda 6- pipāsaṃ abhibhuyya sabbaṃ rattindivaṃ yo satataṃ niyutto @Footnote: 1 Ma. seyyaṃ so. 2 Yu. davappaladdho. 3 Sī. cetaṃ. 4 Ma. dhataraṭṭhassa sirīmato. @ 5 Ma. nivisase. 6 Ma. khudhaṃ. Yu. khudaṃ. Kālāgatañca na hāpeti atthaṃ so me manāpo nivise vatamhi 1- .
Akkodhano mittavā cāgavā ca sīlūpapanno asathojubhūto 2- saṅgāhako sakhilo saṇhavāco mahattapattopi nivātavutti tasmiṃha 3- pose vipulā bhavāmi ummī 4- samuddassa yathāpi vaṇṇaṃ.
Yo cāpi mitte athavā amitte seṭṭhe sarikkhe athavāpi hīne atthaṃ carantaṃ athavā anatthaṃ āvī raho saṅgahameva vatto 5- vācaṃ na vajjā pharusaṃ kadāci matassa jīvassa ca tassa homi.
Etesa yo aññataraṃ labhitvā kantaṃ siriṃ 6- majjati appapañño taṃ dittarūpaṃ visamaṃ carantaṃ karīsajātaṃva 7- vivajjayāmi.
Attanā kurute lakkhiṃ alakkhiṃ kurutattanā @Footnote: 1 Ma. ca tamhi. 2 Yu. asaṭho ujjubhūto. 3 Ma. tasmiṃhaṃ. Sī. Yu. tasmāhaṃ. @ 4 Ma. ūmi. 5 Ma. vatte. 6 Ma. kantā sirī. 7 Ma. karīsaṭhānaṃva. Na hi lakkhiṃ alakkhiṃ vā añño aññassa kārakoti. Sirikāḷakaṇṇijātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๘๖๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗