สิริกาฬกัณณิชาดก
ว่าด้วยสิริกับกาฬกรรณี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๘๖๙ · บรรทัด ๓๙๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฑํสสิรึสเป จ เหลือบเขาเรียกว่า ฑํสะ อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดแมลงวันทุกชนิด เทพธิดาประสงค์เอาว่า ฑํสะ ในที่นี้. กำเนิดสัตว์เลื้อยคลานเรียกว่า สิรึสปะ. ทิ้งเหลือบทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อว่า ฑํสสิรึสปะ ในเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานนั้น. มีคำอธิบายไว้ว่า ชายมหาเศรษฐีคนใด เมื่อมีความหนาว ความร้อน ลม แดด หรือเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานถึงถูกอันตรายเหล่านี้มีความหนาวเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ ก็ครอบงำคือย่ำยี อันตรายแม้ทั้งหมดนี้ คืออันตรายแม้เหล่านี้มีความหนาวเป็นต้น และความกระหายมากไว้ได้ ได้แก่ไม่คำนึงถึงอันตรายนี้ เหมือนหญ้าแล้วประกอบ คือประกอบตนเป็นไปในกรรมของตนเนือง ๆ มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น และในทานและศีลเป็นต้นทั้งคืนทั้งวัน. บทว่า กาลาคตญฺจ ความว่า ไม่ให้กิจทั้งหลายมีกิจกรรมเป็นต้นเสื่อมเสีย. ไปในเวลาทำกสิกรรมเป็นต้น และไม่ให้เสื่อมเสียประโยชน์ ที่จะนำความสุขมาให้ในปัจจุบันและภายภาคข้างหน้า แยกประเภทเป็นการบริจาคทรัพย์เป็นต้น ในกาลทั้งหลายมีการบริจาคทรัพย์ การรักษาศีลและการฟังธรรมเป็นต้น คือทำงานในเวลาที่ควรทำนั่นเอง. ชายเศรษฐีคนนั้นเป็นที่พอใจของดิฉันและดิฉันจะอยู่ประจำกับชายคนนั้น. บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ คือความอดทนที่ยับยั้งอารมณ์ไว้ได้. บทว่า มิตฺตวา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า จาควา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยการบริจาคทรัพย์. บทว่า สงฺคาหโก ได้แก่ผู้ทำการสงเคราะห์มิตร การสงเคราะห์ด้วยอามิสและการสงเคราะห์ด้วยธรรม. บทว่า สขิโล ได้แก่เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน. บทว่า สณฺหวาโจ ได้แก่เป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย. บทว่า มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ ความว่า ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่คืออิสริยยศที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตนทำตามโอวาทของบัณฑิต. บทว่า ตสฺสาห โปเส ความว่า ดิฉันเป็นคนกว้างขวางสำหรับชายคนนั้น. บทว่า วิปุลา ภวามิ ความว่า เราไม่ใช่คนเล็ก ความจริงชายนั้นเป็นพื้นฐานของสิริอันยิ่งใหญ่ บทว่า อุมฺมี สมุทฺทสฺส ยถาปิ วณฺณํ ส่องความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า ลูกคลื่นที่ทยอยกันมาจะปรากฏแก่คนที่มองดูสีของมหาสมุทร เหมือนกะใหญ่โต ฉันใด ดิฉันก็ฉันนั้นเป็นเสมือนใหญ่โตในเพราะคน ๆ นั้น. บทว่า อาวี รโห ความว่าทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง. บทว่า สงฺคหเมว วตฺเต ความว่า เขาให้สังคหธรรมทั้ง ๔ อย่างนั่นแหละเป็นไป คือเป็นไปคือทั่วถึงในบุคคลนั้น แยกประเภทเป็นมิตรเป็นต้น. บทว่า น วชฺชา ความว่า ผู้ใดครั้งไร คือในกาลไหนไม่พึงกล่าวคำหยาบ คือเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะเท่านั้น. บทว่า มตสฺส ชีวสฺส ความว่า บุคคลนั้นตายแล้วก็ตามมีชีวิตอยู่ก็ตามดิฉันก็ภักดีต่อ. สิริเทพธิดาแสดงว่า ดิฉันคบหาคนเช่นนั้นทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. บทว่า เอเตส โย ความว่า บุคคลใดประมาทคือลืมคุณความดีแม้อย่างเดียว บรรดาคุณความดีเหล่านี้ คือคุณความดีที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังมีการครอบงำความหนาวได้เป็นต้น อธิบายว่า ไม่เพียรประกอบบ่อย ๆ ซึ่งคุณนั้น. บทว่า สิริ มีปาฐะถึง ๓ อย่าง คือ กนฺตา สิรี, กนฺตสิริ และ กนฺตํ สิริ แปลว่าสิริที่น่าใคร่. ด้วยอำนาจปาฐะทั้ง ๓ เหล่านั้น มีการประกอบเนื้อความดังต่อไปนี้ บุคคลใดได้สิริแล้ว คิดว่า สิริของเราที่น่าใคร่ ดำรงอยู่แล้วตามฐานะ ย่อมประมาทคือลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดปรารถนาสิริเหมือนคนที่มีสิริที่น่าใคร่ ได้คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านั้นแล้วจึงประมาท. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดได้สิริน่าใคร่ น่าชอบใจแล้วจึงประมาท คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้. บทว่า อปฺปปญฺโ ได้แก่ไม่มีปัญญา. บทว่า ตํ ทิตฺตรูปํ วิสเม จรนฺตํ ความว่า ดิฉันเว้นคนที่มีสภาพร้อนรนประพฤติไม่สม่ำเสมอ มีกายทุจริตเป็นต้น เป็นประเภทเหมือนมนุษย์หรือบุคคลผู้มีความสะอาดโดยกำเนิด เว้นหลุมคูถแต่ไกลฉะนั้น. บทว่า อญฺโ อญฺสฺส การโก ความว่า เป็นเช่นนี้ ชายที่ชื่อว่า สร้างโชคสร้างเคราะห์ให้คนอื่นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งก็สร้างโชคหรือเคราะห์ให้แก่ตนดังนี้.
พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวถามอย่างนี้ และได้ฟังคำตอบของสิริเทพธิดาแล้วชื่นชม จึงได้กล่าวว่า แท่นเตียงนอนนี้เหมาะสมสำหรับเธอและที่นั่งก็เหมาะสมสำหรับเธอทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอเชิญนั่งบนที่นั่งและนอนบนแท่นเถิด. นางอยู่ ณ ที่นั้นแล้วรุ่งเช้าก็ออกไปที่เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ได้อาบน้ำที่สระอโนดาดก่อน. ที่นอนแม้แห่งนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า สิริสยนะ เพราะว่านางสิริเทพธิดาใช้นอนก่อนคนอื่น. นี้คือวงศ์ประวัติของสิริสยนะ คือที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญ. ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกกันว่าสิริสยนะ ที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญมาจนตราบเท่าทุกวันนี้.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า สิริเทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระอุบลวรรณา ในบัดนี้ส่วนสุจิปริวารเศรษฐีคือเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๔–๘๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ฉักกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Kā nu kāḷena vaṇṇena na cāpi 3- piyadassanā kā vā tvaṃ kassa vā dhītā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Mahārājassahaṃ dhītā virūpakkhassa caṇḍiyā ahaṃ kāḷī alakkhikā kāḷakaṇṇīti maṃ vidū okāsaṃ yācito dehi vasemu tava santike.
Kiṃsīle kiṃsamācāre purise nivise 4- tuvaṃ puṭṭhā me kāḷi akkhāhi kathaṃ 5- jānemu taṃ mayaṃ.
Makkhī palāsī sārambhī issukī maccharī satho so mayhaṃ puriso kanto laddhaṃ yassa vinassati.
Kodhano upanāhī ca pisuṇo ca vibhedako kaṇṭakavāco 6- pharuso so me kantataro tato. @Footnote: 1 Ma. atisīmacaro. 2 vuddhasāsananti. 3 Sī. na cāsi. 4 Ma. nivisase. @ 5 Sī. Yu. yathā. 6 Ma. kaṇḍakavāco. Sī. Yu. aṇḍakavāco.
Ajja suveti puriso sadatthaṃ nāvabujjhati ovajjamāno kuppati seyyaso 1- atimaññati.
Davappaluddho 2- puriso sabbamittehi dhaṃsati so mayhaṃ puriso kanto tasmiṃ homi anāmayā.
Apehi etto tvaṃ kāḷi netaṃ amhesu vijjati aññaṃ janapadaṃ gaccha nigame rājadhāniyo.
Ahampi kho taṃ 3- jānāmi netaṃ tumhesu vijjati santi loke alakkhikā saṅgharanti bahuṃ dhanaṃ ahaṃ devo ca me bhātā ubho naṃ vidhamāmase.
Kā nu dibbena vaṇṇena paṭhabyā supatiṭṭhitā kā vā tvaṃ kassa vā dhītā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Mahārājassahaṃ dhītā dhataraṭṭhasirīmato 4- ahaṃ sirī ca lakkhī ca bhūripaññāti maṃ vidū okāsaṃ yācito dehi vasemu tava santike.
Kiṃsīle kiṃsamācāre purise nivise 5- tuvaṃ puṭṭhā me lakkhi akkhāhi yathā jānemu taṃ mayaṃ.
Yo cāpi sīte athavāpi uṇhe vātātape ḍaṃsasiriṃsape ca khudda 6- pipāsaṃ abhibhuyya sabbaṃ rattindivaṃ yo satataṃ niyutto @Footnote: 1 Ma. seyyaṃ so. 2 Yu. davappaladdho. 3 Sī. cetaṃ. 4 Ma. dhataraṭṭhassa sirīmato. @ 5 Ma. nivisase. 6 Ma. khudhaṃ. Yu. khudaṃ. Kālāgatañca na hāpeti atthaṃ so me manāpo nivise vatamhi 1- .
Akkodhano mittavā cāgavā ca sīlūpapanno asathojubhūto 2- saṅgāhako sakhilo saṇhavāco mahattapattopi nivātavutti tasmiṃha 3- pose vipulā bhavāmi ummī 4- samuddassa yathāpi vaṇṇaṃ.
Yo cāpi mitte athavā amitte seṭṭhe sarikkhe athavāpi hīne atthaṃ carantaṃ athavā anatthaṃ āvī raho saṅgahameva vatto 5- vācaṃ na vajjā pharusaṃ kadāci matassa jīvassa ca tassa homi.
Etesa yo aññataraṃ labhitvā kantaṃ siriṃ 6- majjati appapañño taṃ dittarūpaṃ visamaṃ carantaṃ karīsajātaṃva 7- vivajjayāmi.
Attanā kurute lakkhiṃ alakkhiṃ kurutattanā @Footnote: 1 Ma. ca tamhi. 2 Yu. asaṭho ujjubhūto. 3 Ma. tasmiṃhaṃ. Sī. Yu. tasmāhaṃ. @ 4 Ma. ūmi. 5 Ma. vatte. 6 Ma. kantā sirī. 7 Ma. karīsaṭhānaṃva. Na hi lakkhiṃ alakkhiṃ vā añño aññassa kārakoti. Sirikāḷakaṇṇijātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๘๖๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗